ลองมองย้อนไปตอนที่ยังเป็นเด็กมัธยมฯ วัยใส เชื่อว่าใครหลายๆ คน จินตนาการ วาดฝันชีวิตนิสิต นักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยของตัวเองในอนาคตเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะการวาดภาพตัวเองกับความอิสระ ความสบายอกสบายใจของการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากในรั้วโรงเรียน หรือบางคนอาจจะได้ยินเรื่องเล่า หรือข่าวลือต่างๆ นานา แล้วกระตุ้นให้อยากเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยเร็วๆ
แต่เดี๋ยวก่อน...จินตนาการ หรือจะสู้ประสบการณ์ ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น พี่แนนนี่ไม่ได้กำลังจะหมายความว่า โลกในรั้วมหาวิทยาลัยโหดร้ายนะคะ เพียงแต่จะบอกว่า ทุกอย่างๆ มีหลายมุม หลายด้านเสมอ แน่นอนว่าต่างคนก็ต่างมุมมอง ต่างความความคิด ภาพจินตนาการของแต่ละคน ย่อมความแตกต่างกันออกไปค่ะ
พี่แนนนี่มีโอกาสก็ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ หรือจบไปแล้ว ถึงสิ่งที่ “คิด” ตอนสมัยมัธยมฯ กับ สิ่งที่ “เป็น” เมื่อได้เข้าไปใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว วันนี้เลยรวบรวมมาฝาก มาลองดูกันว่า จะเป็นอย่างไรกันแน่
1. นอนตื่นสายได้
สิ่งที่คิด: ไม่มีเข้าแถวเคารพธงชาติ เวลาเริ่มเรียนช้ากว่ามัธยมฯ ทำให้นอนตื่นสายได้สบาย
สิ่งที่เป็น:
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ได้เข้าเรียนสายกว่ามัธยมฯ จริงค่ะ แต่มีเวลานอนน้อยกว่าเดิมนะ"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ตื่นสายไม่ได้เลยครับ มีเรียนเช้า แถมไม่มีเคารพธงชาติ ไม่มีจริยธรรม ไม่มีโฮมรูม มาช่วยดึงเวลาอีก"
นิสิตคนหนึ่งบอกว่า "มีเรียนสาย แต่ก็ต้องตื่นเช้า เพราะต้องเผื่อเวลาเดินทาง บ้านอยู่ไกลค่ะ"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ได้นอนตื่นสายสมใจ แล้วก็ไม่ได้เข้าคาบนั้นเลยค่ะ"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "จะเรียนเช้า เรียนบ่าย จะมัธยมฯ จะมหา’ลัย ก็เหมือนกันครับ ก็ตื่นสายอยู่ดี เข้าเรียนไม่ทันอยู่ดี"
จากความคิดที่จะได้นอนตื่นสายในวันไปเรียน ก็ไม่เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดเท่าไหร่นะคะ เพราะยังไงแล้ว การนอนตื่นเช้า ตื่นสาย ก็ยังคงเป็นเรื่องส่วนบุคคล และเป็นกิจวัตรเป็นความรับผิดชอบของแต่ละคนไป อาจจะขึ้นอยู่กับตารางเรียน และความสะดวกของแต่ละบุคคลมากกว่านะคะ
2. อยู่หอ...สบาย ใกล้ๆ ไม่ต้องตื่นเช้า
สิ่งที่คิด: ไปอยู่หอ ใกล้มหาวิทยาลัย ใกล้ห้องเรียน ไม่ต้องรีบตื่น ไม่ต้องเผื่อเวลาเดินทาง สบายๆ ชิวๆ แถมกลับดึกได้
สิ่งที่เป็น:
นิสิตคนหนึ่งบอกว่า "หมดห่วงเรื่องเผื่อเวลาเดินทาง แต่ก็ต้องระวัง เพราะจะคิดว่า ใกล้ๆ แปปเดียวก็ถึง พอนาฬิกาปลุก ก็คิดว่าอีกแปปเดียวค่อยตื่นก็ได้ หลับต่ออีกหน่อย สุดท้ายกลายเป็นสายหนักกว่าเดิมอีกครับ"
นิสิตคนหนึ่งบอกว่า "ก็สบายนะคะ ไม่ต้องนั่งรถไกล แต่หอในก็ปิดตามเวลานะ เถลไถลไม่ได้หรอก"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ตื่นเช้าเหมือนเดิมเลย ต้องเผื่อเวลาไปกินข้าว ไปถ่ายเอกสารชีทเรียนก่อนเข้าเรียน"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "สบายมากครับ กลับดึกๆ ก็ได้ เพราะไม่ต้องตื่นเช้า"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "เผื่อไว้สบายใจกว่าค่ะ ก็เลยตื่นเช้าเหมือนเดิม เพราะไม่งั้นถ้าสาย ก็จะสาย แบบสายไปเลยค่ะ"
นอกจากนี้เพื่อนๆ พี่ๆ หลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “เด็กหอ ส่วนใหญ่มักจะไปเรียนสายกว่า เพราะอยู่ใกล้ เลยชะล่าใจ” แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลอยู่ดีนั่นแหละค่ะ เพราะไม่ว่าจะอยู่หอ อยู่บ้าน ก็มีทั้งคนที่ตื่นสายกว่าเดิม แต่ไปทันเวลา คนที่ตื่นเช้ากว่าเดิม เพราะกลัวไปสาย หรือคนที่ตื่นสายและไปเรียนสายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ซึ่งไม่ว่าน้องจะอยู่ที่ไหน พี่แนนนี่ว่าก็ควรจะตื่นในเวลาที่ จะสามารถเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งกินข้าว-เดินทาง และเข้าเรียนให้ทันเวลาได้ค่ะ
3. หาแฟนได้ง่าย
สิ่งที่คิด: เข้ามหา'ลัย เจอเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้องมากมาย เดี๋ยวก็มีแฟนสักคน
สิ่งที่เป็น:
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "หาไม่ยากครับ ไปทำกิจกรรม ไปค่ายก็เจอ แต่จะรักกันนานไหมอีกเรื่องนึง แต่ผมยังโสดนะครับ"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "เจอคนเยอะ แต่ไม่ได้แปลว่า เขาจะมาสนใจเรานะคะ"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ทำกิจกรรมก็เยอะ ไม่เห็นมีใครเข้ามาในชีวิตเลย"
นิสิตคนหนึ่งบอกว่า "กลายเป็นเพื่อนไปเลยค่ะ หนูไม่ได้ชอบเพศเดียวกันนะ แต่เขาน่ะชอบเพศเดียวกัน"
นิสิตคนหนึ่งบอกว่า "เจอคนเยอะก็จริง แต่ไม่รู้จัก หรือสนิทกับใครเป็นพิเศษเลย"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "แล้วแต่ดวง แล้วแต่หน้าตา แล้วแต่โชคชะตาค่ะ เพราะเพื่อนก็เจอแฟนจากค่ายนี่แหละ"
อย่างที่พี่ๆ เพื่อนๆ ว่ากันนั่นแหละค่ะ แม้ว่าจะได้เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมใหม่ เปลี่ยนสังคมใหม่ เจอผู้คนเยอะแยะมากมาย ส่วนนึงก็เป็นเพราะโชคชะตาฟ้าลิขิต ก็จะมีทั้งคนที่สะดุดเข้ากับความรัก แต่บางคนก็ยังครองตัวเป็นโสด จีบไม่ติดบ้าง ไม่มีคนจีบบ้าง ก็เลยทำให้ยังไม่มีใครสักคนข้างกาย หรือบางคนก็กลายเป็นเพื่อนสาว เพื่อนช็อปปิ้งกันไปหมด
4. วิชาเรียนน้อย มีเวลาว่างเยอะ
สิ่งที่คิด: แต่ละวันเรียนไม่กี่ตัว ก่อนเรียน/หลังเลิกเรียน มีเวลาว่างเพียบ เที่ยวได้ ทำอะไรก็ได้
สิ่งที่เป็น:
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "เรียนน้อยค่า แต่วิชานึงเรียนนาน 3 – 4 ชั่วโมง เลิกเรียนก็เย็นแล้ว หมดพลังแล้ว ไม่มีแรงไปทำอย่างอื่นละ"
นิสิตคนหนึ่งบอกว่า "วิชาน้อย แต่ก็เรียนหนักมาก งานก็เยอะมากกกกก"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ว่างเป็นช่วงๆ ยิ่งขึ้นปีสูงๆ ยิ่งว่าง แต่ก็ต้องแบ่งมาทำรายงาน ทำงานโปรเจ็ค"
นิสิตคนหนึ่งบอกว่า "ทำอะไรก็ได้ ก็ทำการบ้าน ทำรายงานไงครับ"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ว่างเป็นบางวันนะคะ ก็ไปเที่ยวได้ แต่ห้ามลืมทำงาน ไม่งั้นจะต้องปั่นใกล้สอบ นอนดึกแน่"
ใครว่าเรียนมหาวิทยาลัยจะสบาย จะว่าไปก็ไม่จริงซะทีเดียวนะคะ ก็มีทั้งช่วงที่สบาย เดินห้าง ดูหนัง เที่ยวเล่นชิวๆ มากมาย แต่ก็มีช่วงที่หนักๆ ใกล้สอบ หรือใกล้ส่งงานทั้งหลาย เพราะเวลาว่างก็จะหมดไปกับการปั่นงานนั่นแหละค่ะ แต่ก็อย่างว่าแหละ พอมีเวลาว่างก็ไปเที่ยวเล่น ไม่ทยอยทำงาน พอถึงเวลาก็มานั่งกังวล ทำงานอดหลับอดนอนนี่แหละ
5. แต่งตัว แต่งหน้าไม่หน้าสด
สิ่งที่คิด: ไปเรียนจะแต่งตัว แต่งหน้าทำผมอะไรก็ได้
สิ่งที่เป็น:
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ตื่นไปเรียนให้ทันก็พอแล้วครับ"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "แต่งได้แค่อาทิตย์เดียวค่ะ นอกนั้นแค่ตื่นให้ทันก็เก่งแล้ว"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ม.หนูระเบียบจัด เสื้อผ้าหน้าผมไม่ต่างจากมัธยมเท่าไหร่ โดยเฉพาะปี 1 ทำไรไม่ได้เลย"
นิสิตคนหนึ่งบอกว่า "จะทำอะไรก็ได้ ตามใจแหละครับ แต่ก็ต้องอยู่ในความเหมาะสม"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "แรกๆ ก็เห่อ ตื่นมาแต่งแต่เช้า หลังๆ ก็ขี้เกียจ เอาเวลาไปนอนดีกว่า"
พี่แนนนี่ว่าขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัยด้วยค่ะ บางมหาวิทยาลัยอาจจะมีอิสระหน่อย แต่บางมหาวิทยาลัยก็ยังระเบียบค่อนข้างเข้ม แต่แน่นอนว่าแตกต่างจากมัธยมฯ เพราะน้องจะสามารถเลือกแต่งหน้า ทำผม ใส่รองเท้า ถือกระเป๋าได้ตามใจชอบ แต่ก็ต้องแต่งให้เหมาะสมและถูกต้องตามกาลเทศะ ที่สำคัญจะต้องปลอดภัยกับตัวเองด้วยค่ะ
6. การบ้านน้อย
สิ่งที่คิด: การบ้านนิดเดียว ไม่ต้องกลับบ้านนั่งทำทุกวัน
สิ่งที่เป็น:
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "การบ้านนิดเดียว แต่ยากมาก ใหญ่มาก"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "การบ้านไม่มี มีแต่โปรเจ็คส่งท้ายเทอม หนักหน่วงค่า //ปั่นวนไป"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ไม่จริง ต้องอ่าน ต้องทวนเนื้อหา ต้องหาข้อมูลเยอะเลย"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "มีทุกสัปดาห์ สั่งสัปดาห์นี้ ส่งสัปดาห์หน้า"
นิสิตคนหนึ่งบอกว่า "ไม่น้อยนะ เยอะมาก ยากมาก ต้องอ่านเยอะ"
พอถามถึงข้อนี้ แต่ละคนมาเต็มมากจริงๆ ค่ะ แลดูหนักหน่วงกันทุกคน ทุกคณะ ทุกมหาวิทยาลัยเลย ส่วนมากเน้นกันว่า งานจะยาก และยิ่งใหญ่กว่าตอนมัธยมฯ หนึ่งชิ้นใช้เวลาทำค่อนข้างนาน และจะต้องอ่านศึกษาหาข้อมูลกันเยอะ ถึงจะทำได้ค่ะ แถมต้องมีรายงาน มีโปรเจ็คชิ้นใหญ่ๆ รออีก ก็เลยยิ่งหนักกันเข้าไปใหญ่ ซึ่งจริงๆ งานแต่ละชิ้น อาจารย์ก็จะให้เวลาทำกันนะ (บางคนต่อรองเวลาได้ด้วย) โดยเฉพาะงานใหญ่ๆ จะให้เวลาเยอะ แต่พอใกล้ส่ง ก็ค่อยเริ่มทำกันทั้งนั้นแหละ น้อยคนมากที่จะตั้งแต่อาจารย์สั่ง ไม่ไปปั่นเอาช่วงท้ายๆ
7. ไม่มีหนังสือไปเรียน สบาย
สิ่งที่คิด: กระเป๋าเบา เอาไปแค่ปากกากับสมอง ไม่ต้องแบกหนังสือไปเรียนเยอะ ชิว
สิ่งที่เป็น:
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ได้กองชีทมาแทนสิครับ"
นิสิตคนหนึ่งบอกว่า "บางวิชาหนังสือเล่มใหญ่ และหนักมากจ้า"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "สมบัติเยอะยิ่งกว่า มีทั้งโน้ตบุ๊ค สมุด กล่องดินสอ หนังสือ ชีทเต็มไปหมด"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "มีหนังสือนะ แต่ไม่เอาไป อ่านกับเพื่อนให้ห้อง"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "เงินหมดไปกับค่าชีท แล้วราคาพอพอกับหนังสือดีดีเล่มนึงเลยค่ะ"
จะว่าไปแล้วแต่วิชา แล้วแต่อาจารย์นะ บางวิชาก็มีหนังสือ บางวิชาก็มีชีท บางวิชามีทั้งคู่ แต่ที่แน่ๆ หลายคนจะต้องมีสมุดจดแลกเชอร์ จะรวมมิตรทุกวิชาเล่มเดียว หรือรวมมิตรในหนึ่งวัน หรือแยกวิชากันไปเลยก็ตามสะดวก หรือกระดาษเป็นแผ่นๆ ก็ตาม เพราะบางครั้งอาจารย์อาจจะบอกแนวข้อสอบ และความเป็นจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การถ่ายเอกสารชีท ไม่ว่าจะเป็นชีทเรียน หรือสมุดจดแลกเชอร์ของเพื่อนคนอื่นๆ เรียกได้ว่า ร้านถ่ายเอกสารกิจการรุ่งเรืองเป็นเทน้ำเทท่ากันเลย
8. ทำกิจกรรม เสียการเรียน
สิ่งที่คิด: กิจกรรมในมหา'ลัย เยอะมาก ต้องโดดเรียน ทำให้เสียการเรียนแน่ๆ
สิ่งที่เป็น:
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "กิจกรรมเยอะ ก็ไม่ทำให้เสียการเรียนนะคะ ถ้าแบ่งเวลาเป็น"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของแต่ละคน อย่าเหมารวม"
นิสิตคนหนึ่งบอกว่า "บางกิจกรรมก็ทำให้เสียเวลา เสียการเรียนจริงครับ"
นิสิตคนหนึ่งบอกว่า "กิจกรรมก็เข้าตามความสมัครใจ ต้องแบ่งเวลาให้ได้สิ"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ถ้าแบ่งเวลาไม่ดี เกรดตกแน่นอนค่ะ"
หลายคนมองว่า กิจกรรมเป็นดาบ 2 คม ช่วยให้คนทำได้รับประสบการณ์มากมาย แต่ในขณะเดียวกันถ้าแบ่งเวลาได้ไม่ดี ก็อาจจะทำให้เสียการเรียนได้เช่นกัน จากการที่สอบถามมา ส่วนใหญ่ยอมรับว่ากิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัยค่อนข้างมีประโยชน์ แต่ก็มีกิจกรรมไม่น้อยที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์มากนัก แต่ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม จะได้ฝึกฝนความรับผิดชอบ ความบริหารเวลา การวางแผนจัดการ การแก้ไขปัญหา รวมไปถึงอาจจะได้ฝึกเรียนรู้ และทำความเข้าใจผู้อื่นอีกด้วย
9. ไม่ทำกิจกรรม = ไม่มีเพื่อน
สิ่งที่คิด: เพื่อนไปทำกิจกรรม ไปค่ายกันหมดเลย เราไม่ไปไม่มีเพื่อนแน่ๆ
สิ่งที่เป็น:
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ไม่เกี่ยวกันเลยครับ"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ตอนแรกก็กังวลค่ะ แต่เพื่อนหนูไปค่าย พอกลับมา หนูก็รู้จักเพื่อนในค่ายไปด้วย"
นิสิตคนหนึ่งบอกว่า "ไม่ถึงกับไม่มีเพื่อนค่ะ แต่อาจจะมีเพื่อนน้อย หรือไม่ค่อยสนิทกัน"
นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า "ไม่จริง เพราะเพื่อนทั้งกลุ่มก็ไม่ทำ"
นิสิตคนหนึ่งบอกว่า "ก็จริงนะ คนไปทำกิจกรรมจะมีเพื่อนมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น"
อันนี้พี่แนนนี่ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดที่สุด จริงอยู่ว่าการไปทำกิจกรรม ไปค่ายต่างๆ ทำให้ได้เจอสังคมใหม่ๆ เจอผู้คนมากมาย รู้จักคนมากขึ้น มีเพื่อนเยอะขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรม คนที่ไม่ได้ไปค่าย จะไม่มีเพื่อนคบหรือไม่มีใครคุยด้วยเลย เพราะก็ยังมีวิธีอื่นๆ ที่จะทำให้เราหาเพื่อนได้ เช่น ในวิชาเรียน ชมรม สนามกีฬา เป็นต้น
อย่างที่บอกค่ะ แต่ละคนมีบุคลิกต่างกัน เจอเหตุการณ์ เจอสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน ย่อมมีมุมมอง มีความคิดที่แตกต่างกัน พี่แนนนี่ว่า ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอาจจะไม่เหมือนที่เราจินตนาการ หรือวาดฝันไว้บ้าง แต่ก็ไม่โหดร้ายเกินไป น้องๆ สามารถปรับตัวในการใช้ชีวิตแน่นอนค่ะ (อ่าน How to ปรับตัว: คลิก)










1 ความคิดเห็น
ข้อ 9 ไม่ทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัย กิจกรรมของคณะ กิจกรรมของชมรม ไมมีเพื่อน
ก็สามารถเรียนจบมหาวิทยาลัย มีสังคม และมีงานทำค่ะ