อยากเป็นเชียร์ลีดเดอร์คณะ-มหาวิทยาลัย ต้องมี 7 คุณสมบัติต่อไปนี้!

             "ผู้นำเชียร์" หรือ เชียร์ลีดเดอร์ ถือเป็นบุคคลที่เป็นหน้าตาของคณะเลยก็ว่าได้ เพราะเวลามีงานแข่งกีฬาหรืองานสามสัมพันธ์ต่างมหา'ลัย พวกเขาจะออกไปวาดลวดลายการเต้นที่ฝึกซ้อมกันมาอย่างดี ความสวยสง่าและพร้อมเพรียงทำให้หลายคนคิดฝันอยากทำหน้าที่นี้ แต่ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองมีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่ และสภาพชีวิตจะเป็นอย่างไรเมื่อก้าวเข้ามาเป็นเชียร์ลีดเดอร์?  (เพราะได้ยินว่าทั้งเหนื่อยและกดดัน!)

             และเพื่อไขข้อข้องใจประเด็นนี้ พี่เลยไปคว้าตัวรุ่นพี่ลีดฯ จากต่างคณะต่างมหา'ลัยมาพูดคุยว่าพวกเขามองหาคุณสมบัติอะไรในตัวรุ่นน้อง และจากประสบการณ์ของพี่ๆ นั้น  รวมถึงแชร์ข้อดี-ข้อเสียที่พบ ถ้าน้องๆ พร้อมแล้วเรามาเช็กกันเลยดีกว่าค่ะ (*สรุปข้อมูลเป็นภาพรวมจากความคิดเห็นและประสบการณ์รายบุคคลเท่านั้น)
 


Photo Credit: Youtube

คุณสมบัติต่อไปนี้ จำเป็นแค่ไหน...?
 
1. รูปร่างหน้าตา

             หลายคนอาจคิดว่ารูปร่างหน้าตาของคนที่ทำหน้าที่ตรงนี้ต้องเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว ซึ่งจากที่พี่ได้พูดคุยกับรุ่นพี่ผู้นำเชียร์หลายมหา'ลัย พบว่าเรื่องนี้มีผลต่อการคัดเลือกจริง เพราะผู้ชมจะเห็นภายนอกก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนหุ่นก็มีผลให้ตอนเต้นดูแข็งแรงและหาเสื้อผ้าง่าย (อาจไม่ต้องหุ่นโมเดลขนาดนั้น แค่ไม่อ้วนไปผอมไป) เวลารุ่นพี่เดินเข้าห้องมาคัดน้องเฟรชชี่ จึงสแกนสองอย่างนี้ก่อน แต่ก็มีรุ่นพี่ลีดฯ หลายคนที่บอกว่าเขาเลือกพิจารณาจากการมีใจรัก บุคลิก และความสามารถของน้องด้วย บ้างก็บอกว่าดูที่ "ภาพรวมของลีดฯ" เช่น ผิว หุ่น พอๆ กัน มีทั้งเตี้ยทั้งสูง แต่พอมายืนรวมแล้วสองฝั่งบาลานซ์กัน สรุปง่ายๆ ว่ามาตรฐานการคัดส่วนนี้ของแต่ละที่ไม่เหมือนกันนั่นเองค่ะ  

             ดังนั้นไม่ว่าใครที่อยากเป็นลีดฯ แต่ยังไม่มั่นใจเรื่องรูปร่างหน้าตาของตัวเอง อยากให้ลองไปคัดเลือกดูก่อน เพราะอย่าลืมว่าเราสามารถอัปเกรดความสวยความหล่อได้อีกมากจากการแต่งตัวแต่งหน้าก่อนแสดงจริง (บางที่แต่งแบบแฟนซีด้วยซ้ำค่ะ)
 


Photo Credit: Youtube
 
2. พื้นฐานการเต้น

             น้องหลายคนกังวลว่า ถ้าเราพื้นฐานไม่แน่นหรือไม่เคยเต้นมาก่อนเลยจะเป็นลีดฯ ได้ไหม? คำตอบจากรุ่นพี่ส่วนใหญ่คือเป็นได้แน่นอนถ้าใจรัก เพราะหากน้องผ่านการคัดเลือกแล้ว จะต้องใช้เวลาไปกับการซ้อมซ้ำแล้วซ้ำอีกในเพลงเดิมๆ ท่อนเดิมๆ จนเป๊ะ ซึ่งแต่ละที่มีเทคนิคการเก็บลายที่ทำให้น้องๆ จำท่าได้เอง ส่วนคนที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้วจะเป็นผลพลอยได้ให้น้องจับทางได้เร็วกว่าเพื่อนค่ะ
 
3. สุขภาพร่างกาย

             ถือว่าสำคัญมาก น้องๆ ต้องแข็งแรงในระดับที่ไม่เป็นลมง่าย เพราะต้องตรากตรำซ้อมหลายๆ ชั่วโมง เหงื่อแตกเป็นว่าเล่น แถมยังต้องนอนน้อยกว่าเดิมโดยเฉพาะช่วงใกล้ถึงวันแสดงจริงด้วย ทางที่ดีควรให้รุ่นพี่ช่วยประเมินก่อนค่ะว่าร่างกายเราจะไหวไหมถ้าเทียบกับความเข้มข้นในการซ้อมครั้งที่ผ่านๆ มา ไม่อย่างนั้นจะอันตรายกับตัวน้องเองค่ะ^^


Photo Credit: Pexels
 
4. เพศ

             ขึ้นอยู่กับคณะ/มหา'ลัยแต่ละแห่งอีกเช่นกัน และด้วยความที่ส่วนใหญ่เขาไม่ได้กำหนด เราจึงมักเห็นเพศที่สามเป็นลีดฯ กันเยอะถึงขั้นมีผู้ชายมาตั้งคำถามว่า "ชายแท้เป็นลีดฯ ได้ไหมครับ?" ด้วยซ้ำ เพราะท่าลีดฯ อาจจะมีการกรีดนิ้ววาดแขนสารพัด เลยสร้างภาพจำไปในทางนั้น (แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะหลายๆ คนออกมายืนยันแล้วว่า ผู้ชายแมนๆ ที่เป็นลีดฯ มีเยอะมากเหมือนกัน)  ส่วนบางแห่งที่รับสมัครแค่ชายแท้ก็มีเหมือนกัน แต่เป็นส่วนน้อย
 
5. ความมีระเบียบวินัย + อดทน + ใจรัก *****

             ข้อนี้สำคัญที่สุดเลยค่ะ เพราะการก้าวเข้ามาเป็นลีดฯ เท่ากับว่าน้องๆ ต้องเสียสละเวลาและอิสรภาพไปส่วนนึงเพื่อส่วนรวม ต้องมาซ้อมพร้อมเพื่อนๆ ตามวันและเวลานัด (บางทีกลับดึก + นัดวันหยุด) ต้องใช้ความพยายามสูงเพื่อให้จำท่าได้และเต้นสวย รวมทั้งต้องยอมซ้อมหลายๆ รอบจนกว่าทุกคนในกลุ่มลีดฯ จะเต้นได้ถูกต้องและพร้อมเพรียง จึงไม่แปลกที่เวลาพักผ่อนของน้องจะน้อยกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นลีดฯ


Photo Credit: Youtube
 
6. การเดินทาง(ไป-กลับสะดวก?)

             ถือเป็นปัจจัยที่เราต้องคิดหลายตลบ เพราะน้องๆ ต้องเดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมที่อื่น และมีซ้อมลีดฯ ค่อนข้างถี่ บางครั้งกินเวลายาวไปจนดึก โดยเฉพาะช่วงใกล้วันแสดงจริงที่อาจถึงขั้นสี่ทุ่มเที่ยงคืนเลยก็ได้ ถ้าใครอยู่หอหรือบ้านใกล้ๆ เดินไม่กี่ก้าวถึงก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าใครพักอยู่ไกลหน่อยอาจลำบากตรงที่กว่าจะถึงบ้านก็เหลือเวลาทำธุระและนอนพักอยู่ไม่กี่ชั่วโมง 
 
             ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีรุ่นพี่บอกอีกว่า ถ้าบ้านไกลแต่ใจรักก็ใช่จะหมดโอกาส เพราะถ้ามีเหตุจำเป็นจริงๆ รุ่นพี่อาจอะลุ่มอล่วยให้เรากลับบ้านก่อนได้ เพียงแต่เราต้องมั่นใจว่าจะทำได้ดีเหมือนคนอื่นๆ ที่ซ้อมเต็มเวลาด้วย พี่จึงแนะนำให้ปรึกษารุ่นพี่ก่อนค่ะว่าเข้มงวดเรื่องเวลามากแค่ไหน
 
7. ฐานะทางการเงิน

             ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าคนเป็นลีดฯ ต้องรวย เพียงแต่ทางคณะ/มหา'ลัยบางแห่งไม่ได้มีนโยบายออกค่าใช้จ่ายสำหรับเชียร์ลีดเดอร์ให้ เราจึงต้องควักเงินค่าชุด ค่าแต่งหน้า และค่าเดินทาง(กรณีต้องไปแสดงที่อื่น) ทางที่ดีถ้าใครกลัวปัญหาเรื่องเข้าเนื้อ ควรปรึกษารุ่นพี่ก่อนว่าค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียจะเกินกำลังตัวเองหรือไม่


Photo Credit: Pixabay

 
เปรียบเทียบข้อดี VS ข้อเสีย
 
ข้อดี

             1. ได้ปลดล็อกความกล้า บางคนขี้อายเป็นทุนเดิม แต่รุ่นพี่เห็นแววแล้วพยายามชักชวนมาเป็นลีดฯ ปรากฏว่าพอเขาได้แสดงความสามารถต่อหน้าคนจำนวนมากเป็นครั้งแรก ก็เหมือนได้ปลดล็อคตัวเองให้กลายเป็นคนมั่นใจในตัวเองและกล้าแสดงออกมากขึ้น

             2. ได้ดูแลตัวเองและพัฒนาบุคลิกให้ดีขึเน    หลายคนหันมาใส่ใจอาหารการกินและการออกกำลังกายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะอยากรักษาหุ่นให้คงเส้นคงวา ส่วนบางคนก็มีบุคลิกภาพดี จะเดินจะยืนก็สง่างามขึ้นมายังกับคนละคน มีรุ่นพี่คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า การที่เขาได้ปั้นเด็กที่ไม่เคยเต้น เดินห่อไหล่ เดินเป็นนักเลง ฯลฯ มาปรับให้เต้นเก่งบุคลิกเลิศได้ ถือเป็นสีสันของการซ้อมอีกรูปแบบหนึ่งเลยค่ะ


Photo Credit: Pixabay

             3. ได้คอนเนกชัน รุ่นพี่รุ่นน้องลีดฯ ส่วนใหญ่บอกตรงกันว่า คนในกลุ่มรักและผูกพันกันเหมือนเป็นครอบครัว เพราะการได้ซ้อมด้วยกันบ่อยๆ ทำให้พวกเขารู้จักกันมากขึ้น ได้แชร์กันแทบทุกเรื่องในชีวิต ขนาดรุ่นพี่ที่จบไปแล้วยังแวะกลับมาดูผลงานรุ่นน้อง นอกจากนี้ เวลามีงานสานสัมพันธ์ของคณะจากหลายๆ มหา'ลัย ยังทำให้ลีดฯ ได้พบปะกัน ประโยชน์คือได้เพื่อนเมาท์มอย ได้ที่ปรึกษาเรื่องเรียนและปัญหาชีวิต รวมถึงมีคอนเนกชันการงานหลังจากแยกย้ายกันไปตามสายงานต่างๆ ด้วยค่ะ

             4. ได้สัมผัสวิถีเซเลป เรียกว่าเป็นผลพลอยได้สำหรับลีดฯ บางคนที่ไปเข้าตาเจ้าของเพจดังหรือชาวเน็ตที่แชร์ต่อกัน ทำให้ไม่เพียงคนคณะอื่นๆ จะรู้จักตอนเห็นเราแสดง แต่คนนอกมหา'ลัยยังคุ้นหน้าคุ้นตาเราจากกระแสในโซเชียลด้วย

             5. ได้ออกกำลังกาย บางที่ท่าเต้นขยับทั้งตัว ในขณะที่บางที่ยืนนิ่งๆ ขยับแค่แขน ซึ่งส่วนใหญ่พวกเขาจะบอกว่าแขนแข็งแรงขึ้น ยกของหนักได้! ดังนั้นมาอัปความสตรองของกล้ามแขนกันเถอะค่ะน้องๆ~ 5555



Photo Credit: Pixabay
 
ข้อเสีย
 
             1. เสียเวลาและอิสรภาพไปช่วงหนึ่ง อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าการเป็นลีดฯ ต้องมีระเบียบวินัย ความอดทน และใจรัก เพื่อให้การแสดงออกมาสมบูรณ์ เวลาพักผ่อนและอยู่กับครอบครัวจึงน้อยกว่าคนอื่น ดังนั้นถ้าใครจัดการตารางชีวิตไม่ดี อาจเดือดร้อนไปถึงเรื่องครอบครัว การเรียน และสุขภาพได้ค่ะ

             2. ต้องแบกรับความกดดัน เชียร์ลีดเดอร์เป็นหน้าเป็นตาของคณะ ปลายทางจึงเป็นการแสดงที่สวยงามและพร้อมเพรียง ช่วงที่ฝึกซ้อมจะเข้มข้นและกดดันเพราะ "ทุกคนต้องไปพร้อมกัน" ถ้าหากเราทำผิด เพื่อนๆ อาจต้องมาเริ่มหนึ่งใหม่หรือโดนทำโทษ/ตำหนิไปพร้อมๆ เราด้วย 

             3. อาจเจอเหตุการณ์เข้าเนื้อ ในกรณีที่คณะ/มหา'ลัยไม่ได้ออกค่าใช้จ่ายให้ เช่น ค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าชุด ค่าแต่งหน้า ฯลฯ เราก็ต้องควักเงินตัวเองบ้างในบางครั้ง 

             4. (สำหรับบางแห่ง) ปวดหลังจากค่านิยม "แอ่น=สวย" ค่านิยมของลีดฯ บางคณะ/มหา'ลัย เชื่อว่ายิ่งแอ่นมากยิ่งสวย จุดประสงค์คือจะทำให้ผู้ชมที่มองลงมาเห็นหน้าตาสวยหล่อของเราเต็มที่ บางที่โชคดีเจอแอ่นพองาม แต่บางที่ก็แอ่นซะเกือบ 90 องศา ทำให้บางคนปวดหลังมากๆ  (ในส่วนนี้มีบางมหา'ลัยออกกฎห้ามลีดฯ แอ่นเกินกี่องศา เพื่อลดปัญหาข้อนี้)

Photo by Nadim Merrikh on Unsplash


ทิ้งท้ายด้วย Facts เบาๆ
 
             - ถึงแม้จะไม่รู้จักกัน แต่เราจะดูออกว่าคนไหนเป็นลีดฯ เพราะเวลานั่งเรียนหรือยืนคุย ลีดฯ บางคนจะเผลอกรีดนิ้ววาดแขนออกมา บางคนก็ทำเพลินๆ แต่บางคนเผลอทำตามความเคยชิน
 
             - ลีดฯ บางคณะเป็นกลุ่มคนที่มักโดนเพ่งเล็งเป็นพิเศษ อย่างเวลาใครคนหนึ่งทำผิดกฎ เช่น ลืมใส่เข็มขัด อาจโดนเหมารวมว่า "กลุ่มลีดฯ แต่งตัวไม่เรียบร้อย" เป็นต้น
 
             - ลีดฯ บางคนเป็นเซเลป แต่บางคนไม่ค่อยรู้จักใครเลยก็มี เพราะเอาเวลาไปซ้อมหมด ไม่ค่อยเดินไปเดินมาให้คณะอื่นเห็นหน้า เจอกันอีกทีวันโชว์จ้า~
 
             - รุ่นพี่ลีดฯ บางคนคัดรูปร่างหน้าตา ด้วยเหตุผลว่ากลัวน้องกังวลเรื่องตัวเองไม่โดดเด่นเท่าคนอื่นๆ (คิดไปเองว่าไม่เข้าพวก) เช่น มี 10 คน หน้าตาดี 9 ยกเว้นตัวเอง ซึ่งหากพี่ๆ เพื่อนๆ สร้างความมั่นใจให้คนๆ นั้นได้ จะเป็นการทะลายกำแพงความกลัวลงไป
 

Photo Credit: Youtube

 
             จากที่พี่ฟังมาทั้งหมด ทุกข้อก็หนีไม่พ้นเรื่อง "ใจรัก" จริงๆ ค่ะ! ถ้าน้องๆ คนไหนอยากเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในมหา'ลัย การเข้าร่วมเป็นผู้นำเชียร์เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่ามหา'ลัยของเราเป็นแบบที่พี่มาเล่าให้ฟังรึเปล่า แนะนำให้สอบถามรุ่นพี่ให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ    ส่วนใครที่เป็นลีดฯ ของมหา'ลัยไหน อย่าลืมมาแชร์ชีวิตให้เพื่อนๆ น้องๆ ฟังกันนะคะ :)
พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

ยยยย 9 ต.ค. 60 19:17 น. 2

นี่เคยลงหลีดโดยจำใจเพราะอันอื่นเค้าเต็มหมดแล้ว แล้วพอไปยืนรวมอยู่ข้างหน้าปุ๊บรุ่นพี่ผู้หญิงก็ถามทันทีเลยว่าน้องไหวเหรอ ไหวแน่นะ เราก็บอกว่าไหว เพราะจริงๆแล้วถึงจะจำใจเข้าแต่ก็ชอบเต้นอยู่แล้ว พวกโคฟเวอร์แดนซ์ สตรีทแดนซ์ไรงี้ แต่ผ่านไปสักพัก ก็มีเสียงแว่วมาอีก เป็นคำที่ทำร้ายจิตใจเรามากอ่ะ คือคำว่า "หน้าเหรี้ยมาก" เห้ยยยย ตอนนั้ในใจคือแบบ อะไรอ่ะ ไม่สวยแล้วทำไม เต้นไม่ได้เหรอ คืออยากจะด่ากลับไปบ้างอ่ะแต่ติดอยู่ว่าเป็นรุ่นพี่เลยปล่อยผ่านไป

เราก็ตั้งใจซ้อมนะ แต่พอถึงวันจริงรุ่นพี่คนนึงที่สวยมากๆในกลุ่มดันป๊อดเเล้วไม่ออกไปเต้น นางบอกว่าเพราะตัวเองเต้นไม่สวย โหหห คนอื่นเค้าก็รู้ว่าที่นางไม่ออกไปเต้นอ่ะเพราะอดดมันร้อน คือแบบคนหน้าตาดีก็นิสัยไม่ดีได้เหมือนกันอ่ะ อยากให้ทุกคนมองข้ามเรื่องหน้าตาภายนอกออกไปแล้วดูความสามารถเอาดีกว่า ประสบการณ์จากเราตอนนี้ก็ยังเห็นอยู่นะ เรื่องตัดสินคนที่หน้าตาอ่ะ ไม่ว่าจะเลือคนหน้าตาดีไปซ้อมไปเต้นก่อน แล้วพอคนพวกนั้นซ้อมไม่ได้หรือไม่เต้นก็ค่อยมาถามพวกเราว่าจะเต้นมั้ย คือเหมือนเป็นตัวแทนคนพวกนั้น

ที่ยาวขนาดนี้ไม่ใช่อะไร แค่อยากระบายไรนิดหน่อย เเต่จริงๆแล้วอยากจะฝากบอกไว้ว่า ถึงแม้เราจะหน้าตาไม่ดีหุ่นไม่ดี แต่ถ้าเรามีความสามารถแล้วก็มีความกล้าแสดงออกอ่ะ ยังไงซะเรื่องหน้าตาก็ไม่สำคัญหรอก

0
กำลังโหลด

5 ความคิดเห็น

พะ พะ 7 ต.ค. 60 17:33 น. 1

เราก็เป็นหลีดสาขา ไม่ได้ขาว แต่ได้ความสูง ตอนเราคัดน้องเราก็ไม่ได้คัดที่ผิวหรือหน้าตาก่อนนะ แต่เราขอความสมัครใจและใจรักที่จะเป็นเป็นอันดับแรก อย่างอื่นก็ค่อยตามๆไป ถ้าน้องสวย หุ่นดี แต่ใจน้องไม่อยากก็ลำบากที่จะสอน

0
กำลังโหลด
ยยยย 9 ต.ค. 60 19:17 น. 2

นี่เคยลงหลีดโดยจำใจเพราะอันอื่นเค้าเต็มหมดแล้ว แล้วพอไปยืนรวมอยู่ข้างหน้าปุ๊บรุ่นพี่ผู้หญิงก็ถามทันทีเลยว่าน้องไหวเหรอ ไหวแน่นะ เราก็บอกว่าไหว เพราะจริงๆแล้วถึงจะจำใจเข้าแต่ก็ชอบเต้นอยู่แล้ว พวกโคฟเวอร์แดนซ์ สตรีทแดนซ์ไรงี้ แต่ผ่านไปสักพัก ก็มีเสียงแว่วมาอีก เป็นคำที่ทำร้ายจิตใจเรามากอ่ะ คือคำว่า "หน้าเหรี้ยมาก" เห้ยยยย ตอนนั้ในใจคือแบบ อะไรอ่ะ ไม่สวยแล้วทำไม เต้นไม่ได้เหรอ คืออยากจะด่ากลับไปบ้างอ่ะแต่ติดอยู่ว่าเป็นรุ่นพี่เลยปล่อยผ่านไป

เราก็ตั้งใจซ้อมนะ แต่พอถึงวันจริงรุ่นพี่คนนึงที่สวยมากๆในกลุ่มดันป๊อดเเล้วไม่ออกไปเต้น นางบอกว่าเพราะตัวเองเต้นไม่สวย โหหห คนอื่นเค้าก็รู้ว่าที่นางไม่ออกไปเต้นอ่ะเพราะอดดมันร้อน คือแบบคนหน้าตาดีก็นิสัยไม่ดีได้เหมือนกันอ่ะ อยากให้ทุกคนมองข้ามเรื่องหน้าตาภายนอกออกไปแล้วดูความสามารถเอาดีกว่า ประสบการณ์จากเราตอนนี้ก็ยังเห็นอยู่นะ เรื่องตัดสินคนที่หน้าตาอ่ะ ไม่ว่าจะเลือคนหน้าตาดีไปซ้อมไปเต้นก่อน แล้วพอคนพวกนั้นซ้อมไม่ได้หรือไม่เต้นก็ค่อยมาถามพวกเราว่าจะเต้นมั้ย คือเหมือนเป็นตัวแทนคนพวกนั้น

ที่ยาวขนาดนี้ไม่ใช่อะไร แค่อยากระบายไรนิดหน่อย เเต่จริงๆแล้วอยากจะฝากบอกไว้ว่า ถึงแม้เราจะหน้าตาไม่ดีหุ่นไม่ดี แต่ถ้าเรามีความสามารถแล้วก็มีความกล้าแสดงออกอ่ะ ยังไงซะเรื่องหน้าตาก็ไม่สำคัญหรอก

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
kookkaii :3 Columnist 30 มี.ค. 63 11:34 น. 4-1
มาตรฐานการคัดเลือกของแต่ละที่จะไม่เหมือนกันค่ะ แต่บางคณะบางแห่งที่พี่ไปสอบถามมา เค้าบอกว่าแล้วแต่ภาพรวมของลีดฯ เช่น อาจจะมีทั้งสูงและไม่สูง แต่พอมายืนรวมแล้วสองฝั่งบาลานซ์กัน พี่เลยขอตอบแค่ว่ามีโอกาส แนะนำให้สอบถามพี่ที่ดูแลเรื่องการรับสมัครนะคะ เอาใจช่วยค่ะ ^^
0
กำลังโหลด
T_E_A_R_S 27 พ.ค. 64 12:18 น. 5

คือหนูมีปัญหาเรื่องเวลานิดหน่อยค่ะ เพราะว่าหนูเรียนอยู่ห้องgifted ซึ่งจะเลิกช้ากว่าชาวบ้าน แต่หนูก็อยากเป็นหลีดมากเหมือนกัน พอจะมีความเป็นไปได้ไหมคะ????

1
kookkaii :3 Columnist 31 พ.ค. 64 18:48 น. 5-1
แนะนำให้ลองคุยกับรุ่นพี่เชียร์ลีดเดอร์ว่าเวลาเรียนของน้องกับเวลาซ้อมปกติชนกันมั้ย หรืออาจจะมีบ้างที่ชนแต่ยืดหยุ่นได้แล้วเราไปตามเก็บทีหลัง ลองดูนะคะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด