สวัสดีค่ะ พี่มิ้นท์เคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ ไปบ้างแล้ว มีน้องๆ ให้ความสนใจกันเยอะเลย วันนี้พิเศษยิ่งกว่า เพราะได้สัมภาษณ์เด็กจากรั้วกำเนิดวิทย์ด้วยค่ะ
ไหนๆ ได้สัมภาษณ์ทั้งที คงเป็นนักเรียนธรรมดาไม่ได้ค่ะ เพราะ "น้องพิ้งกี้" คนนี้ มีดี จัดเต็ม จัดหนัก ทั้งเรื่องเรียน กิจกรรม และความสามารถพิเศษที่หลากหลาย บอกได้คำเดียวว่า สุดยอด!! ไปทำความรู้จักกันเลย

ชื่อเล่น: พิ้งกี้
แผนการเรียน: วิทย์-คณิต
งานอดิเรก: ฟังเพลง(ฟังเกือบทั้งวัน), ดูหนัง, เล่นกีตาร์, เล่นบาส,วาดรูป,
ถ่ายรูป (ชอบเป็นคนถ่าย แต่ไม่ชอบโดนถ่าย), ท่องเที่ยว
style การเรียน: เราเป็นคนไม่ค่อยชอบท่องหนังสือ ถ้าเป็นวิชาที่เฉยๆ ก็เรียนแค่ให้ผ่าน
แต่ถ้าเป็นวิชาที่สนใจก็จะตั้งใจมากๆๆๆๆ ทุ่มสุดตัว
เพราะเรารู้สึกสนุก เราเป็นคนประเภท work hard, play and party harder ค่ะ
IG: ppinkky_
พี่มิ้นท์ : แนะนำตัวให้ชาว Dek-D รู้จักหน่อยจ้า
น้องพิ้งกี้ : สวัสดีค่ะ ชื่อ นวพร อรุณวัฒนามงคล ชื่อเล่น พิ้งกี้ ค่ะ เรียน ม.6 โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง นิสัยส่วนตัวเรา ก็เป็นคนติสแตก บ้าๆ บอๆ ตลกๆ แต่เราเป็นคนมีจุดยืนเป็นของตัวเองมากๆ (บางคนบอกว่าเราขวางโลก 5555) มีคนบอกว่าตอนยังไม่รู้จักกัน ดูหยิ่งมาก เพราะเป็นคนหน้านิ่ง คนจะไม่ค่อยกล้าทักกล้าคุยด้วย ความจริงแล้วเราเป็นมิตรนะทุกคน เชื่อเราเถอะ^^ นิสัยเราเวลาอยู่กับเพื่อนก็จะกวนๆ เพื่อนขอให้ช่วยอะไรจะไม่ค่อยปฏิเสธ เพราะกลัวเพื่อนเสียใจ แล้วก็ชอบชวนเพื่อนกินขนมในห้องเรียน หิวได้ทั้งวัน เลยต้องหาแนวร่วมเพราะถ้ากินทั้งห้องก็ไม่มีใครฟ้องครู 55555
ถ้าอยู่คนเดียวเป็นคนมีโลกส่วนตัวเกือบๆ จะสูง เราฟังเพลงเกือบตลอดเวลา (ชอบฟังเพลงมาก) ระหว่างฟังถ้าไม่มีงาน, การบ้าน หรืออ่านหนังสือ ก็นั่งวางแผนโปรเจ็ค (โครงงาน) คิดโปรเจ็คใหม่ๆ เพิ่ม บางทีก็คิดหาเรื่องสนุกๆ ทำแก้เครียดเรื่อยเปื่อยค่ะ
พี่มิ้นท์ : 3 ปีในรั้วโรงเรียนกำเนิดวิทย์ เป็นยังไงบ้างคะ มีเรื่องไหนที่เราประทับใจมากที่สุด
น้องพิ้งกี้ : สำหรับชีวิต 3 ปีในโรงเรียน เป็นอะไรที่แตกต่างไปจากเมื่อก่อนมาก สมัยอยู่ ม.ต้น เราเรียนอยู่ใจกลางเมือง (สาธิตปทุมวัน) เดินแป๊ปเดียวถึงสยาม ความเจริญเข้าถึงง่าย แต่พอย้ายมาอยู่ โรงเรียนใหม่ อยู่กลางป่า ต้องปั่นจักรยานไป 10 นาทีเพื่อไปมินิมาร์ทหน้าโรงเรียน เพื่อไปซื้อขนม แต่ตอนนี้ความเจริญเข้าถึงเรามากขึ้นละค่ะ เรามี จิฟฟี่ที่ VISTEC ( มหาลัยข้างๆ) แต่จริงๆ แล้ว โรงเรียนเรามีดีเยอะมากค่ะ นอกจากเรื่องเรียนแล้ว ท้องฟ้าที่โรงเรียนสวยมาก อากาศก็บริสุทธิ์ค่ะ ที่หอมีครัวสามารถทำอาหารได้ ส่วนหอพักก็ส่วนใหญ่จะเป็นห้องเดี่ยวค่ะ มี club ตอนเย็น มีทั้ง club ดนตรี กีฬา ศิลปะ ปรัชญา อื่นๆ มีทุกอย่าง ส่วนเพื่อนๆ ก็ใส่แว่นเกือบทั้งโรงเรียน ครูก็ใส่ จนมีบางคนเรียกโรงเรียนเราว่ากำเนิดแว่น 555555 คนอื่นอาจจะมองว่า พวกเราเนิร์ดนะ เอาจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเนิร์ดหรอก แค่ใส่แว่นเอง มาเรื่องมีสาระบ้าง เราไร้สาระเยอะแล้ว
วิชาเรียนก็ส่วนใหญ่เรียนเป็นภาษาอังกฤษค่ะ ก็มีเรียนวิชาทั่วๆ ไป เช่น คณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ ซึ่งเนื้อหาก็จะเกินระดับมปลายไปบ้างเล็กน้อย (หรอ) นอกจากนี้ก็ยังเรียนพวกวิชา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาที่ 3 ซึ่งเราเลือกได้ว่าจะเรียนภาษาอะไร วิชาพละ นาฏศิลป์ ศิลปะ และที่เด็ดมากของโรงเรียนนี้อีกอย่างคือ วิชาในหมวดสังคมศึกษาค่ะ รับประกันความเด็ดดวง สุดจริงๆ เป็นการเรียนสังคมในแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน ตัวอย่างเช่น วิชาภูมิศาสตร์ ก็ให้ทำโปรเจ็คออกแบบบ้าน ตามสภาพแวดล้อมที่เราสุ่มได้ ก็สนุกเลยค่ะ เป็นงานกลุ่มอันนี้ นอกจะได้ความรู้เรื่องภูมิศาสตร์แล้ว เรายังต้องทำโมเดลอีก ก็ตัดโมเพลินเลย (นับถือพี่ๆ ที่เรียนถาปัตย์มากที่ทำได้ เราทำอันเดียวยังแทบขาดใจ)
ส่วนเรื่องที่ประทับใจที่สุดคือ ตอนทำโปรเจ็คขายเสื้อระดมทุน ไปทำกิจกรรมกัน ตอนนั้นของเยอะมาก แล้วเราต้องแพ็คของ เช็กสต็อก คือเพื่อนๆ และเราก็ช่วยกันทำจนดึกดื่นมาเป็นสัปดาห์แล้ว ก็ยังไม่เสร็จ เหลือคืนสุดท้าย ต้องทำให้หมดเพราะต้องขายวันรุ่นขึ้น คือตอนนั้น เราว่าลำพังแค่คน 5 คน มันทำไม่ทันแน่ๆ แต่โชคดีมาก มีน้องๆ มาช่วย ดึกแค่ไหนน้องก็อยู่ช่วยพวกพี่ตลอดจนงานเสร็จ ไม่บ่นพี่เลยที่พวกพี่ใช้แรงงาน วันรุ่งขึ้นก็ไปช่วยขายอีก จนสุดท้ายทุกอย่างผ่านไปด้วยดี เราซาบซึ้งในมิตรภาพและความอดทนของน้องและเพื่อนๆ มาก มันทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น และเป็นความทรงจำดีๆ ค่ะ เรายังไม่เคยได้ขอบคุณน้องและเพื่อนแบบจริงจังๆ เลย ก็อยากขอบคุณน้องกับเพื่อนๆ ในทีม และ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการด้วยค่ะที่ช่วยกันทำโครงการจนสำเร็จ
พี่มิ้นท์ : ได้ข่าวว่าที่นี้เน้นทำโครงงาน/วิจัยเยอะ และพิ้งกี้เองก็ทำเยอะด้วย มีผลงานไหนที่เราทำและประทับใจบ้างคะ เล่าให้เพื่อนๆ ฟังหน่อย
น้องพิ้งกี้ : ตอนนี้มีงานวิจัยที่ทำอยู่หลายอันค่ะ ที่ทำเสร็จแล้วก็มี 2-3 เรื่อง แต่เรื่องที่ภูมิใจที่สุด คือ งานวิจัยเกี่ยวกับหุ่นยนต์ค่ะ ชื่อโครงงานว่า “Human understanding robots emotions directly and via screen” ค่ะ เกี่ยวกับ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างหุ่นยนต์กับคน ตอนแรกเราทำโครงงานนี้ส่ง JSTP แล้วอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานเรา (ดร. สุรัฐ ขวัญเมือง ที่ ภาควิชาเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) แนะนำให้ตีพิมพ์ ก็เลยลองส่ง และได้ไปนำเสนองานและตีพิมพ์ในงาน IEEE cyber 2017 ที่ Hawaii ประเทศสหรัฐอเมริกาค่ะ ขอขอบคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ถ้าไม่มีอาจารย์หนูคอยช่วยเหลือหนูคงไม่มีโอกาสอะไรแบบนี้) ส่วนตอนนี้ ก็มีทำโครงงานเกี่ยวกับการพิมพ์อาหารจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3dprinter) กำลังเร่งทำอยู่ตอนนี้ และก็มีอีกงานเป็นโปรเจ็คที่เรารู้สึกว่าน่าสนุกมาก อันนี้ทำกับรุ่นพี่และน้องอีกคนค่ะ แต่ขอเก็บไว้ก่อนยังไม่เล่า 5555
พี่มิ้นท์ : ด้วยความที่เป็นโรงเรียนวิทย์ ผ่านหัวข้อวิจัยต่างๆ มาเยอะ มีเคล็ดลับในการคิดหัวข้อโครงงานหรืองานวิจัยสำหรับเพื่อนๆ ในโรงเรียนอื่นไหมคะ
น้องพิ้งกี้ : เวลาเราคิดอะไรไม่ออกเราจะหาอะไรอย่างอื่นทำแก้เซ็งค่ะ บางทีก็เดินฟังเพลง เดินเรื่อยเปื่อย มองรอบๆ ซักพักก็จะมีไอเดียออกมา บางทีก็ดูหนัง เผื่อหนังที่เราดูมันจะจุดประกายให้เรานึกออก หรือไม่ก็นอนเลยค่ะ นอนซักงีบ ตื่นมา สมองจะสดใสเผลอๆ อาจจะฝันถึงอะไรเจ๋งๆ เอามาต่อยอดได้อีก แต่จริงๆ แล้ว ถ้าให้เราแนะนำ เราอยากให้เลือกจากเรื่องที่ชอบ หรือสิ่งที่สนใจค่ะ เพราะเวลาทำเราจะสนุกกับมัน เพราะเวลาทำงาน ยังไงก็ต้องเจออุปสรรคแน่ๆ และอาจจะเฟลในหลายรอบ ดังนั้นถ้าเราชอบมัน แล้วจะไม่เบื่อไม่เทงาน
พี่มิ้นท์ : เล่าถึงการสอบเข้ากำเนิดวิทย์หน่อย เป็นยังไงบ้างเพราะน้องๆ สนใจมากเลย
น้องพิ้งกี้ : ต้องบอกก่อนว่าอาจจะจะรายละเอียดได้ไม่มาก เพราะมันผ่านมา 3-4ปี ตั้งแต่เราอยู่ ม.2 แล้ว ก่อนสอบเราไม่ได้อ่านหนังสือไปเลย พอเข้าไปสอบเจอวิชาคณิตศาสตร์ ช็อกไปเลยค่ะ เขามี passageมาให้อ่าน แล้วก็ทำข้อสอบ ข้อสอบเป็นเติมคำ ไม่มีช้อยส์ ตอนนั้นอึ้งมาก เราก็พยายามทำๆ ไป ออกห้องสอบมาก็ยังงงๆ กับชีวิตตัวเอง ส่วนวิทยาศาสตร์ก็ข้อสอบสนุกดีค่ะ ต้องขุดเอาความรู้ที่เคยมีทุกอย่างมาตอบ มันเป็นข้อสอบแนวประยุกต์
พอสอบเสร็จ ก็ไม่คิดว่าจะติดหรอกค่ะ แต่โชคดีผ่านรอบแรกมา เจอรอบ 2 ก็ไม่ได้อ่านหนังสือไปเหมือนเดิม เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าจะอ่านอะไรค่ะ ตอนนั้นเขาจัดให้ไปสอบในค่าย ที่ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต แล้วก็ต้องยื่น portfolio ด้วย ถ้าจำไม่ผิด ข้อสอบรอบนี้ก็มีคณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์ ภาคทฤษฏี และ ปฏิบัติค่ะ ก็อารมณ์เดิมเลย ช็อกกับข้อสอบเลข แต่ก็พยายามทำ 5555 ส่วนวิทยาศาสตร์ ภาคทฤษฎี เหมือนให้ออกแบบโรงงานอะไรซักอย่าง มีต้องตอบในเชิงธุรกิจด้วย 5555 เราก็จินตนาการเต็มที่เลยค่ะ ส่วนข้อสอบภาคปฏิบัติ เขาให้หาการเจริญเติมโตของยีสต์ เราจะได้ว่า ตอนนั้นเมายีสต์มาก ทุกคนเมายีสต์กันทั้งห้องสอบ ผลสุดท้ายจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ค่ะ เราสอบติด แต่เราว่าข้อสอบน่าจะเปลี่ยนรูปแบบทุกปีนะคะ เท่าที่ถามน้องๆ ที่โรงเรียนมา สำหรับน้องๆ ที่วางแผนจะมาสอบเข้ากำเนิดวิทย์ ก็ข้อให้โชคดีค่ะ พี่เดาใจอาจารย์ที่ออกข้อสอบไม่ถูกจริงๆ T^T แต่พี่มั่นใจว่าน้องจะได้รับความสนุกจากข้อสอบแน่นอน 5555 ก็ทำให้เต็มที่ค่ะ สู้ๆ ละกัน
พี่มิ้นท์ : มีความสามารถพิเศษเยอะมาก ทำไมถึงเลือกที่จะพัฒนาตัวเองหลายด้านแบบนี้
น้องพิ้งกี้ : ตอนเด็กๆ หม่าม้าจะชอบให้เราลองเล่นอะไรหลายๆ อย่าง พอเราชอบ หม่าม้าก็จะส่งเสริม ปรากฏว่า เราก็ชอบไปหมดทุกอย่าง ก็เลยทำหมดเลย แต่ถ้าเราไม่ชอบ ก็จะไม่แตะมันอีกเลย เราเป็นพวกอยากทำอะไรก็จะทำ พอลองทำก็ติดใจเพราะมันสนุกดี ตื่นเต้น ชอบ ก็เลยทำต่อไป พอโตขึ้นเริ่มคิดเป็น ก็เลยอยากทำออกมาให้มันดีๆ นอกจากนี้เราเชื่อว่า การที่เราทำอะไรได้หลายอย่าง มันสามารถปรับและประยุคต์ใช้ด้วยกันได้ก็จะดี เพราะในงานบางอย่างมันต้องใช้สกิลหลายด้านมาก มันจะดีกว่าถ้าเราทำได้หลายอย่าง เหมือนขีดจำกัดของการใช้ชีวิตเราจะน้อยลงอะคะ
พี่มิ้นท์ : ทำกิจกรรมอะไรในโรงเรียนบ้างคะ และจุดเริ่มต้นของการเป็นนักกิจกรรมคืออะไร
น้องพิ้งกี้ : เราจะเป็นคนที่ทำกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมนอกโรงเรียนอะคะ ถ้ากิจกรรมใน โรงเรียน ก็มีประมาณ เช่น
- เคยเป็นรองประธานนักเรียน ตอน ม.4
- ร่วมกับเพื่อนทำเพจ KVIS Photo (ฝากด้วยนะคะ)
- วาดรูปที่ผนังห้องสมุด ทำหลายเดือนมากกว่าจะเสร็จ (ไปโรงเรียนเราอย่าลืมแวะดูนะ 555)
- ขายเสื้อโรงเรียนและริสแบนด์ เพื่อระดมทุน เพื่อเป็นงบประมาณไปให้เพื่อนๆ น้องๆ ในโรงเรียนทำกิจกรรมจิตอาสา เช่น จัดค่ายภาษาอังกฤษ หรือ สอนหนังสือให้น้อง ในโรงเรียนละแวกใกล้เคียงคะ คือเรารู้สึกว่า เนื่อกจากพวกเราได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดีจากโรงเรียน ดังนั้นเราก็ควรส่งต่อโอกาสให้คนอื่นค่ะ อย่างน้อยถ้าสิิ่งที่พวกเราทำ มันช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้น้องบ้างในการเรียนหรือเรื่องอื่นๆ พวกเราก็จะดีใจมาก 555
- เป็นตากล้องในงานโรงเรียน หลายๆ งาน
- แล้วก็มีแสดงละครห้องค่ะ แสดงเรื่องหัวใจชายหนุ่ม (เป็นบทประพันธ์ของรัชกาลที่ 6) เราแสดงเป็นอุไรค่ะ เป็นนางร้าย
- แข่งบาส แข่งวิ่ง ตอนกีฬาสี ที่โรงเรียน ส่วนตอน ม.ต้น เคยเป็นนักกีฬาเปตองของโรงเรียนไปแข่งสาธิตสามัคคี (เราเคยเรียนสาธิตปทุมวัน) ประถม ก็เป็นนักกีฬาว่ายน้ำ กับเทควันโด้ ค่ะ
นอกจากนี้ก็คอยช่วยเพื่อนๆ เวลาที่ทำกิจกรรมอย่างอื่นค่ะ
ส่วนกิจกรรมนอกโรงเรียน ส่วนใหญ่ก็ไปค่ายต่างๆ เช่น ค่ายหุ่นยนต์, ค่ายJSTP (junior science talent project) เป็นค่ายที่ดีมากค่ะถ้าใครสนใจเรื่องโครงงานวิทยาศาสตร์ลองหาข้อมูลดูนะคะ เคยไปแข่งหุ่นยนต์ที่อินโดนีเซีย ครั้งนั้นไม่ชนะ แต่ได้เพื่อนๆ ต่างชาติ กลับมาเยอะมาก เป็นประสบการณ์ที่ดีเลยค่ะ และก็มีทำโครงงานเรื่อยๆ
นอกจากนี้ยังมี ทำโครงการจิตอาสากับเพื่อนๆ โครงการ SEAYLP (Southeast asia youth leadership program) เมื่อปี 2016 เกี่ยวกับการรณรงค์เรื่อง Safe sex education ค่ะ พวกเราเล็งเห็นว่าปัญหาเรื่องความไม่รู้ การไม่ป้องกัน ในประเทศไทยเป็นปัญหาที่ใหญ่มากเราเลยอยากเป็นส่วนนึงของการแก้ไขปัญหา ทำให้สังคมดีขึ้นค่ะ และช่วงปีใหม่ ก็มีคุณแม่ของรุ่นน้องช่วยไปดูแลคนชรา+เลี้ยงอาหารที่บ้านพักคนชราค่ะ
จุดเริ่มต้นของการทำกิตกรรม เพราะ เรารู้สึกว่ามันสนุก ก็เลยทำ พอทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มสนใจมันมากขึ้น และมันก็ยิ่งสนุกกว่าเดิม
พี่มิ้นท์ : ชอบเรียนวิชาไหนที่สุด และมีเคล็ดลับในการเรียนวิชานั้นยังไงบ้างคะ
น้องพิ้งกี้ : ถ้านอกเหนือจากวิชาพวกวิทย์-คณิต เราชอบเรียน ศิลปะ+ออกแบบ เขียนแบบ ค่ะ เพราะ ส่วนตัวเราชอบทำศิลปะอยู่แล้ว ชอบพวกวาดรูป ถ่ายภาพ เวลาเรียนศิลปะทำให้รู้สึกจรรโลงใจมาก เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกนึง โลกของจินตนาการ ส่วนเขียนแบบ มาจากการที่ไปค่ายเกี่ยวกับการเขียนแบบมาแล้วก็เลยติดใจ เลยลงเรียนเพิ่มที่โรงเรียนค่ะ 555 สนุกดี เพราะปกติ ถ้าเราวาดภาพ เราจะวาดพวกไม่เหมือนจริง(เอเลี่ยน, สัตว์ประหลาด ไรพวกนี้) แต่พอเรียนออกแบบ มันต้องคำนึงถึงมิติ ไรพวกนี้ ด้วย ก็รู้สึกท้าทายดี มันต้องใช้ความคิดที่เป็นระบบมากกว่า วาดไปวาดมาก็สนุกดีค่ะ แล้วเรายังต้องเอาความรู้ด้านนี้ไปใช้กับการเขียนแบบ ในโครงงานด้วย เลยสนใจเป็นพิเศษ
เคล็ดลับการเรียนเราไม่มีค่ะ มันไม่มีสูตรตายตัวหรอก เราคิดว่าการเรียนในวิชาต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จของแต่ละคนมันต่างกัน ขึ้นอยู่กับ style ของแต่ละคน มันต้องเริ่มจากการที่เราชอบและสนุกกับมันแล้วเราจะหาแนวทางทำให้มันดีเองค่ะ เพราะว่าเราจะมี motivation ในการพัฒนาความสามารถของเราในด้านนั้นๆ แต่ถ้าเราไม่ได้ชอบวิชานั้น ถึงฝืนท่องไป เราก็ทำได้แค่เอาไปทำข้อสอบแต่เราจะไม่มีทางเข้าใจมันได้จริงๆ สอบเสร็จก็ลืมหมด
พี่มิ้นท์ : ขอเคล็ดลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จเรื่องเรียนแม้จะอยู่ในภาวะกดดันหน่อยค่า
น้องพิ้งกี้ : ที่จริงแล้วเราไม่ใช่คนเรียนเก่งนะคะ แต่ถ้าตั้งใจก็จะทำได้ คือสภาวะกดดัน เราหนีไม่พ้นอยู่แล้ว ถึงจะบอกให้ทำใจสบายๆ นั่งสมาธิ หรือทำอะไร ยังไงมันก็เครียดอยู่ดี จะให้เราปล่อยว่างมันก็ไม่ได้ใช่มั้ยคะ เพราะเราคาดหวังกับมัน เราก็ทำได้แค่ทำให้เต็มที ถ้ากลัวผลลัพธ์ออกมาไม่ดี ก็ทุ่มเทให้เต็มที่ แต่ไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ถ้าผลออกมามันล้มเหลว เราก็แค่เปลี่ยนวิธี และหาโอกาสเพื่อที่เราจะได้ประสบความสำเร็จครั้งต่อไป เราว่ามันไม่เลวร้ายนะที่เราจะล้มเหลวบ้าง เพราะทุกครั้งที่เราล้มเหลว เราก็ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้น และหาวิธีที่ดีกว่า ถ้าความพยายามและอดทนเรามากพอ เราก็น่าจะประสบความสำเร็จในที่สุดค่ะ
พี่มิ้นท์ : ฝากอะไรถึงน้องๆ ชาว Dek-D หน่อยจ้า
น้องพิ้งกี้ : ก่อนอื่นก็ขอเป็นกำลังให้เพื่อนๆ ที่จะเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้นะคะ เราจะผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วนกันค่ะ เอาจริงๆ แล้วก็การเรียนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความรู้ภายนอกห้องเรียนและประสบการณ์ชีวิต ก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ เราควร balance ทั้ง 2 อย่างให้ดีๆ คือเราไม่จำเป็นต้องเป็นเด็ก 4.00 แค่เอาตัวรอดได้ อย่าให้เกรดมาทำร้ายชีวิตเรา หรือทำลายอนาคตเรา
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือหาสิ่งที่ชอบให้เจอไว้ๆ แล้วเต็มที่กับมัน ทำมันให้ออกมาดีๆ ไม่ว่าจะเลือกเรียนสาขาวิชาไหน มันดีหมด ถ้าเราชอบและเหมาะกับเรา (ถ้าไม่ทำให้ใครเดือดร้อนหรือผิดกฏหมายนะ 555) ถ้าเลือกตามกระแสแล้วเราไม่ได้อยากทำจริงๆ เพราะเราต้องอยู่กับสิ่งที่เราเลือกไปอีกนาน ถ้าเราเจอสิ่งที่ชอบแล้วก็ลงแรงให้เต็มที่ไม่ว่าจะทำอะไรและเราเชื่อว่าผลลัพธ์มันจะออกมาดีค่ะ คือมันไม่มีหรอกที่อยู่เฉยๆแล้วจะประสบความสำเร็จอะ ของแบบนี้มันก็ต้องออกแรง ต้องพยายามทั้งนั้น no pay no gain อะคะ ยังไงก็ขอให้ทุกคนโชคดี และมีความสุขกับชีวิตมัธยม นะคะ ขอบคุณค่ะ
ไหนๆ ได้สัมภาษณ์ทั้งที คงเป็นนักเรียนธรรมดาไม่ได้ค่ะ เพราะ "น้องพิ้งกี้" คนนี้ มีดี จัดเต็ม จัดหนัก ทั้งเรื่องเรียน กิจกรรม และความสามารถพิเศษที่หลากหลาย บอกได้คำเดียวว่า สุดยอด!! ไปทำความรู้จักกันเลย

ชื่อเล่น: พิ้งกี้
แผนการเรียน: วิทย์-คณิต
งานอดิเรก: ฟังเพลง(ฟังเกือบทั้งวัน), ดูหนัง, เล่นกีตาร์, เล่นบาส,วาดรูป,
ถ่ายรูป (ชอบเป็นคนถ่าย แต่ไม่ชอบโดนถ่าย), ท่องเที่ยว
style การเรียน: เราเป็นคนไม่ค่อยชอบท่องหนังสือ ถ้าเป็นวิชาที่เฉยๆ ก็เรียนแค่ให้ผ่าน
แต่ถ้าเป็นวิชาที่สนใจก็จะตั้งใจมากๆๆๆๆ ทุ่มสุดตัว
เพราะเรารู้สึกสนุก เราเป็นคนประเภท work hard, play and party harder ค่ะ
IG: ppinkky_
พี่มิ้นท์ : แนะนำตัวให้ชาว Dek-D รู้จักหน่อยจ้า
น้องพิ้งกี้ : สวัสดีค่ะ ชื่อ นวพร อรุณวัฒนามงคล ชื่อเล่น พิ้งกี้ ค่ะ เรียน ม.6 โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง นิสัยส่วนตัวเรา ก็เป็นคนติสแตก บ้าๆ บอๆ ตลกๆ แต่เราเป็นคนมีจุดยืนเป็นของตัวเองมากๆ (บางคนบอกว่าเราขวางโลก 5555) มีคนบอกว่าตอนยังไม่รู้จักกัน ดูหยิ่งมาก เพราะเป็นคนหน้านิ่ง คนจะไม่ค่อยกล้าทักกล้าคุยด้วย ความจริงแล้วเราเป็นมิตรนะทุกคน เชื่อเราเถอะ^^ นิสัยเราเวลาอยู่กับเพื่อนก็จะกวนๆ เพื่อนขอให้ช่วยอะไรจะไม่ค่อยปฏิเสธ เพราะกลัวเพื่อนเสียใจ แล้วก็ชอบชวนเพื่อนกินขนมในห้องเรียน หิวได้ทั้งวัน เลยต้องหาแนวร่วมเพราะถ้ากินทั้งห้องก็ไม่มีใครฟ้องครู 55555
ถ้าอยู่คนเดียวเป็นคนมีโลกส่วนตัวเกือบๆ จะสูง เราฟังเพลงเกือบตลอดเวลา (ชอบฟังเพลงมาก) ระหว่างฟังถ้าไม่มีงาน, การบ้าน หรืออ่านหนังสือ ก็นั่งวางแผนโปรเจ็ค (โครงงาน) คิดโปรเจ็คใหม่ๆ เพิ่ม บางทีก็คิดหาเรื่องสนุกๆ ทำแก้เครียดเรื่อยเปื่อยค่ะ
พี่มิ้นท์ : 3 ปีในรั้วโรงเรียนกำเนิดวิทย์ เป็นยังไงบ้างคะ มีเรื่องไหนที่เราประทับใจมากที่สุด
น้องพิ้งกี้ : สำหรับชีวิต 3 ปีในโรงเรียน เป็นอะไรที่แตกต่างไปจากเมื่อก่อนมาก สมัยอยู่ ม.ต้น เราเรียนอยู่ใจกลางเมือง (สาธิตปทุมวัน) เดินแป๊ปเดียวถึงสยาม ความเจริญเข้าถึงง่าย แต่พอย้ายมาอยู่ โรงเรียนใหม่ อยู่กลางป่า ต้องปั่นจักรยานไป 10 นาทีเพื่อไปมินิมาร์ทหน้าโรงเรียน เพื่อไปซื้อขนม แต่ตอนนี้ความเจริญเข้าถึงเรามากขึ้นละค่ะ เรามี จิฟฟี่ที่ VISTEC ( มหาลัยข้างๆ) แต่จริงๆ แล้ว โรงเรียนเรามีดีเยอะมากค่ะ นอกจากเรื่องเรียนแล้ว ท้องฟ้าที่โรงเรียนสวยมาก อากาศก็บริสุทธิ์ค่ะ ที่หอมีครัวสามารถทำอาหารได้ ส่วนหอพักก็ส่วนใหญ่จะเป็นห้องเดี่ยวค่ะ มี club ตอนเย็น มีทั้ง club ดนตรี กีฬา ศิลปะ ปรัชญา อื่นๆ มีทุกอย่าง ส่วนเพื่อนๆ ก็ใส่แว่นเกือบทั้งโรงเรียน ครูก็ใส่ จนมีบางคนเรียกโรงเรียนเราว่ากำเนิดแว่น 555555 คนอื่นอาจจะมองว่า พวกเราเนิร์ดนะ เอาจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเนิร์ดหรอก แค่ใส่แว่นเอง มาเรื่องมีสาระบ้าง เราไร้สาระเยอะแล้ว
วิชาเรียนก็ส่วนใหญ่เรียนเป็นภาษาอังกฤษค่ะ ก็มีเรียนวิชาทั่วๆ ไป เช่น คณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ ซึ่งเนื้อหาก็จะเกินระดับมปลายไปบ้างเล็กน้อย (หรอ) นอกจากนี้ก็ยังเรียนพวกวิชา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาที่ 3 ซึ่งเราเลือกได้ว่าจะเรียนภาษาอะไร วิชาพละ นาฏศิลป์ ศิลปะ และที่เด็ดมากของโรงเรียนนี้อีกอย่างคือ วิชาในหมวดสังคมศึกษาค่ะ รับประกันความเด็ดดวง สุดจริงๆ เป็นการเรียนสังคมในแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน ตัวอย่างเช่น วิชาภูมิศาสตร์ ก็ให้ทำโปรเจ็คออกแบบบ้าน ตามสภาพแวดล้อมที่เราสุ่มได้ ก็สนุกเลยค่ะ เป็นงานกลุ่มอันนี้ นอกจะได้ความรู้เรื่องภูมิศาสตร์แล้ว เรายังต้องทำโมเดลอีก ก็ตัดโมเพลินเลย (นับถือพี่ๆ ที่เรียนถาปัตย์มากที่ทำได้ เราทำอันเดียวยังแทบขาดใจ)
ส่วนเรื่องที่ประทับใจที่สุดคือ ตอนทำโปรเจ็คขายเสื้อระดมทุน ไปทำกิจกรรมกัน ตอนนั้นของเยอะมาก แล้วเราต้องแพ็คของ เช็กสต็อก คือเพื่อนๆ และเราก็ช่วยกันทำจนดึกดื่นมาเป็นสัปดาห์แล้ว ก็ยังไม่เสร็จ เหลือคืนสุดท้าย ต้องทำให้หมดเพราะต้องขายวันรุ่นขึ้น คือตอนนั้น เราว่าลำพังแค่คน 5 คน มันทำไม่ทันแน่ๆ แต่โชคดีมาก มีน้องๆ มาช่วย ดึกแค่ไหนน้องก็อยู่ช่วยพวกพี่ตลอดจนงานเสร็จ ไม่บ่นพี่เลยที่พวกพี่ใช้แรงงาน วันรุ่งขึ้นก็ไปช่วยขายอีก จนสุดท้ายทุกอย่างผ่านไปด้วยดี เราซาบซึ้งในมิตรภาพและความอดทนของน้องและเพื่อนๆ มาก มันทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น และเป็นความทรงจำดีๆ ค่ะ เรายังไม่เคยได้ขอบคุณน้องและเพื่อนแบบจริงจังๆ เลย ก็อยากขอบคุณน้องกับเพื่อนๆ ในทีม และ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการด้วยค่ะที่ช่วยกันทำโครงการจนสำเร็จ
พี่มิ้นท์ : ได้ข่าวว่าที่นี้เน้นทำโครงงาน/วิจัยเยอะ และพิ้งกี้เองก็ทำเยอะด้วย มีผลงานไหนที่เราทำและประทับใจบ้างคะ เล่าให้เพื่อนๆ ฟังหน่อย
น้องพิ้งกี้ : ตอนนี้มีงานวิจัยที่ทำอยู่หลายอันค่ะ ที่ทำเสร็จแล้วก็มี 2-3 เรื่อง แต่เรื่องที่ภูมิใจที่สุด คือ งานวิจัยเกี่ยวกับหุ่นยนต์ค่ะ ชื่อโครงงานว่า “Human understanding robots emotions directly and via screen” ค่ะ เกี่ยวกับ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างหุ่นยนต์กับคน ตอนแรกเราทำโครงงานนี้ส่ง JSTP แล้วอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานเรา (ดร. สุรัฐ ขวัญเมือง ที่ ภาควิชาเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) แนะนำให้ตีพิมพ์ ก็เลยลองส่ง และได้ไปนำเสนองานและตีพิมพ์ในงาน IEEE cyber 2017 ที่ Hawaii ประเทศสหรัฐอเมริกาค่ะ ขอขอบคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ถ้าไม่มีอาจารย์หนูคอยช่วยเหลือหนูคงไม่มีโอกาสอะไรแบบนี้) ส่วนตอนนี้ ก็มีทำโครงงานเกี่ยวกับการพิมพ์อาหารจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3dprinter) กำลังเร่งทำอยู่ตอนนี้ และก็มีอีกงานเป็นโปรเจ็คที่เรารู้สึกว่าน่าสนุกมาก อันนี้ทำกับรุ่นพี่และน้องอีกคนค่ะ แต่ขอเก็บไว้ก่อนยังไม่เล่า 5555
พี่มิ้นท์ : ด้วยความที่เป็นโรงเรียนวิทย์ ผ่านหัวข้อวิจัยต่างๆ มาเยอะ มีเคล็ดลับในการคิดหัวข้อโครงงานหรืองานวิจัยสำหรับเพื่อนๆ ในโรงเรียนอื่นไหมคะ
น้องพิ้งกี้ : เวลาเราคิดอะไรไม่ออกเราจะหาอะไรอย่างอื่นทำแก้เซ็งค่ะ บางทีก็เดินฟังเพลง เดินเรื่อยเปื่อย มองรอบๆ ซักพักก็จะมีไอเดียออกมา บางทีก็ดูหนัง เผื่อหนังที่เราดูมันจะจุดประกายให้เรานึกออก หรือไม่ก็นอนเลยค่ะ นอนซักงีบ ตื่นมา สมองจะสดใสเผลอๆ อาจจะฝันถึงอะไรเจ๋งๆ เอามาต่อยอดได้อีก แต่จริงๆ แล้ว ถ้าให้เราแนะนำ เราอยากให้เลือกจากเรื่องที่ชอบ หรือสิ่งที่สนใจค่ะ เพราะเวลาทำเราจะสนุกกับมัน เพราะเวลาทำงาน ยังไงก็ต้องเจออุปสรรคแน่ๆ และอาจจะเฟลในหลายรอบ ดังนั้นถ้าเราชอบมัน แล้วจะไม่เบื่อไม่เทงาน
พี่มิ้นท์ : เล่าถึงการสอบเข้ากำเนิดวิทย์หน่อย เป็นยังไงบ้างเพราะน้องๆ สนใจมากเลย
น้องพิ้งกี้ : ต้องบอกก่อนว่าอาจจะจะรายละเอียดได้ไม่มาก เพราะมันผ่านมา 3-4ปี ตั้งแต่เราอยู่ ม.2 แล้ว ก่อนสอบเราไม่ได้อ่านหนังสือไปเลย พอเข้าไปสอบเจอวิชาคณิตศาสตร์ ช็อกไปเลยค่ะ เขามี passageมาให้อ่าน แล้วก็ทำข้อสอบ ข้อสอบเป็นเติมคำ ไม่มีช้อยส์ ตอนนั้นอึ้งมาก เราก็พยายามทำๆ ไป ออกห้องสอบมาก็ยังงงๆ กับชีวิตตัวเอง ส่วนวิทยาศาสตร์ก็ข้อสอบสนุกดีค่ะ ต้องขุดเอาความรู้ที่เคยมีทุกอย่างมาตอบ มันเป็นข้อสอบแนวประยุกต์
พอสอบเสร็จ ก็ไม่คิดว่าจะติดหรอกค่ะ แต่โชคดีผ่านรอบแรกมา เจอรอบ 2 ก็ไม่ได้อ่านหนังสือไปเหมือนเดิม เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าจะอ่านอะไรค่ะ ตอนนั้นเขาจัดให้ไปสอบในค่าย ที่ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต แล้วก็ต้องยื่น portfolio ด้วย ถ้าจำไม่ผิด ข้อสอบรอบนี้ก็มีคณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์ ภาคทฤษฏี และ ปฏิบัติค่ะ ก็อารมณ์เดิมเลย ช็อกกับข้อสอบเลข แต่ก็พยายามทำ 5555 ส่วนวิทยาศาสตร์ ภาคทฤษฎี เหมือนให้ออกแบบโรงงานอะไรซักอย่าง มีต้องตอบในเชิงธุรกิจด้วย 5555 เราก็จินตนาการเต็มที่เลยค่ะ ส่วนข้อสอบภาคปฏิบัติ เขาให้หาการเจริญเติมโตของยีสต์ เราจะได้ว่า ตอนนั้นเมายีสต์มาก ทุกคนเมายีสต์กันทั้งห้องสอบ ผลสุดท้ายจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ค่ะ เราสอบติด แต่เราว่าข้อสอบน่าจะเปลี่ยนรูปแบบทุกปีนะคะ เท่าที่ถามน้องๆ ที่โรงเรียนมา สำหรับน้องๆ ที่วางแผนจะมาสอบเข้ากำเนิดวิทย์ ก็ข้อให้โชคดีค่ะ พี่เดาใจอาจารย์ที่ออกข้อสอบไม่ถูกจริงๆ T^T แต่พี่มั่นใจว่าน้องจะได้รับความสนุกจากข้อสอบแน่นอน 5555 ก็ทำให้เต็มที่ค่ะ สู้ๆ ละกัน
พี่มิ้นท์ : มีความสามารถพิเศษเยอะมาก ทำไมถึงเลือกที่จะพัฒนาตัวเองหลายด้านแบบนี้
น้องพิ้งกี้ : ตอนเด็กๆ หม่าม้าจะชอบให้เราลองเล่นอะไรหลายๆ อย่าง พอเราชอบ หม่าม้าก็จะส่งเสริม ปรากฏว่า เราก็ชอบไปหมดทุกอย่าง ก็เลยทำหมดเลย แต่ถ้าเราไม่ชอบ ก็จะไม่แตะมันอีกเลย เราเป็นพวกอยากทำอะไรก็จะทำ พอลองทำก็ติดใจเพราะมันสนุกดี ตื่นเต้น ชอบ ก็เลยทำต่อไป พอโตขึ้นเริ่มคิดเป็น ก็เลยอยากทำออกมาให้มันดีๆ นอกจากนี้เราเชื่อว่า การที่เราทำอะไรได้หลายอย่าง มันสามารถปรับและประยุคต์ใช้ด้วยกันได้ก็จะดี เพราะในงานบางอย่างมันต้องใช้สกิลหลายด้านมาก มันจะดีกว่าถ้าเราทำได้หลายอย่าง เหมือนขีดจำกัดของการใช้ชีวิตเราจะน้อยลงอะคะ
พี่มิ้นท์ : ทำกิจกรรมอะไรในโรงเรียนบ้างคะ และจุดเริ่มต้นของการเป็นนักกิจกรรมคืออะไร
น้องพิ้งกี้ : เราจะเป็นคนที่ทำกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมนอกโรงเรียนอะคะ ถ้ากิจกรรมใน โรงเรียน ก็มีประมาณ เช่น
- เคยเป็นรองประธานนักเรียน ตอน ม.4
- ร่วมกับเพื่อนทำเพจ KVIS Photo (ฝากด้วยนะคะ)
- วาดรูปที่ผนังห้องสมุด ทำหลายเดือนมากกว่าจะเสร็จ (ไปโรงเรียนเราอย่าลืมแวะดูนะ 555)
- ขายเสื้อโรงเรียนและริสแบนด์ เพื่อระดมทุน เพื่อเป็นงบประมาณไปให้เพื่อนๆ น้องๆ ในโรงเรียนทำกิจกรรมจิตอาสา เช่น จัดค่ายภาษาอังกฤษ หรือ สอนหนังสือให้น้อง ในโรงเรียนละแวกใกล้เคียงคะ คือเรารู้สึกว่า เนื่อกจากพวกเราได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดีจากโรงเรียน ดังนั้นเราก็ควรส่งต่อโอกาสให้คนอื่นค่ะ อย่างน้อยถ้าสิิ่งที่พวกเราทำ มันช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้น้องบ้างในการเรียนหรือเรื่องอื่นๆ พวกเราก็จะดีใจมาก 555
- เป็นตากล้องในงานโรงเรียน หลายๆ งาน
- แล้วก็มีแสดงละครห้องค่ะ แสดงเรื่องหัวใจชายหนุ่ม (เป็นบทประพันธ์ของรัชกาลที่ 6) เราแสดงเป็นอุไรค่ะ เป็นนางร้าย
- แข่งบาส แข่งวิ่ง ตอนกีฬาสี ที่โรงเรียน ส่วนตอน ม.ต้น เคยเป็นนักกีฬาเปตองของโรงเรียนไปแข่งสาธิตสามัคคี (เราเคยเรียนสาธิตปทุมวัน) ประถม ก็เป็นนักกีฬาว่ายน้ำ กับเทควันโด้ ค่ะ
นอกจากนี้ก็คอยช่วยเพื่อนๆ เวลาที่ทำกิจกรรมอย่างอื่นค่ะ
ส่วนกิจกรรมนอกโรงเรียน ส่วนใหญ่ก็ไปค่ายต่างๆ เช่น ค่ายหุ่นยนต์, ค่ายJSTP (junior science talent project) เป็นค่ายที่ดีมากค่ะถ้าใครสนใจเรื่องโครงงานวิทยาศาสตร์ลองหาข้อมูลดูนะคะ เคยไปแข่งหุ่นยนต์ที่อินโดนีเซีย ครั้งนั้นไม่ชนะ แต่ได้เพื่อนๆ ต่างชาติ กลับมาเยอะมาก เป็นประสบการณ์ที่ดีเลยค่ะ และก็มีทำโครงงานเรื่อยๆ
นอกจากนี้ยังมี ทำโครงการจิตอาสากับเพื่อนๆ โครงการ SEAYLP (Southeast asia youth leadership program) เมื่อปี 2016 เกี่ยวกับการรณรงค์เรื่อง Safe sex education ค่ะ พวกเราเล็งเห็นว่าปัญหาเรื่องความไม่รู้ การไม่ป้องกัน ในประเทศไทยเป็นปัญหาที่ใหญ่มากเราเลยอยากเป็นส่วนนึงของการแก้ไขปัญหา ทำให้สังคมดีขึ้นค่ะ และช่วงปีใหม่ ก็มีคุณแม่ของรุ่นน้องช่วยไปดูแลคนชรา+เลี้ยงอาหารที่บ้านพักคนชราค่ะ
จุดเริ่มต้นของการทำกิตกรรม เพราะ เรารู้สึกว่ามันสนุก ก็เลยทำ พอทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มสนใจมันมากขึ้น และมันก็ยิ่งสนุกกว่าเดิม
พี่มิ้นท์ : ชอบเรียนวิชาไหนที่สุด และมีเคล็ดลับในการเรียนวิชานั้นยังไงบ้างคะ
น้องพิ้งกี้ : ถ้านอกเหนือจากวิชาพวกวิทย์-คณิต เราชอบเรียน ศิลปะ+ออกแบบ เขียนแบบ ค่ะ เพราะ ส่วนตัวเราชอบทำศิลปะอยู่แล้ว ชอบพวกวาดรูป ถ่ายภาพ เวลาเรียนศิลปะทำให้รู้สึกจรรโลงใจมาก เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกนึง โลกของจินตนาการ ส่วนเขียนแบบ มาจากการที่ไปค่ายเกี่ยวกับการเขียนแบบมาแล้วก็เลยติดใจ เลยลงเรียนเพิ่มที่โรงเรียนค่ะ 555 สนุกดี เพราะปกติ ถ้าเราวาดภาพ เราจะวาดพวกไม่เหมือนจริง(เอเลี่ยน, สัตว์ประหลาด ไรพวกนี้) แต่พอเรียนออกแบบ มันต้องคำนึงถึงมิติ ไรพวกนี้ ด้วย ก็รู้สึกท้าทายดี มันต้องใช้ความคิดที่เป็นระบบมากกว่า วาดไปวาดมาก็สนุกดีค่ะ แล้วเรายังต้องเอาความรู้ด้านนี้ไปใช้กับการเขียนแบบ ในโครงงานด้วย เลยสนใจเป็นพิเศษ
เคล็ดลับการเรียนเราไม่มีค่ะ มันไม่มีสูตรตายตัวหรอก เราคิดว่าการเรียนในวิชาต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จของแต่ละคนมันต่างกัน ขึ้นอยู่กับ style ของแต่ละคน มันต้องเริ่มจากการที่เราชอบและสนุกกับมันแล้วเราจะหาแนวทางทำให้มันดีเองค่ะ เพราะว่าเราจะมี motivation ในการพัฒนาความสามารถของเราในด้านนั้นๆ แต่ถ้าเราไม่ได้ชอบวิชานั้น ถึงฝืนท่องไป เราก็ทำได้แค่เอาไปทำข้อสอบแต่เราจะไม่มีทางเข้าใจมันได้จริงๆ สอบเสร็จก็ลืมหมด
พี่มิ้นท์ : ขอเคล็ดลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จเรื่องเรียนแม้จะอยู่ในภาวะกดดันหน่อยค่า
น้องพิ้งกี้ : ที่จริงแล้วเราไม่ใช่คนเรียนเก่งนะคะ แต่ถ้าตั้งใจก็จะทำได้ คือสภาวะกดดัน เราหนีไม่พ้นอยู่แล้ว ถึงจะบอกให้ทำใจสบายๆ นั่งสมาธิ หรือทำอะไร ยังไงมันก็เครียดอยู่ดี จะให้เราปล่อยว่างมันก็ไม่ได้ใช่มั้ยคะ เพราะเราคาดหวังกับมัน เราก็ทำได้แค่ทำให้เต็มที ถ้ากลัวผลลัพธ์ออกมาไม่ดี ก็ทุ่มเทให้เต็มที่ แต่ไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ถ้าผลออกมามันล้มเหลว เราก็แค่เปลี่ยนวิธี และหาโอกาสเพื่อที่เราจะได้ประสบความสำเร็จครั้งต่อไป เราว่ามันไม่เลวร้ายนะที่เราจะล้มเหลวบ้าง เพราะทุกครั้งที่เราล้มเหลว เราก็ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้น และหาวิธีที่ดีกว่า ถ้าความพยายามและอดทนเรามากพอ เราก็น่าจะประสบความสำเร็จในที่สุดค่ะ
พี่มิ้นท์ : ฝากอะไรถึงน้องๆ ชาว Dek-D หน่อยจ้า
น้องพิ้งกี้ : ก่อนอื่นก็ขอเป็นกำลังให้เพื่อนๆ ที่จะเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้นะคะ เราจะผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วนกันค่ะ เอาจริงๆ แล้วก็การเรียนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความรู้ภายนอกห้องเรียนและประสบการณ์ชีวิต ก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ เราควร balance ทั้ง 2 อย่างให้ดีๆ คือเราไม่จำเป็นต้องเป็นเด็ก 4.00 แค่เอาตัวรอดได้ อย่าให้เกรดมาทำร้ายชีวิตเรา หรือทำลายอนาคตเรา
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือหาสิ่งที่ชอบให้เจอไว้ๆ แล้วเต็มที่กับมัน ทำมันให้ออกมาดีๆ ไม่ว่าจะเลือกเรียนสาขาวิชาไหน มันดีหมด ถ้าเราชอบและเหมาะกับเรา (ถ้าไม่ทำให้ใครเดือดร้อนหรือผิดกฏหมายนะ 555) ถ้าเลือกตามกระแสแล้วเราไม่ได้อยากทำจริงๆ เพราะเราต้องอยู่กับสิ่งที่เราเลือกไปอีกนาน ถ้าเราเจอสิ่งที่ชอบแล้วก็ลงแรงให้เต็มที่ไม่ว่าจะทำอะไรและเราเชื่อว่าผลลัพธ์มันจะออกมาดีค่ะ คือมันไม่มีหรอกที่อยู่เฉยๆแล้วจะประสบความสำเร็จอะ ของแบบนี้มันก็ต้องออกแรง ต้องพยายามทั้งนั้น no pay no gain อะคะ ยังไงก็ขอให้ทุกคนโชคดี และมีความสุขกับชีวิตมัธยม นะคะ ขอบคุณค่ะ
คราวหน้าพี่มิ้นท์จะมีน้องคนไหนมาแนะนำ อย่าลืมติดตามกันนะคะ หรือ ถ้าใครอยากแนะนำเพื่อน หรือ แนะนำตัวเอง ก็กระซิบบอกพี่มิ้นท์ได้เลย^^





.jpg)
4 ความคิดเห็น
พิ๊ง เป็นเด็กดี จิตใจดี เก่ง แบยนี้มาตั้งแต่เด็ก น่าเป็นตัว อย่างของเด็กวัยรุ่นสมัยนี้มาก
เยี่ยมมมมมมมมม
อยากเรียน รร.นี้ ~ //กรีดร้องงง
นับถือเลยค่ะ