
ที่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นนี้เป็นเพราะถือว่าเป็นการยืนยันการคาดการณ์หลักทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ที่เคยทำนายไว้เมื่อกว่า 100 ปีก่อน สำหรับครั้งนี้เป็นค้นพบเป็นครั้งที่ 5 โดยตรวจจับได้เป็นระยะเวลาประมาณ 100 วินาที ซึ่งนานกว่าคลื่นความโน้มถ่วงที่ถูกตรวจวัดได้ 4 ครั้งก่อนหน้านี้
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) เปิดเผยว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์แห่งห้องปฏิบัติการ LIGO และ Virgo ประกาศค้นพบคลื่นความโน้มถ่วง ลำดับที่ 5 ชื่อว่า GW170817 พร้อมกับสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าของคลื่นความโน้มถ่วง ที่เกิดจากการรวมตัวกันของดาวนิวตรอน ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการดาราศาสตร์ที่สามารถสังเกตการณ์การรวมตัวกันของดาวนิวตรอนด้วยกล้องโทรทรรศน์และตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วงด้วยเครื่องตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงจากระบบเดียวกันได้

ภาพแสดงตำแหน่งของคลื่นความโน้มถ่วงที่ถูกค้นพบ และบริเวณที่คาดว่าจะเป็นตำแหน่งของแหล่งกำเนิดของคลื่นความโน้มถ่วงทั้ง 5 สัญญาณ โดยคลื่นความโน้มถ่วง GW170817 เป็นสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงที่สามารถตรวจจับได้ล่าสุด
ปกติแล้วคลื่นความโน้มถ่วงจะเกิดจากการรวมตัวของวัตถุมวลมาก เช่น หลุมดำหรือดาวนิวตรอน ถ้าการรวมตัวนี้เกิดจากการรวมตัวของดาวนิวตรอนซึ่งเป็นดาวขนาดเล็กที่มีความหนาแน่นสูงสองดวง จะทำให้เกิดสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงที่ยาวนานกว่า และขณะรวมตัวจะแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปในทุกช่วงความยาวคลื่น ตั้งแต่คลื่นวิทยุไปจนถึงรังสีแกมมา
โดยหลังจากตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วง ต่อมาอีก 1.7 วินาที กล้องโทรทรรศน์รังสีแกมมาอวกาศเฟอร์มี (Fermi Gamma-ray Space Telescope) ได้ตรวจพบการระเบิดของรังสีแกมมาที่มีชื่อว่า GRB 170817A และได้รับการยืนยันจากกล้องโทรทรรศน์รังสีแกมมาอวกาศอินทิกรัล (Gamma-ray Observatory INTEGRAL) เช่นกัน ถือเป็นการยืนยันสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วง GW170818
ซึ่งหลังจากนั้นนักดาราศาสตร์มากกว่าหนึ่งพันคนจากห้องสังเกตการณ์กว่า 70 แห่งทั่วโลกและในอวกาศ ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ตรวจวัดสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าของคลื่นความโน้มถ่วงดังกล่าว เช่น กล้องโทรทรรศน์เจมินิ (Gemini Observatory) กล้องโทรทรรศน์ VLT (Very Large Telescope) และกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบถึงสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าของคลื่นความโน้มถ่วงดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้น
แผนที่แสดงตำแหน่งหอดูดาวกว่า 70 แห่งทั่วโลกและในอวกาศ ที่เข้าร่วมการสังเกตการณ์สัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้า ของคลื่นความโน้มถ่วง รวมไปถึงกล้องโทรทรรศน์ของโครงการ GOTO ที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติฯ เข้าร่วม
การค้นพบดังกล่าวช่วยยืนยันทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ที่ว่าคลื่นความโน้มถ่วง ควรเดินทางด้วยความเร็วเท่ากับแสง นอกจากนี้ การสังเกตการณ์ภายหลังการรวมตัว ยังพบว่าระหว่างการรวมตัวมีการสังเคราะห์ธาตุหนัก เช่น ทองคำและแพลทินัม จึงสามารถอธิบายสาเหตุการเกิดของธาตุที่หนักกว่าเหล็กในเอกภพ ที่นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบของปัญหาดังกล่าวมาเป็นระยะเวลานาน
ข้อมูลอ้างอิง
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) www.narit.or.th
www.ligo.caltech.edu/page/press-release-gw170817
www.ligo.org/detections/GW170817/paper/GW170817-PRLpublished.pdf

3 ความคิดเห็น
เย่ๆๆๆ//มอง
Gravitational wave คืออะไร และสำคัญอย่างไร ?
คลื่นความโน้มถ่วง (gravitational wave) นั้นคือผลจากการฉีกทึ้งกาลอวกาศ โดยที่กาลอวกาศ (spacetime) นี้เป็นมุมมองรวมกันระหว่างอาณาบริเวณของอวกาศคือกว้าง ยาว สูง (3 มิติ) + เวลา (1 มิติ) คล้ายกับการโยนหินลงในน้ำแล้วเกิดคลื่นกระเพื่อมขยายวงกว้าง ทว่าสิ่งที่ฉีกทึ้งกาลอวกาศได้ต้องเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงและปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา เช่นการรวมตัวของหลุมดำหรือของดาวนิวตรอน ซึ่งทั้งสองเป็นเทหวัตถุมหัศจรรย์ของเอกภพ โดยเฉพาะดาวนิวตรอนที่มีความหนาแน่นเกินกว่าสิ่งใด ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ตรวจวัดได้ นึกถึงมวลราว ๆ 1.4 เท่าของดวงอาทิตย์หรือประมาณ 2,800 ล้านล้านล้านล้านตัน เน้นเลยนะครับว่าหน่วยคือตัน บีบอัดอยู่ในทรงกลมรัศมีราว ๆ 10-12 กิโลเมตร หากใช้ทรงกลมเดียวกันนี้บรรจุน้ำ (ความหนาแน่น 1 กิโลกรัมต่อลิตร) จะคำนวณได้ปริมาตรราว 41.3 ล้านล้านลิตร หรือก็คือน้ำมีมวลหนัก 41.3 ล้านล้านกิโลกรัมเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าดาวนิวตรอนมีความหนาแน่นสูงยิ่ง เป็นผลลัพธ์อันพิสดารจากแรงโน้มถ่วงที่ดึงดูดมวลมหึมานั้นจนปริมาตรหดเล็กลงได้อย่างเหลือเชื่อ (อย่างกับเอาบ้านใส่ในลูกปิงปอง !) ซึ่งเราต้องไม่ลืมว่าแรงโน้มถ่วงนั้นขึ้นอยู่กับมวลเป็นสำคัญ วัตถุมวลมากยิ่งมีแรงโน้มถ่วงมาก ฉะนั้นการที่หลุมดำสองหลุม หรือดาวนิวตรอนสองดวงโคจรมาใกล้กันจนรวมตัวกันจึงปลดปล่อยพลังงานออกมาในหลากหลายรูปแบบ เช่นในการรวมตัวกันครั้งนี้นักดาราศาสตร์พบว่ามีการปลดปล่อยคลื่นความโน้มถ่วง รังสีคอสมิก คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในแทบทุกช่วงความถี่ตั้งแต่คลื่นวิทยุจนถึงรังสีแกมมา รวมถึงปลดปล่อยมวลบางส่วนในรูปแบบธาตุกัมมันตรังสีและโลหะหนักต่าง ๆ ได้แก่ทองคำและเงิน เป็นต้น
ปล. ใครสนใจศึกษาเพิ่มเติม แนะนำให้หาอ่านเกี่ยวกับผลของแรงโน้มถ่วงต่อกาลอวกาศครับ แล้วจะรู้ว่าฟิสิกส์นั้นมหัศจรรย์ขนาดไหน.. (ถ้าอ่านเข้าใจนะ) เพราะทั้งหมดทั้งมวลคือการศึกษาเพื่อหาคำตอบว่าทุก ๆ สิ่งกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร ส่วนตัวแนะนำ A Brief History of Time กับ A Universe in a Nutshell ของ Stephen Howking คร้าบ
พิมพ์ผิดไปตัวนึงรึเปล่าคะ หรือว่า GW170818 ก็มีกับเค้าด้วย