เรื่องนี้ต้องบอก! 10 เหตุผล ที่ทำให้เด็กไม่อยากมาโรงเรียน (อยากโดดเรียน)

  
     ตอนนี้น้องๆ ก็เปิดเทอมกันแล้ว เปิดเทอมใหม่แบบนี้ไม่ค่อยได้ยินน้องๆ บ่นเรื่อง #ไม่อยากไปโรงเรียน เท่าไหร่ แต่เชื่อเถอะว่าอีกไม่นาน ประโยคแบบนี้จะกลับมา
       อาการไม่อยากไปโรงเรียนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวัยเด็กเท่านั้นค่ะ ว่ากันว่าวัยรุ่นก็มีอาการนี้ด้วยเหมือนกัน พี่มิ้นท์ได้สรุปสาเหตุของอาการไม่อยากไปโรงเรียนมาทั้งหมด 10 ข้อ ลองไปดูกันว่าตรงกับอาการที่น้องๆ เคยเป็นบ้างมั้ย

 

    1. ทำงาน-การบ้านไม่เสร็จ หรือมีกิจกรรมในห้องเรียนที่ไม่ชอบ
      ข้อนี้เรื่องจริงเลย บางครั้งยอมปั่นงานทั้งคืนแต่ทำยังไงก็ไม่เสร็จ เหมือนมีตราบาปติดตัว ทำให้ไม่กล้าไปโรงเรียน บางคนถึงกับยอมหยุดอยู่บ้านก็เพื่อปั่นงานอยู่ที่บ้านนั่นเอง แล้วไปส่งย้อนหลังพรุ่งนี้ สาเหตุนี้เป็นอันดับต้นๆ เลยของการไม่อยากไปโรงเรียน ยังไงซะก็รีบเคลียร์ตั้งแต่ในโรงเรียนดีกว่านะ

   2. มีกิจกรรมในห้องเรียนที่ไม่ชอบ
       กิจกรรมที่ไม่ชอบในห้องเรียนก็สำคัญค่ะ เช่น การพรีเซนต์หน้าห้องเรียน คนที่ข้อมูลไม่พร้อมก็กลัวถูกอาจารย์ถามกดดัน กลัวพูดผิดๆ ถูกๆ มีความประหม่า แค่ตื่นมาก็เหมือนโลกนี้ห่อเหี่ยว ยิ่งใกล้ถึงคาบโลกก็ยิ่งมืดมน แต่ถึงจะไม่อยากไปยังไง ก็ขาดเรียนไม่ได้ค่ะ เป็นที่รู้กันว่าวันพรีเซนต์เหมือนวันชี้ชะตา  แต่อย่าคิดมากค่ะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ทำมันให้เต็มที่ที่สุด
      นอกจากนี้ อาจจะเป็นวิชาที่ชอบให้ทำกิจกรรมกลุ่ม จับคู่ทำงาน แสดงละคร หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ไม่ชอบ ก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ไปโรงเรียน

   3. มีเรื่องไม่สบายใจทั้งจากโรงเรียนและที่บ้าน
      เป็นเด็กก็มีเรื่องไม่สบายใจได้เหมือนกันเนอะ ไม่น่าเชื่อว่าปัญหาหลายอย่างก็มาจากที่บ้านของเด็กเอง เช่น พ่อแม่ทะเลาะกัน ถูกพ่อแม่ดุด่า เงินไม่พอใช้สำหรับค่าใช้จ่ายในโรงเรียน ไปจนถึงถูกเพื่อนในห้องนินทาลับหลัง หรือมีคนกุเรื่องใส่ร้ายเราจนถูกมองไม่ดี ไม่กล้าไปสู้หน้าใคร ซึ่งปัญหาอย่างหลัง เจอได้บ่อยในบอร์ดเด็กดี ไม่ว่าจะโดนเพื่อนแกล้ง เพื่อนนินทา เพื่อนไม่คุยด้วย ทำให้ตัวเองรู้สึกมีปมด้อย เข้ากับคนอื่นไม่ได้ ก็ไปโรงเรียนอย่างไม่มีความสุข และเป็นสาเหตุที่แก้ยากมากๆ ด้วย

   4. ทะเลาะกับเพื่อน
      เพื่อนทำให้เรามีความสุขได้เวลาไปโรงเรียน ก็ทำให้เราทุกข์ได้เหมือนกัน ยิ่งการทะเลาะกับเพื่อน ผิดใจกัน โกรธกัน ไม่มองหน้ากัน แต่ต้องเจอกันมันก็ทำตัวลำบาก ลึกๆ แล้วไม่ใช่โกรธเกลียดจนไม่อยากเจอ แต่ไม่กล้าเจอกันมากกว่า เพราะทำตัวไม่ถูก กลัวเสียหน้า มันเป็นเรื่องของความรู้สึกค่ะ พอไม่สบายใจในการอยู่ที่ใดที่หนึ่งก็จะไม่อยากมาโรงเรียน ดังนั้น อย่าปากหนัก ถ้ารู้ตัวว่าผิดก็เข้าไปขอโทษเพื่อนค่ะ บรรยากาศของมิตรภาพที่ดีหรือแย่ ก็มีแค่พวกเราที่เป็นคนกำหนด


   5. ไม่ชอบครู
      นักเรียนบางคนอาจจะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับครูคนใดคนหนึ่ง เช่น เคยถูกทำโทษ ถูกทำให้อับอาย หรือเรียนด้วยแล้วไม่รู้เรื่อง ผลก็คือทำให้นักเรียนไม่ค่อยอยากมาโรงเรียน เพราะเรียนแล้วไม่มีความสุขค่ะ ตรงนี้อยากให้น้องๆ ดูเจตนาของคุณครูว่าทำไปเพื่ออะไร แต่ถ้าครูมีพฤติกรรมที่ไม่ดีกับลูกศิษย์จนเป็นเรื่องปกติ ก็สามารถบอกกับหัวหน้าหมวดหรืออาจารย์ที่มีตำแหน่งใหญ่กว่าได้นะคะ เพราะยังไงแล้วผลลัพธ์ก็เป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนด้วย

   6. มีสิ่งที่สนใจมากกว่า
       วัยรุ่นเป็นวัยที่มีเรื่องสนใจเยอะค่ะ วันนี้กำลังสนใจโปเกมอนอยู่ เดือนถัดมาก็ติดเกมอื่นซะแล้ว และเวลาสนใจอะไรบางอย่างจะทุ่มเทสุดๆ ชนิดที่ว่า ไม่ได้นอนก็ไม่เป็นไร ซึ่งหลายคนยอมให้มันเป็นเรื่องสำคัญกว่าเรื่องเรียนอีก ต้องเล่นให้ผ่าน ต้องอ่านนิยายเรื่องนี้ให้จบ หรือ ต้องไปร่วมงานนี้ทั้งๆ ที่มีเรียนก็ตาม ผู้ใหญ่เขาถึงกลัวเด็กติดเกม ติดโซเชียลนี่แหละค่ะ เพราะกลัวจะควบคุมตัวเองไม่ได้จนเป็นผลเสียกับการเรียน
 
  
7. อกหักรักคุด
       จริงๆ อยากหยิบยกไว้ตั้งแต่ข้อแรกๆ เพราะเป็นสาเหตุที่มีแรงจูงใจให้ขาดเรียนมากกก ความรักในวัยเรียนไม่ใช่เรื่องผิดค่ะ ใครๆ ถึงบอกว่ามีความรักให้ช่วยกันทำแต่เรื่องดีๆ แต่ถ้าเลือกได้ควรตั้งใจเรียนดีกว่า เพราะถ้ารักไม่สมหวังจะมีผลกระทบต่อการเรียน จนอาจทำให้ไม่อยากมาโรงเรียน เพราะกลัวเจอหน้าแล้วทำใจไม่ได้ ไม่มีสมาธิในการเรียน ไปจนถึงฆ่าตัวตายก็มีค่ะ ถ้าเกิดน้องๆ ชาว Dek-D อกหักจริงๆ อย่าโดดเรียนเลยนะคะ เราต้องเดินหน้าต่อไป อย่าไปเสียน้ำตาให้คนใจร้าย ยังมีคนดีๆ รออยู่ค่ะ มีเวลาอีกตั้งหลายปี^^

   8. ท้อแท้ เรียนไม่ทันเพื่อน
       เป็นปัญหาใหญ่เหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะคนที่รู้ตัวว่าเรียนตามเพื่อนไม่ค่อยทัน ทำไมคนอื่นเรียนแล้วรู้เรื่องกันหมด ในขณะที่เรานั่งฟังอาจารย์ก็ได้แต่เกาหัว พอเรียนไม่ทันเพื่อนมากๆ เข้า ก็เกิดความไม่มั่นใจเวลาเรียน รู้สึกตัวเองอ่อนกว่าเพื่อน ตามเพื่อนไม่ทันแล้วรู้สึกด้อยค่า เมื่อความรู้สึกแบบนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ มันก็ระเบิดออกมาจนไม่อยากไปโรงเรียน
       มันก็น่าท้อแท้นะคะ แต่พี่มิ้นท์ว่าอย่าหยุดสู้ คนอื่นที่เค้าเรียนกันรู้เรื่อง เบื้องหลังอาจจะกลับบ้านทบทวนทุกวันก็ได้ ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนความท้อแท้มาเป็นความพยายาม ต้องตั้งเป้าหมายว่าเราต้องเข้าใจให้ได้ แล้วกลับบ้านมาทบทวน พี่มิ้นท์เชื่อว่า นอกจากจะเรียนตามเพื่อนทันแล้ว อาจจะได้อยู่เป็นอันดับต้นๆ ก็ได้นะ


    9. โรคซึมเศร้า
    บางคนมีอาการของโรคซึมเศร้าไม่รู้ตัวค่ะ และอาการที่ว่านี้ก็ไม่สามารถบังคับไม่ให้แสดงความรู้สึกออกมาได้ ในวัยรุ่นก็เป็นกันเยอะ คือ จะมีความรู้สึกเบื่อสังคม ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากเจอคน รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่อยากจะทำอะไรเลย มีความวิตกกังวลมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน พอไปเรียนก็ไม่มีความสุขค่ะ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเข้ากับเพื่อนไม่ได้ด้วย ความไม่มีตัวตนในกลุ่มเพื่อนคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
      ใครที่รู้ตัวว่ามีอาการเข้าข่ายแบบนี้ ควรไปปรึกษาคุณหมอนะ ไม่ต้องอาย ไม่ต้องกลัว เพราะการเป็นโรคซึมเศร้า ต้องได้รับการดูแลที่ถูกวิธีค่ะ

 
  10. เรียนเยอะไป
    ก็ถ้าเทียบใน 1 สัปดาห์ เรียน 5 วัน หยุด 2 วัน แถมยังต้องตื่นตี 5 นอน 5 ทุ่ม ในหนึ่งวันก็ใช้สมองแบบเต็มที่อีก ไม่แปลกใจเลยที่จะมีบางวันรู้สึกขึ้เกียจ ไม่อยากไปโรงเรียน เพราะสมองและร่างกายเริ่มล้าจากการพักผ่อนไม่เพียงพอนั่นเองค่ะ วิธีแก้ ถ้าให้แก้จากโรงเรียนก็คงจะยาก ต้องแก้จากตัวน้องๆ ด้วยการแบ่งเบาภาระตัวเอง จัดการการบ้านให้เสร็จตั้งแต่ที่โรงเรียนค่ะ กลับบ้านมาจะได้พักผ่อนให้เต็มที่ พี่มิ้นท์เชื่อว่าถ้าร่างกายได้นอนหลับเต็มอิ่ม เช้ามาอาการขี้เกียจจะหายไปจ้า
 
      เป็นยังไงบ้างคะ ครบทั้ง 10 ข้อแล้ว ตรงกันกี่ข้อ เมื่อน้องๆ รู้สาเหตุแล้ว ก็ค่อยๆ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียนนะคะ เช่น ลองทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ซื้อเครื่องเขียนน่ารักๆ มาใช้ แต่ถ้าเป็นปัญหาที่กระทบทางจิตใจ ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เป็นอยู่ให้ได้มากที่สุดค่ะ
 
พี่มิ้นท์
พี่มิ้นท์ - Columnist พี่สาวใจเย็น ผู้เกิดมาในแอดมิชชั่นยุคแรก แต่เข้าใจ TCAS มากกว่า

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด