หลายคนอาจจะเริ่มต้นเขียนนิยายเพราะความฝัน ความหวังที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ แต่น้องๆ รู้ไหมคะว่า... มีนักเขียนอีกกลุ่มหนึ่งเช่นกันที่เดิมทีนั้นเขาไม่เคยมีความฝันเลย ว่าวันหนึ่งเขาจะก้าวเข้าสู่อาชีพนี้ แรกเริ่มเขาเป็นเพียงแค่กลุ่มคนที่รักในอ่านมากเท่านั้น แต่ทว่ายิ่งอ่านมาก นานวันเข้า เขาก็เริ่มที่จะหาหนังสือที่ชอบ นิยายที่ใช่สำหรับตัวเองยากขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตัดสินใจเขียนงานแบบที่ชอบขึ้นมาด้วยตัวเองซะเลย เหมือนกับนักเขียนที่จะมาพูดคุยกับเราในวันนี้ “คุณเอกวีย์” ที่เริ่มต้นเขียนนิยายเพราะ คาแร็คเตอร์พระนางที่ชอบหาอ่านยาก!
สวัสดีค่ะ คุณเอกวีย์ ก่อนอื่นเลยช่วยทักทาย และแนะนำตัวให้น้องๆ ชาวเด็กดีรู้จักกันสักนิด
เอกวีย์ : สวัสดีน้องๆ นักเขียนนักอ่านชาวเด็กดีนะคะ ถ้าใครอยู่ในวัยเรียน หรือเพิ่งเรียนจบเริ่มทำงานกัน เรียกพี่ปุ้มได้เลยค่ะ น่าจะเป็นรุ่นพี่แน่ๆ
เป็นไงมาไงถึงได้เริ่มต้นเขียนนิยายได้ เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ
เอกวีย์ : น่าจะคล้ายๆ กับนักเขียนหลายๆ ท่านคือเริ่มต้นจากเป็นนักอ่านค่ะ ก็อ่านมาเรื่อยๆ จนมีอยู่ช่วงหนึ่ง รู้สึกว่าคาแร็คเตอร์พระนางที่ชอบหาอ่านยาก และเป็นช่วงที่มีเรื่องยุ่งจนอยากทำอะไรใหม่ๆ ก็เลยตัดสินใจลองเขียนลงเด็กดี
สำหรับนิยายเรื่องแรก ‘ในวงแขนกว้าง’ เป็นการตั้งโจทย์และหาคำตอบในสิ่งที่สงสัยบ่อยๆ ว่าจะเป็นไปได้มั้ย ถ้าพระเอกจะไม่เย็นชาแล้วก็ไม่เข้าใจผิดอยู่นั่น ส่วนนางเอกก็ไม่จำเป็นต้องเวอร์จินและไม่บอบบาง ดีใจที่นักอ่านยอมเปิดกว้าง ขอบคุณ #ทีมภีม สำหรับกำลังใจค่ะ
ในวงแขนกว้าง นิยายตีพิมพ์เรื่องแรกของคุณ เอกวีย์
ตอนเริ่มเขียนนิยายครั้งแรกยากไหม ใช่เวลานานเท่าไรกว่าจะคลอดนิยายเรื่องแรกออกมาแบบเป็นชิ้นเป็นอันได้
เอกวีย์ : เริ่มเขียนในวงแขนกว้างลงเด็กดีช่วงเดือนธันวาปี 58 แล้วได้ตีพิมพ์เดือนพฤษภาคมปี 59 ถือว่าเร็วมากค่ะ ระยะเวลา 6 เดือนตั้งแต่เริ่มเขียนประโยคแรกจนออกมาเป็นเล่ม ขอบคุณสถาพรบุ๊คส์ที่ให้โอกาสนักเขียนหน้าใหม่ แต่ถ้านับรวมเวลาที่เริ่มขีดเขียนมาตั้งแต่มัธยม และเคยเขียนลงเด็กทีก็เคยเขียนไม่จบ ก็นับว่าหลายปีอยู่ น้องๆ ลองไปอ่านกระทู้ “จากหกปีมีแค่ 98 วิว สู่ท็อปฮิต” ที่เคยเขียนในบอร์ดกันได้นะคะ
แล้วนามปากกา “เอกวีย์” ได้มาจากไหนคะ มีความหมายอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าเอ่ย
เอกวีย์ : “เอกวีย์” เป็นชื่อที่ผู้ใหญ่ที่รู้จักให้มาหลายปีแล้วค่ะ บอกว่าเป็นชื่อที่เป็นมงคลกับเรา แนะนำให้เปลี่ยนแทนชื่อจริงค่ะ แต่ไม่อยากเปลี่ยนชื่อ พอต้องตั้งแอคเคาต์เด็กดี เลยนึกได้ว่าใช้ชื่อนี้แล้วกัน ชื่อเอกวีย์และอาชีพนักเขียนก็พาสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตจริงๆ ค่ะ
“ซินเดอเรลลาเรียลลิตี” นิยายที่เพิ่งทำมือเรื่องล่าสุดไป เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร และได้แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องนี้มาจากไหนกันคะ
เอกวีย์ : หลายครั้งเวลาอ่านนิยายรัก ก็จะคิดว่า ผู้ชายหล่อและรวยคือสุดยอดความฝันของนางเอกและคนอ่าน แต่การได้แต่งงานกับมหาเศรษฐีที่มีแต่สาวๆ หมายปอง สามีทั้งรักทั้งหลง ไม่ต้องทำงาน ให้เงินชอปปิง แถมมีเวลาให้ภรรยาทุกครั้งที่ต้องการ...เป็นไปได้จริงหรือ เลยอยากลองจำลองสถานการณ์เรียลลิตี ถ้าเป็นคนจริงๆ ชีวิตนางซินหลังจากพบรักกับชายหนุ่มเกรดไฮเอนด์แล้วจะเป็นอย่างไรต่อค่ะ
จะว่าไปแล้ว นิยายเรื่องนี้ “ซินเดอเรลลาเรียลลิตี” เห็นว่ามีคอนเซ็ปต์ต่างจากนิยายรักปกติทั่วไปอยู่นะคะ มีการแบ่งเรื่องราวออกเป็น “ภาคจีบ” กับ “ภาคโลกแห่งความจริง” ด้วย คุณเอกวีย์ได้ไอเดียนี้มาจากไหน และทำไมถึงแบ่งนิยายออกเป็นสองส่วนแบบนี้กันคะ
เอกวีย์ : สองภาคน่าจะแบ่งจากอารมณ์ค่ะ ภาคจีบจะให้อารมณ์ฟุ้งๆ ฝันๆ เหมือนซินเดอเรลลาในเทพนิยาย ชีวิตนี้มีแค่เราสองคน ไม่มีเรื่องอื่น คนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ความสัมพันธ์ระหว่างพระนางก็จะเป็นแบบหนึ่ง แต่เมื่อกลับเข้าสู่ชีวิตจริงที่มีเรื่องอื่นที่สำคัญไม่แพ้ความรักแล้ว ก็อยากจะให้คนอ่านมาลองหาคำตอบว่า ภาพลักษณ์ของเจ้าหญิงที่สมบูรณ์แบบ เจ้าชายเนรมิตรทุกอย่างให้พร้อมสรรพ เป็นเครื่องการันตีความสุขในชีวิตได้รึเปล่า แล้วคนที่พื้นฐานและวิสัยทัศน์ต่างกันมาก มาอยู่ด้วยกันจะเป็นอย่างไร

ซินเดอเรลลาเรียลลิตี หนังสือทำมือ โดย เอกวีย์
พระเอก “คุณเบิ้ม” ไม่ทราบว่ามีต้นแบบมาจากใครเป็นพิเศษหรือเปล่าเอ่ย ถึงได้เขียนออกมาอ่านแล้วดีต่อใจเบอร์นี้
เอกวีย์ : คาแร็คเตอร์พระเอก ทั้งคุณภีม หรือคุณเบิ้ม เป็นการสร้างขึ้นมาแบบตัดแปะจากหลายๆ คนที่เราเคยเจอเคยคุยแล้วประทับใจ รู้สึกว่ามีเสน่ห์เฉพาะตัวค่ะ เช่น ชอบท่าเดินคนนี้ รอยยิ้มคนนั้น แม้แต่คำพูด หรือกลิ่นกาย ก็เก็บตกแต่ละคนมารวมๆ กันกลายเป็นพระเอกในจินตนาการ ถ้าถามว่าพระเอกมีตัวตนอยู่จริงไหม ก็มีแต่ไม่ได้มาจากคนๆ เดียว
“ซินเดอเรลลาเรียลลิตี” เป็นนิยายอีกเรื่องเลย ที่ทำคนอ่านอ่านแล้วอินไปกับความรักระหว่างคุณเบิ้มและน้องมิ้นมากๆ มีเทคนิค หรือวิธีการเขียนอย่างไรคะ ถึงทำให้คนอ่านอินหนักขนาดนี้
เอกวีย์ : พยายามจะทำให้คนอ่านรู้สึกว่ากำลังรับรู้เรื่องราวของคนจริงๆ ค่ะ สิ่งที่ทำก่อนเริ่มเขียน คือต้องทำความรู้จักกับตัวละครโดยการวางพื้นฐานไว้โดยละเอียดว่า เขาเป็นใคร แบคกราวน์ครอบครัว กลุ่มเพื่อน การศึกษา วิธีคิด คำพูด ที่รวมๆ กันแล้วดูมีมิติ เหมือนเป็นคนที่มีชีวิตจริง เรารู้จักกับเขาจริงๆ ข้อมูลบางอย่างไม่ได้เขียนลงไปในนิยาย แต่ก็ต้องคิดไว้เพื่อให้เรามีภาพตัวละครที่ชัดเจน สำหรับเนื้อหานิยาย ถึงเป็นนิยายรัก มีเรื่องราวของความรักเป็นโครงหลัก แต่ชีวิตของตัวละครก็มีเรื่องอื่นเช่นการงาน คนแวดล้อมเข้ามาด้วย รายละเอียดพวกนี้น่าจะมีส่วนให้คนอ่านรู้สึกมีส่วนร่วมกับตัวละครได้บ้างค่ะ
เม้าท์หน่อยสิคะว่า ตั้งแต่เขียนนิยายมามีเหตการณ์ไหนที่ประทับใจหรือพีคจนทำให้ลืมไม่ลงบ้างไหม
เอกวีย์ : ถ้าประทับใจที่สุดน่าจะเป็นการตอบรับจากนักอ่าน คนอ่านของเอกวีย์ใจดีและมาแนวละมุนกับคนเขียนมากค่ะ ส่วนยอดขายเล่ม ยอดโหลดในMebได้ขึ้น Top Month ช่วงเปิดตัว ก็เกิดคาดไปมากสำหรับนักเขียนมือใหม่ ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องใหม่ออกมา แต่ก็ยังได้เงินค่าขนมจากสองเล่มแรกอยู่
นอกจากคนอ่านก็ปลื้มและขำคนรอบๆ ตัวค่ะ พอรู้เราเขียนนิยาย เพื่อนชอบมาเม้าท์นู่นนี่ให้ฟัง แล้วปิดท้ายว่าเอาไปเขียนนิยายได้นะ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าเราไม่เม้าท์ต่อ คงกลัวอัดอั้น เลยอนุญาตให้ไประบายกับงานเขียนแทน
สำหรับคุณเอกวีย์แล้ว สิ่งที่ทำให้ “ซินเดอเรลลาเรียลลิตี” ต่างจากนิยายธีมซินเดอเรลลาอื่นๆ คืออะไรคะ
เอกวีย์ : น่าจะอยู่ที่มุมมองค่ะ ในนิยายธีมซินเดอเรลลาอื่นๆ หลังจากอุปสรรคคลี่คลาย เรื่องมักจะจบลงที่ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์พบรักและครองคู่กับหญิงสาวสามัญชนอย่างมีความสุข หากในความเป็นจริงแล้ว มันคือบทเริ่มต้นของเรื่องราวอีกบทหนึ่งของชีวิตที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง คำว่าเจ้าชายมักมาพร้อมภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่ ถ้าจะเดินต่อไปด้วยกันก็ต้องปรับตัว พออ่านซินเดอเรลลาเรียลลิตีจนจบเล่มแล้วก็มีคนอ่านส่วนหนึ่งบอกว่า ถ้าเป็นน้องมิ้นท์ ถึงจะรักมากเสียดายมากแค่ไหน ก็จะไม่เลือกคุณเบิ้ม แต่จะเป็นเพราะสาเหตุอะไร ต้องมาดูกันค่ะ
เห็นว่านิยายเรื่องนี้ นอกจากจะลงให้อ่านผ่านทางเด็กดีและเปิดให้โหลดเป็น E-Book แล้ว ยังทำมืออีกด้วยใช่ไหมคะ เล่าหน่อยได้ไหมคะว่า กว่า “ซินเดอเรลลาเรียลลิตี” จะออกมาเป็นเล่มสวยงามให้แฟนๆ ชื่นชมแบบนี้ ยากไหม เจออุปสรรคอะไรระหว่างตีพิมพ์บ้างไหมเอ่ย
เอกวีย์ : ก่อนอื่นเลย ต้องบอกว่าหนังสือทำมือสนุกค่ะ ได้ลงมือทำเองทุกขั้นตอน พอออกมาเป็นรูปเล่มก็รู้สึกดีมาก ถ้ามีโอกาสอยากให้ลองดู สำหรับตัวเองไม่เจออุปสรรคใหญ่ๆ โชคดีที่มีพี่น้องนักเขียนช่วยตอบคำถามที่อยากรู้ แต่ถึงจะวางแผนมาดีแค่ไหน ก็ยังมีเรื่องเล็กน้อยให้ปวดหัวได้ตลอด และบางเรื่องก็เกินความสามารถที่เราจะคาดการณ์ได้ เช่นหม้อแปลงโรงพิมพ์ระเบิด แนะนำให้ทุกคนวางแผนทุกอย่างตามขั้นตอน แต่เผื่อเวลาไว้บ้าง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้นฉบับต้องเสร็จ เพราะเป็นสิ่งเดียวที่คนอื่นช่วยเราไม่ได้ ส่วนเรื่องปก การจัดรูปเล่ม โรงพิมพ์ หรืออื่นๆ สามารถหามืออาชีพมาช่วยได้ไม่ยากค่ะ อีกเรื่องที่สำคัญคือรายรับรายจ่าย ลองไปอ่านกระทู้ “เรื่องเงินๆ ทองๆ (สำหรับนักเขียนมือใหม่)” ได้นะคะ
สำหรับคุณเอกวีย์แล้ว อะไรคือสิ่งสำคัญของการเป็น “นักเขียน” คะ
เอกวีย์ : การสร้างลายเซ็นของตัวเองคือสิ่งที่สำคัญมากค่ะ แต่ละคนมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่ซ้ำแบบใคร ต้องหาจุดเด่นของตัวเองให้เจอ อะไรที่ทำให้คนอ่านอ่านแล้วรู้ว่าเป็นงานเรา แล้วอยากติดตามอ่านงานต่อๆ ไป ต้องหาจุดเด่นของตัวเองให้เจอ
คติประจำใจในการเขียนนิยายของคุณเอกกวีย์คือ...
เอกวีย์ : เป็นตัวเองค่ะ เขียนในสิ่งที่เราชอบ หนังสือก็เหมือนอาหาร คือคงไม่ถูกปากถูกใจทุกคน อย่าคาดหวังให้ทุกคนอ่านแล้วสนุก แต่ที่แน่ๆ อันดับแรกคือต้องถูกใจคนเขียน สำหรับเอกวีย์ เอกลักษณ์ของงานเขียนคือเอาจินตนาการมาผสมรวมกับความเป็นจริง ในความหวานของนิยายรักให้คนเขียนได้ชุ่มชื่นหัวใจก็ยังมีความเป็นจริงในชีวิตอยู่
ฝากอะไรถึงน้องๆ ชาวเด็กดีที่กำลังหัดเขียนนิยายกันสักนิด
เอกวีย์ : อยากเขียนก็ต้องเริ่มเขียนเลยค่ะ อย่ากลัวไปก่อนว่าจะออกมาไม่ดี ทุกครั้งที่เขียนเราได้พัฒนาฝีมือ แต่ถ้าอยากเขียนให้จบต้องหัดวางโครงเรื่อง ไม่อย่างนั้นจะออกทะเลไป อ่านให้เยอะแล้วเอามาประยุกต์ใช้ในแบบของเรา หาลายเซ็นของตัวเองให้เจอ
สุดท้ายแล้ว ก่อนจากลากันไป มาบอกลาชาวเด็กดีและฝากผลงานกันหน่อยสิคะ
เอกวีย์ : อยากฝากผลงานล่าสุดคือเรื่องสั้น “โค้งสุดท้ายสายโสด” ในรวมเรื่องสั้น “ส่งต่อความรัก” ซึ่งมีนักเขียน 26 ท่านมารวมตัวกันเพื่อสมทบทุนรายได้เข้าโครงการก้าว และช่วยเหลือโรงพยาบาลและผู้ป่วยยากไร้ค่ะ จำนวนหน้า 593หน้า ราคา 234 บาท ใครยังไม่ได้อ่าน ไปอ่านกันได้นะคะ ขอบคุณมากค่ะ คลิกอ่านที่นี่
จบกันไปแล้วนะคะ สำหรับการพูดคุยกับเอกวีย์ นักเขียนผู้ทำให้ใครหลายๆ คนน้ำตาตก อินไปกับเรื่องราวของตัวละครที่ให้ความรู้สึกสมจริงสุดๆ พี่หญิงต้องขอบคุณเอกวีย์มากๆ เลยที่มาร่วมแชร์เรื่องราวดีๆ กับเราในวันนี้ พี่หญิงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทสัมภาษณ์ครั้งนี้จะจุดประกายความคิดและเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้นักเขียนชาวเด็กดีทุกคนนะคะ
สุดท้ายนี้พี่หญิงขอลาไปก่อน เจอกันใหม่ครั้งหน้า สวัสดีค่ะ
พี่หญิง



0 ความคิดเห็น