พอถึงเวลาเปลี่ยนเข้าปีใหม่ น้องๆ หลายคนอธิษฐานให้ได้พบเจอ ได้ผจญภัยไปกับสิ่งใหม่ๆ แล้วก็แน่นอนว่าปีนี้ น้องๆ ม.6 จะได้ไปผจญภัยในสถานที่แห่งใหม่ สิ่งแวดล้อมรอบข้างก็ใหม่ แถมยังได้เจอเพื่อนใหม่อีก เรียกได้ว่า อะไรอะไรก็ใหม่ไปหมด
ก่อนหน้านี้พี่แนนนี่มีเรื่องราวของความแตกต่างระหว่างระดับชั้นมัธยมศึกษากับอุดมศึกษา อย่าง มหาวิทยาลัยหลายเรื่อง เช่น ชีวิตช่วงสอบ (อ่าน: คลิก) ระบบเกรด (อ่าน: คลิก) How to ปรับตัว (อ่าน: คลิก) เป็นต้น วันนี้ก็มีเรื่องราวความแตกต่างอีก 7 อย่าง ที่ไม่ได้เจอตอนอยู่มัธยมฯ แต่เข้ามหาวิทยาลัยเมื่อไหร่ เจอแน่นอน!!
1) ไม่มีการเข้าแถวเคารพธงชาติ
เรียกได้ว่า ตั้งแต่เรียนอนุบาลจนถึงมัธยมฯ นักเรียนไทยทุกคนจะต้องไปถึงโรงเรียนก่อน 8 นาฬิกา เพื่อเข้าแถวเคารพธงชาติ รวมไปถึงสวดมนต์ตามหลักศาสนาของโรงเรียนทุกวัน แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยปุ๊ปก็ไม่มีแล้ว เหลือแค่ยืนตรง เมื่อได้ยินเสียงเพลงชาติ และตรงดิ่งเข้าห้องเรียนให้ทันเวลาเท่านั้น ซึ่งก็อาจจะมีคนบางกลุ่ม ที่ตื่นเช้าขึ้นหน่อย นัดแกงค์เพื่อนกินข้าวก่อนเข้าเรียน แต่ก็มีน้อยนะคะ เพราะส่วนใหญ่ลงจากหอวิ่งเข้าห้องเรียนก็เกือบจะไม่ทันเวลาแล้วค่ะ
2) จะแต่งหน้า ทำผม ตัดผมทรงไหนก็ได้ตามใจชอบ
สมัยมัธยมฯ จะมาแต่งหน้าไปโรงเรียนน่ะหรอ ฝันไปเถอะ ใครทำได้วิ่งหนีอาจารย์ปกครองทั้งวันแน่ ส่วนเรื่องทรงผมแล้วล่ะก็ อย่าว่าแต่หนุ่มๆ ที่จะต้องตัดผมสั้น ที่ถูกจำกัดไว้ไม่กี่ทรง เช่น ทรงนักเ(ก)รียน รองทรงสูง รองทรง เป็นต้น จะมาไว้รากไทร หน้าม้าเท่ๆ อย่าได้หวัง สาวๆ ยิ่งมีกฎเหล็กมากมาย ไม่ว่าจะต้องตัดผมตรง ห้ามซอยผม ไว้ยาวได้มาก ตัดติ่งหู หรือถักเปีย และที่สำคัญห้ามใครทำสีผมเด็ดขาด ใครผมสีน้ำตาลธรรมชาติ ยังแทบจะต้องให้ผู้ปกครองมายืนยันก็เลย แต่หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้นแหละ จะหล่อ จะสวย แต่งหน้าทำผม ซอยผม ดัดผมยังไงก็ตามสบายเลย ไม่มีใครมานั่งจับผิดแล้วล่ะค่ะ
ปล. บางมหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้ทำสีผมบางสี อย่าลืมตรวจสอบก่อนทำด้วยนะคะ
ปล. บางมหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้ทำสีผมบางสี อย่าลืมตรวจสอบก่อนทำด้วยนะคะ
3) รับผิดชอบตัวเอง ไม่มีครูมาคอยตามงาน
ช่วงมัธยมฯ ไม่ว่าจะลืม หรือขี้เกียจทำรายงาน ทำการบ้าน ก็จะมีครูประจำวิชา หรืออาจารย์ประจำชั้นมาคอยบอก คอยตามทวงให้ทำส่งให้ทันตามกำหนด หรืออาจจะยอมให้ตามส่งย้อนหลัง โดยมีเงื่อนไขหักคะแนน หรือไม่มีก็แล้วแต่ ซึ่งสุดท้ายก็จะมีคะแนนครบทุกช่อง มากน้อยแล้วแต่ความสามารถ สำหรับนิสิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่มีใครมาเตือนหรอก ว่าต้องทำงาน ทำการบ้าน ส่งให้ทันตามกำหนด อย่างดีจะมีเพื่อนในกลุ่มที่ช่วยกันเตือน ส่วนอาจารย์ จะรอหักคะแนนตามชั่วโมง ตามวันเมื่อเลยกำหนดส่ง หรือบางคนอาจจะตัดสิทธิ์ โดยไม่รับส่งงานเลยก็มีนะ ฉะนั้นแล้ว น้องๆ จะต้องรับผิดชอบตัวเอง จะเที่ยว จะเล่นยังไงก็ได้ แต่ห้ามลืมทำการบ้านส่งตามกำหนดด้วยค่ะ
4) ตัวเลือกไม่มี เพราะข้อสอบเป็นอัตนัย บรรยายล้วนๆ
ข้อสอบในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีตัวเลือก หรือช้อยส์ให้น้องๆ ได้เดา ได้สุ่ม หมุนปากกา กากบาทลงกระดาษคำตอบกันเหมือนตอนมัธยมฯ หรอกค่ะ เพราะส่วนมากจะเป็นข้อสอบที่ให้น้องๆ ได้แสดงความคิดเห็น ประยุกต์ความรู้ หรือทฤษฎีที่เล่าเรียนมา ด้วยการอธิบาย ถ่ายทอดลงไปในกระดาษคำตอบ บางข้ออาจจะมีโจทย์ หรือคำถามที่สั้น เพียงไม่กี่บรรทัด แต่คำตอบที่ต้องเขียนนั้นอย่างต่ำ 1 หน้ากระดาษก็เป็นได้ เรียกได้ว่า รู้อะไรที่มีส่วนเกี่ยวกับคำถามแล้วล่ะก็ ใส่ลงไปให้หมด วิชานึงเขียนกันจนมือหงิกมืองอกันเป็นแถบๆ
5) ตกเป็นตก ไม่มีซ่อม ต้องเรียนใหม่เท่านั้น
อย่างที่บอกค่ะ การเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้น ทุกคนจะต้องดูแลรับผิดชอบตัวเองในเรื่องของการเรียน การส่งงาน เพราะว่าไม่มีอาจารย์มาคอยเช็กรวมไปถึงเรื่องการสอบ ทุกคนจะต้องรับผิดชอบ จัดตารางการอ่านหนังสือกันให้ดี เพราะการสอบในมหาวิทยาลัย จะไม่มีการแก้ตัว หรือสอบซ่อม เหมือนสมัยมัธยมแล้วนะคะ คะแนนส่วนไหนใครไม่ผ่านก็ต้องทำคะแนนส่วนอื่นให้มากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้วถ้าใครมีคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แล้วติด F ก็ต้องลงเรียนใหม่ในเทอมถัดๆ ไป แถมบางที่ยังขึ้นโชว์ในใบแสดงผลการศึกษา หรือ transcript ด้วยนะ
6) Level Up! หัดกินข้าวคนเดียว ทำอะไรคนเดียว
ใช่ว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยจะไม่มีเพื่อนนะคะ เพียงแต่บางครั้งเพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกันอาจจะว่างไม่ตรงกัน หรือไม่ได้เข้าเรียนด้วยกันเสมอไป อาจจะต้องมีบางวิชาที่เรียนไม่พร้อมกัน ทำให้มีเวลาพักไม่ตรงกัน หรือเกิดเหตุสุดวิสัย เพื่อนไม่มาเรียน ดังนั้น น้องๆ จะต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต หรือทำอะไรคนเดียว อย่างเช่น การไปกินข้าว ไปซื้อของ รวมไปถึงตัดสินใจลงทะเบียนเรียนวิชาที่อยากเรียน แต่ไม่มีเพื่อนเรียนด้วย คิดซะว่า อย่างน้อยเราจะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ เพิ่มด้วย
7) พี่รหัส-น้องรหัส ช่วยเหลือดูแลกันไป
เข้ามหาวิทยาลัยปุ๊ป ก็มีคนดูแล คอยชี้แนะแนวทาง ทั้งการเรียน และการใช้ชีวิตแบบนิสิตนักศึกษาทันที เฟรชชี่ส่วนใหญ่ก็จะตื่นเต้น อยากรู้ว่าพี่รหัสตัวเองคือใคร ช่วงแรกก็มักจะต้องทำภารกิจต่างๆ จนกว่าจะหาพี่รหัสเจอ แต่หลังจากนั้นพี่ๆ ก็จะคอยดูแล เทคแคร์ พาไปกินของอร่อย เอาหนังสือ ชีทเรียน หรือ Lecture มาให้ รวมไปถึงคอยให้คำปรึกษาเรื่องการลงทะเบียน รีวิววิชาเรียนและอาจารย์ แนะแนวการบ้านและข้อสอบ หรือเรื่องความรักด้วย
แต่สำหรับบางคนการมีพี่รหัส น้องรหัสอาจจะไม่ได้เป็นความแตกต่าง หรือความแปลกใหม่มากนัก เพราะขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียน ก็มีสายรหัสกันอยู่แล้ว อาจจะมีทั้งตารหัส ยายรหัส ลุงรหัส ป้ารหัสกันเลยด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม การมีพี่รหัส น้องรหัสในรั้วมหาวิทยาลัย ก็ต้องเปลี่ยนเปลงกันบ้างแหละ อย่างเช่น การดูแลเอาใจใส่มากขึ้น (เปย์มาขึ้น//หรอ?) การส่งต่อหนังสือ ชีทเรียน หรือ Lecture เป็นต้น
แต่สำหรับบางคนการมีพี่รหัส น้องรหัสอาจจะไม่ได้เป็นความแตกต่าง หรือความแปลกใหม่มากนัก เพราะขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียน ก็มีสายรหัสกันอยู่แล้ว อาจจะมีทั้งตารหัส ยายรหัส ลุงรหัส ป้ารหัสกันเลยด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม การมีพี่รหัส น้องรหัสในรั้วมหาวิทยาลัย ก็ต้องเปลี่ยนเปลงกันบ้างแหละ อย่างเช่น การดูแลเอาใจใส่มากขึ้น (เปย์มาขึ้น//หรอ?) การส่งต่อหนังสือ ชีทเรียน หรือ Lecture เป็นต้น
จะว่าไปเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงระหว่างการเรียนในโรงเรียนกับมหาวิทยาลัยที่น้องมัธยมฯจะต้องปรับตัวมีเยอะแยะมากมาย เรียกได้ว่าเกือบทุกเรื่องเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ พี่แนนนี่เชื่อว่า มันจะไม่เกินความสามารถของน้องๆ อย่างแน่นอนค่ะ ทีมงาน Dek-D เป็นกำลังใจให้นะคะ ส่วนพี่ๆ นิสิตนักศึกษาคนไหนที่เจอความแตกต่าง หรือวิธีรับมือกับปัญหานอกเหนือจากนี้ ลองเอามาแลกเปลี่ยนให้เพื่อนๆ น้องๆ ฟังกันนะคะ








2 ความคิดเห็น
ข้อ6 นี่ม.ปลายก็เป็น ขี้เกียจไปไหนเป็นกลุ่มทำอะไรช้า กว่าจะไปไหนได้ทีต้องรอกันมาครบ
มันก็ไม่เสมอไปหรอก แล้วแต่คณะ บางคณะก็สบาย ชิวๆ บางคณะก็งานบานแทบล้มประดาตายอย่างคณะเราเป็นต้น มีอีกเยอะที่น้องม.ปลายต้องเจอ สงครามลงทะเบียนงี้ อาการผวาเวลาจารย์โพสเฟสงี้ สงครามโปรเจค มหกรรมพรีแหลกแจกเอฟ มหกรรมเปลืองตังปริ้นงาน เทศกาลไม่หลับไม่นอน เทศกาลไฟลนตูด นี่คือบางคณะนะ