เป็นนิสิตนักศึกษาใหม่ๆ ก็คงยังงงๆ กับระบบการลงทะเบียน การเลือกรายวิชาไม่มากก็น้อย ตอนที่เรียนอยู่กว่าพี่แนนนี่จะเข้าใจระบบก็ปาเข้าไปเทอมที่ 4-5 กันแล้ว แถมพวกสัญลักษณ์ทั้งหลายก็เยอะแยะชวนงง แถมมีเพื่อนบางคนยังสับสน งงๆ จนจบปี 4 เลย ต้องให้เพื่อนคนอื่นมาช่วยทำให้ตลอด แต่แบบนี้ก็อาจจะทำให้วางแผนการเรียนพลาดได้นะ
การทำความเข้าใจระบบการลงทะเบียนทำให้การลงทะเบียนและวางแผนการเรียนได้ไม่ยุ่งยาก แถมยังมีแนวโน้มที่จะได้เกรดงามๆ หรือได้เกียรตินิยมมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ชื่นใจอีก วันนี้พี่แนนนี่จะพาไปคลายข้อสงสัยในเรื่องของการลงทะเบียนเรียนกันค่ะ
ในการลงทะเบียนเรียน หรือจัดตารางสอนในมหาวิทยาลัยจะต้องดูที่ หน่วยกิต เป็นหลักสำคัญ แต่ละสาขาวิชา แต่ละคณะ แต่ละมหาวิทยาลัย จะกำหนดจำนวนหน่วยกิตที่ต้องศึกษาให้ครบตามหลักสูตรภายในระยะเวลาการศึกษา เช่น ภายใน 4 ปี จะต้องเก็บหน่วยกิตให้ครบ 140 หน่วย และในแต่ละภาคการศึกษาสามารถลงเรียนได้มากที่สุด 24 หน่วยกิต เป็นต้น
1 วิชา กี่หน่วยกิต?
แต่ละวิชา จะมีจำนวนหน่วยกิตไม่เหมือนกัน บางวิชาอาจจะ 1 หน่วยกิต 2 หน่วยกิต 3 หน่วยกิต 4 หน่วยกิต หรืออาจจะมากกว่านี้ก็ได้ ซึ่งน้องๆ จะต้องคำนวณจำนวนหน่วยกิตให้ดีตามที่ตารางสอน ระเบียบการ หรือคู่มือนักศึกษาแจ้งไว้ค่ะ
3 (2-2-5) อันนี้หน่วยกิตเท่าไหร่กันแน่
ไม่ต้องตกใจไปนะคะ หน่วยกิตคือ เลขที่อยู่หน้าหน้าวงเล็บ ส่วนเลขในวงเล็บที่เห็นเป็นการแสดงประเภทของการเรียน เช่น 3 (2-2-5) เลข 3 คือหน่วยกิต เลข2 ตัวแรก คือจำนวนชั่วโมงที่เรียนเป็นบรรยาย (Lecture) เลข 2 ตัวหลัง คือจำนวนชั่วโมงที่เรียนเป็นปฏิบัติ และเลข 5 คือจำนวนชั่วโมงที่ต้องศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองค่ะ
คำศัพท์ในการลงทะเบียนเรียน
การเพิ่มรายวิชา (add)
ในกรณีที่ลงทะเบียนวิชาเรียนไปตามเวลาที่กำหนดแล้ว ยังต้องการลงทะเบียนเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ลงไว้ ก็สามารถทำในได้หลังจากเปิดภาคการศึกษาไปแล้ว แต่ก็ต้องยื่นคำร้องภายในเวลาที่กำหนด เช่น 2 สัปดาห์แรกที่เปิด 6 สัปดาห์แรกที่เปิด เป็นต้น
การลดรายวิชา (drop)
หลังจากที่ได้ลงทะเบียนเรียนไปแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ส่งผลให้ไม่ต้องการจะลงเรียนต่อในวิชานั้นๆ ให้ลดรายวิชาภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งมักจะภายใน 2-6 สัปดาห์แรกของการศึกษา โดยจะไม่ระบุต่อใบรายงานผลคะแนน หรือ Transcript
การเพิกถอนรายวิชา (withdrawn)
หลายคนสับสน “การเพิกถอนรายวิชา” กับ “การลดรายวิชา” เพราะก็เรียกกันติดปากว่า “ดรอป (drop)” ทั้งคู่ ซึ่งมีความแตกต่างกันก็คือ การเพิกถอนจะสามารถทำได้หลังจากที่หมดเวลาการลดรายวิชา และยังไม่ถึงการสอบไล่ประจำภาคการศึกษา แต่จะมีสัญลักษณ์ W ไว้ที่ใบรายงานผลคะแนน หรือ Transcript และบางมหาวิทยาลัยอาจจะมีผลกับการเข้ารับเกียรตินิยม
การเรียนโดยไม่นับหน่วยกิต (audit)
เป็นการลงทะเบียนเรียนแบบที่จะไม่นำมาคิดคะแนนเฉลี่ย หรือเกรด โดยอาจจะมีการสอบ หรือไม่มีการสอบไล่ก็ได้ ซึ่งก็จะมีแสดงในใบรายงานผลคะแนน หรือ Transcript ให้เห็นว่าผ่านการเรียนวิชานั้นๆ มา
การติดโปรเบชั่น (Probation)
จะได้ยินนิสิตนักศึกษาเรียกกันว่า “ติดโปร” นั่นคือการที่มีผลการเรียนสะสม (GPAX) ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด โดยส่วนมากจะกำหนดไว้ที่ 2.00 นั่นก็คือคนที่เกรดเฉลี่ยระหว่าง 1.50 - 1.99 จะติดโปรค่ะ ซึ่งจะแบ่งออกเป็นโปรต่ำ คือ มีเกรดเฉลี่ยตั้งแต่ 1.50 – 1.79 และโปรสูง คือ มีเกรดเฉลี่ยตั้งแต่ 1.80 – 1.99 ค่ะ
หลายคนอาจจะสงสัยว่า การติดโปรสำคัญ หรือส่งผลอะไรหรือไม่ ก็บอกเลยค่ะว่า ส่งผลมากถึงขั้นโดนรีไทร์ หรือ ให้พ้นสภาพการเป็นนิสิตนักศึกษากันเลยนะ เช่น ถ้าได้เกรดเฉลี่ยอยู่ในระดับโปรต่ำ หรือโปรสูงติดกันในจำนวนภาคการศึกษาที่กำหนด (เช่น 3 เทอม 4 เทอม) ก็จะโดนรีไทร์ได้ค่ะ
หลายคนอาจจะสงสัยว่า การติดโปรสำคัญ หรือส่งผลอะไรหรือไม่ ก็บอกเลยค่ะว่า ส่งผลมากถึงขั้นโดนรีไทร์ หรือ ให้พ้นสภาพการเป็นนิสิตนักศึกษากันเลยนะ เช่น ถ้าได้เกรดเฉลี่ยอยู่ในระดับโปรต่ำ หรือโปรสูงติดกันในจำนวนภาคการศึกษาที่กำหนด (เช่น 3 เทอม 4 เทอม) ก็จะโดนรีไทร์ได้ค่ะ
การลาพักการศึกษา
หรือที่หลายคนก็เรียกว่า ดรอปเรียน หากน้องๆ มีเหตุจำเป็นทำให้ไม่สามารถมาเรียนได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ติดกัน หรือต้องการพักการศึกษาก็สามารถทำได้ค่ะ แต่ก็อาจจะทำให้ไม่จบการศึกษาพร้อมเพื่อนๆ ในรุ่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาขาวิชา คณะ มหาวิทยาลัย และการเก็บหน่วยกิตให้ครบตามหลักสูตรด้วยค่ะ เช่น บางหลักสูตรกำหนดให้เรียนวิชาบังคับตามชั้นปี หรือเปิดสอนในบางรายวิชา แค่บางภาคการศึกษาเท่านั้น น้องๆ ก็จะต้องรอเรียนตามรายวิชาที่กำหนดในภาคการศึกษานั้นๆ
แน่นอนค่ะว่า รายละเอียดข้างบนเป็นเพียงความหมายเบื้องต้นที่จะทำให้น้องๆ เข้าใจความหมายของคำแต่คำที่เจอในระบบการลงทะเบียน ทั้งนี้แต่ละมหาวิทยาลัยมีรายละเอียดต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป น้องๆ จะต้องศึกษารายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ เพิ่มเติมอีกครั้งนึงค่ะ


1 ความคิดเห็น
//จดความรู้ใหม่