22 กฎง่ายๆ จาก Pixar ที่จะทำให้นิยายของคุณ
กลายเป็นปรากฏการณ์! (ภาคแรก)
สวัสดีค่ะชาวนักเขียนเด็กดีทุกคน เชื่อว่าหลายคนในที่นี้ต้องรู้จักกับ Pixar สตูดิโอสร้างการ์ตูนชื่อดังสัญชาติอเมริกันที่ปัจจุบันนี้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ “วอลต์ ดิสนี่ย์” Pixar ได้ฝากผลงานแหวกกระแสที่สร้างความประทับใจให้พวกเราไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Toy Story, Finding Nemo, Monsters University หรือแม้กระทั่งผลงานภาพยนตร์การ์ตูนชื่อดังล่าสุดที่เพิ่งเข้าฉายไปเมื่อปีก่อนอย่าง “Coco”
อะไรกันนะที่ทำให้การ์ตูนของ Pixar เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก อะไรกันที่ทำให้ใครๆ ต่างก็ตกหลุมรักเรื่องราวของปลาน้อยนีโม อะไรกันที่ทำให้คนเสพติดผลงานจากสตูดิโอนี้อย่างงอมแงม คำตอบง่ายๆ ก็คือ “การเล่าเรื่อง (Storytelling)” นั่นเองค่ะ
หากน้องๆ ต้องการอยากเป็นนักเขียน การเล่าเรื่องถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะนักอ่านจะอ่านนิยายของเราต่อไปหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับวิธีการเล่าเรื่องค่ะ ดังนั้นการผูกร้อยเรื่องราวต่างๆ ให้เข้ากันจึงเป็นหัวใจสำคัญของการเขียนนิยายสักเรื่องนึง และในวันนี้พี่น้ำผึ้งก็นำ 22 กฎจาก Pixar เพื่อสร้างเรื่องราวให้เกิดปรากฏการณ์มาฝากค่ะ โดยนี่เป็นเทคนิคที่เอ็มม่า โค้ทส์ Storyboard Artist ผู้สร้างเรื่อง Brave ใช้ (ซึ่งเธอทวิตลงทวิตเตอร์ส่วนตัวของตัวเอง @lawnrocket) จะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลยดีกว่าค่ะ
#1: คุณต้องชื่นชมความพยายามของตัวละคร มากกว่าชื่นชมในความสำเร็จของพวกเขา
เมื่อตัวละครประสบความสำเร็จ แน่นอนว่าเราย่อมยินดีในความสำเร็จนั้น แต่จะมีใครรู้บ้างมั้ยว่ากว่าจะมาถึงฝั่งฝันและคว้าชัยชนะแบบนี้ พวกเขาต้องล้มเหลวมาแล้วกี่ครั้ง คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นมุมนี้หรอก เห็นอีกทีก็คือตอนที่เข้าเส้นชัยไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่นนักว่ายน้ำที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิก ทุกคนยินดีกับความสำเร็จของเขา แต่ไม่เคยมีใครรู้เบื้องลึกเบื้องหลังว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องผ่านการอดทนฝึกซ้อมมานานแค่ไหน บางคนอาจเป็นเดือน บางคนอาจเป็นปี ไม่มีใครประสบความสำเร็จในวันเดียวหรอก
การเล่าเรื่องก็เหมือนกันค่ะ ถ้าเราเล่าแค่ว่าตัวละครของเราชนะ มันก็เป็นอะไรที่ไม่น่าจดจำ ตรงกันข้ามหากเราเล่าว่าเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ทั้งความโหดร้าย ความหนักหน่วง ความทุกข์ใจ ต้องเสียน้ำตากี่ครั้ง ต้องล้มกี่ครั้งกว่าจะมาถึงจุดนี้ มันจะทำให้นักอ่านเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เข้าใจเขา แล้วในที่สุดเมื่อถึงตอนท้ายของเรื่อง สิ่งที่ทำให้นักอ่านตกหลุมรักเรื่องราวของเราไม่ใช่ความสำเร็จของตัวละแล้วค่ะ แต่เป็นความพยายามของตัวละครต่างหาก
เพราะฉะนั้นจงชื่นชมในความพยายามของตัวละคร มากกว่าที่จะชื่นชมกับความสำเร็จของพวกเขานะคะ ^ ^
#2: คุณต้องจดจำสิ่งที่น่าสนใจสำหรับคุณในฐานะนักอ่าน ไม่ใช่สิ่งสนุกที่จะทำในฐานะนักเขียน สองอย่างนี้แตกต่างกันมาก
จริงอยู่ที่เราสร้างสรรค์ผลงานแต่ละเรื่องขึ้นมาเพราะความสุขทางใจของเราทั้งนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากต้องการที่จะให้ผลงานเราเป็นที่น่าจดจำและติดตลาด เราควรเขียนในสิ่งที่คิดว่านักอ่านจะสนใจ ทั้งนี้พี่ไม่ได้หมายความว่าให้เราเขียนนิยายตามกระแสนะคะ มันคนละความหมายกัน แต่พี่หมายถึงว่าให้เราเขียนในแบบของเรานี่แหละ แต่แค่มองหาสิ่งที่คิดว่านักอ่านจะสนใจ หยิบมันมาเป็นกิมมิคของเรื่องหรือหยิบมาเป็นองค์ประกอบระหว่างดำเนินเรื่อง เช่น ถ้าคนสมัยนี้ชอบเรื่องรักเบาสมอง มันจะดีกว่าไหมถ้าเราแทรกมุขตลกๆ ลงไปในนิยายของเราบ้าง (กรณีที่นิยายของเราเป็นแนวเครียด) เป็นต้นค่ะ ทีนี้นักอ่านก็สนใจ เราก็แฮปปี้ วิน-วินทั้งคู่
#3: การคุมธีมเรื่องเป็นสิ่งสำคัญ แต่เราจะไม่มีทางเห็นหรอกว่าจริงๆ แล้วมันเป็นยังไง จนกว่าเราจะเขียนมันจบ จากนั้นก็รีไรท์ซะ!
นักเขียนหลายคนกังวลว่านิยายของเราจะสนุกมั้ย จะมีคนอ่านหรือเปล่า ธีมเรื่องเป็นแบบนี้โอเคแล้วใช่มั้ย กังวลกันไปล่วงหน้าได้อีก เอาล่ะ ดึงสติกันสักนิด ความจริงแล้วนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่เลยสักนิด เราไม่มีทางรู้หรอกว่านิยายของเราจะออกมาหน้าตาแบบไหน เนื้อเรื่องจะดำเนินไปในทิศทางใด เราจะไม่มีทางรู้จนกว่าจะเขียนมันจบ! เชื่อเถอะว่าถ้าเขียนจบ ข้อสงสัยต่างๆ ในหัวก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง มันจะเคลียร์กันไปชัดๆ เลย แต่ปัญหาก็คือคนส่วนใหญ่เขียนไม่จบนี่สิ ซึ่งมันเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ พี่น้ำผึ้งขอแนะนำให้น้องๆ เริ่มจากการเขียนตอนจบก่อน น้องๆ อาจจะร่าง หรือทำยังไงกับมันก็ได้ให้ตัวเองเห็นภาพตอนจบมากที่สุด ก่อนที่เราจะค่อยๆ ตกผลึกส่วนอื่นๆ ของเรื่อง เพราะเมื่อเราเห็นปลายทาง (เป้าหมาย) ชัดเจน เราก็จะหาหนทางไปสู่ตอนจบได้เองค่ะ ไม่ต้องกังวลว่าจะหาหนทางไม่ได้ เชื่อสิว่าถึงตอนนั้นมันจะมีทางของมันเอง #เชื่อพี่เถอะพี่ทำมาแล้ว
#4: กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมี___ ทุกๆ วัน__ วันหนึ่ง__ ด้วยเหตุนี้ ___ และด้วยเหตุนี้ ___ จนในที่สุด ___
เทคนิคนี้เรียกว่า “The Story Spin” ของเคนน์ อดัมส์ มันเป็นเทคนิคที่ใช้กันในวงการละครและภาพยนตร์ โดยทาง Pixar ได้หยิบเทคนิคนี้มาใช้ แล้วผลก็คือมันเป๊ะปังเวอร์! ซึ่งพี่จะขออธิบายกฎข้อนี้ด้วยตัวอย่างง่ายๆ เพื่อให้เห็นภาพกันค่ะ แอบหยิบภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง THE INCREDIBLES ของ Pixar มาเป็นตัวอย่างนะ อิอิ
- กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีซุปเปอร์ฮีโร่ชื่อว่า Mr. Incredible ผู้ถูกบังคับให้มีชีวิตที่เหมือนคนธรรมดาในสังคมที่มองว่าซุปเปอร์ฮีโร่เป็นตัวประหลาด
- ทุกๆ วัน เขารู้สึกหงุดหงิดกับชีวิตอันน่าเบื่อและแสนงี่เง่าของเขานี้
- แต่วันหนึ่ง เขารับภารกิจซุปเปอร์ฮีโร่แบบลับๆ จากคนแปลกหน้าคนหนึ่ง
- ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตกเข้าไปอยู่ในกับดักของปีศาจร้ายที่อยู่ๆ ก็กลายเป็น Syndrome วายร้ายคู่ปรับตัวเอ้ของ Mr. Incredible.
- ด้วยเหตุนี้ Syndrome จึงสามารถจับตัว Mr. Incredible. มาเป็นเชลยได้
- และด้วยเหตุนี้ Syndrome จึงวางแผนสร้างยักษ์ หุ่นยนต์นักฆ่าเพื่อทำลายล้างโลก
- จนในที่สุด Mr. Incredible ก็หนีออกมาจากห้องขังได้และทำลายยักษ์และหุ่นยนต์นักฆ่า
เห็นไหมคะว่าการเขียนโครงเรื่องแบบนี้จะทำให้เราเห็นภาพนิยายของเราชัดเจนและทำให้เราสามารถเขียนไปได้จนถึงตอนจบค่ะ
#5: ลดความซับซ้อน โฟกัส รวมตัวละครไว้ด้วยกัน จากนั้นกระโดดไปยังฉากต่างๆ แล้วตัดมันทิ้งซะ คุณจะรู้สึกเหมือนว่าคุณกำลังสูญเสียสิ่งที่มีค่า แต่มันจะทำให้คุณเป็นอิสระ
หัวใจของข้อนี้ก็คือ “ความง่าย” แค่ความง่ายของเรื่องเท่านั้น จงทำให้นิยายของเราง่ายเข้าไว้ แม้มันจะเป็นเรื่องยากก็ตามที ที่เราต้องทำก็คือให้ตัดฉาก ตัวละคร หรือไอเดียต่างๆ ออกไป (แม้ลึกๆ เราจะคิดว่ามันเป็นไอเดียที่ดีก็ตาม) ทั้งนี้เพื่อให้นักอ่านเห็นภาพแกนหลักของเรื่องที่เราต้องการจะสื่ออย่างชัดเจน
จากนั้นจับตัวละครทั้งหมดในเรื่องมารวมกันแล้วดูว่าบทบาทและนิสัยของพวกเขาคล้ายคลึงกันหรือไม่ ถ้าหากว่ามีคล้ายคลึงกัน ก็ตัดตัวใดตัวหนึ่งออกไปซะ พวกเขาควรเกิดมาเพื่อเป็นตัวละครตัวเดียวกัน ต่อมาให้ดูที่ฉากต่างๆ ของเรื่องและตัดซีนที่ไม่สำคัญและไม่เป็นประโยชน์ต่อเรื่องออกไปซะ ถ้าหากว่านั่นไม่ช่วยให้เนื้อเรื่องดำเนินต่อได้ อย่าลืมว่าฉากแต่ละฉาก ตัวละครแต่ละตัวควรให้ข้อมูลใหม่ๆ หรือนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้แก่นักอ่าน ถ้ามันไม่เข้าข่ายนี้ก็จงตัดออกไปอย่าได้เสียดาย ความเรียบง่ายนี่แหละที่จะเอาชนะใจนักอ่านได้
#6: ตัวละครของเราเก่งเรื่องอะไร? ลองโยนสิ่งตรงข้ามให้พวกเขาซะ ท้าทายเขาหน่อย แล้วคอยดูว่าพวกเขาจะจัดการกับมันยังไง
สำหรับข้อนี้ก็เหมือนกับการพาตัวละครของเราออกจากคอมฟอร์ทโซนนั่นเองค่ะ ให้ตัวละครทำในสิ่งที่พวกเขาไม่เคยทำ ท้าทายความสามารถพวกเขาและคอยดูปฏิกิริยาว่าจะตอบโต้ยังไง ตัวละครจะพัฒนาไปได้ไกลมากน้อยแค่ไหน การทำแบบนี้จะทำให้นักอ่านเห็นพัฒนาการของตัวละครเรา อีกทั้งยังทำให้เนื้อเรื่องของเรามีความขัดแย้งและน่าตื่นเต้นค่ะ เช่น ถ้าตัวละครไม่ชอบการโกหก เราก็อาจจะลองจับพวกเขาไปอยู่ในสถานการณ์ที่ “ต้อง” โกหกเพื่อให้รอดชีวิต จากนั้นจับตาดูว่าพวกเขาจะทำยังไง ความขัดแย้งนี่แหละเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เรื่องน่าติดตาม
#7: คิดถึงตอนจบก่อนคิดถึงกลางเรื่อง จริงๆ นะ ตอนจบยากกว่า มันจะช่วยให้คุณทำงานได้ดีขึ้น
เหมือนที่กล่าวไปในกฎข้อที่ #3 เอาตรงๆ นะ ก่อนเขียนนิยายสักเรื่องควรคิดถึงตอนจบไว้เสมอว่าเป็นยังไง การเห็นภาพตอนจบชัดเจนจะทำให้เราสามารถตั้งเป้าหมายในการเขียนได้ สำหรับการเขียนตอนจบนั้น อยากให้น้องๆ ลองคิดถึงรายละเอียดของตอนจบที่ต้องการ หลักๆ เลยก็จะเป็นการเฉลยปม ความขัดแย้งต่างๆ รวมไปถึงคำถามที่นักอ่านตั้งข้อสงสัยไว้ขณะที่อ่านนิยายของเรา นั่นยังรวมไปถึงการหักมุมต่างๆ ในเรื่อง อารมณ์ ความรู้สึกของตัวละคร รวมทั้งการแก้ปมและข้อคิดหลังจากอ่านนิยายเรื่องนี้จบค่ะ
#8: เขียนเรื่องให้จบ ถ้ามันไม่เพอร์เฟคท์ก็ปล่อยไป ในโลกอุดมคติก็เหมือนกันนั่นแหละ คุณมีทั้งคู่ แต่เราอยากให้คุณก้าวต่อไปแล้วทำครั้งถัดไปให้ดีขึ้น
ปัญหาของนักเขียนส่วนใหญ่คือต้องการให้งานออกมา “สมบูรณ์แบบ” พอเขียนจบก็แก้ซ้ำแล้วซ้ำอีก แก้อยู่นั่น แก้วนไปจนต้นฉบับเปื่อยหมดแล้วก็ยังไม่พอใจ เพราะรู้สึกว่ามันไม่เพอร์เฟคท์สักที ดังนั้นเอ็มม่า หนึ่งในผู้สร้างการ์ตูน Brave ได้แนะนำให้เรารู้จัก “การปล่อยวาง” ค่ะ
สังเกตมั้ย ยิ่งพยายามแก้มากเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่ามันจะยิ่งเจอจุดผิดมากขึ้น เราก็แก้วนไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นแบบนี้แหละค่ะ เพราะคำว่าสมบูรณ์แบบและเพอร์เฟคท์ไร้ที่ติไม่มีอยู่ในจริงโลก ดังนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือยอมรับในงานของเราที่มีอยู่ ไม่ต้องพยายามหาข้อผิดพลาดให้มากขึ้นกว่านี้ (หลังจากการรีไรต์ครั้งที่แปดล้าน) และก้าวต่อไป นำข้อผิดพลาดนั้นมาปรับปรุงให้งานครั้งต่อไปของเราดีขึ้นค่ะ

La Luna
#9: เมื่อคุณตัน จงลิสต์สิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นมาให้หมด บ่อยครั้งที่เนื้อหาเหล่านี้ช่วยให้คุณไปต่อได้
ถ้าหากเราตัน เอ็มม่าแนะนำให้เราลองถามตัวละครดูว่า “ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น สิ่งสุดท้ายที่พวกเขาทำจะเป็นอะไร?” อย่าลืมว่าตัวละครของเรามีพฤติกรรม ลักษณะนิสัย ความต้องการและเป้าหมายเหมือนกับคนจริงๆ ตรงจุดนี้แหละที่จะช่วยเราคลี่คลายปัญหาคาใจทั้งหมด ตัวละครจะเป็นฝ่ายตอบเราเองว่าพวกเขาจะทำอย่างไร ดังนั้นเมื่อไอเดียโผล่มา ลองเขียนมันและตัดสิ่งที่ไม่เข้าท่าออกไปเพื่อให้ได้ไอเดียที่ดีที่สุดนะคะ
#10: หยิบเรื่องที่คุณชอบออกมา อะไรที่คุณชอบในเรื่องราวนั้นๆ เป็นส่วนหนึ่งของคุณ คุณต้องรู้จักมันก่อนที่คุณจะหยิบมันมาใช้ในงานของคุณ
กฎข้อนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ค้นหา “องค์ประกอบ” ที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวที่เราชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นโทนเรื่อง พล็อต ปม ตัวละคร ฉากและอื่นๆ เราจำเป็นต้องเข้าใจทุกองค์ประกอบอย่างถ่องแท้ เพราะมันจะช่วยให้เราเข้าใจว่า แท้จริงแล้วการเล่าเรื่อง "ให้คนชอบ" มันเป็นยังไง
ในขั้นตอนแรก เราต้องเขียนสิ่งที่เราชอบเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ และศึกษา ทำความเข้าใจกับตัวเองว่าทำไมถึงชอบ ชอบได้อย่างไร ชอบตอนไหน การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราหาวิธีนำมันปรับใช้ในงานของเราได้ ซึ่งแตกต่างจากการลอกเลียนแบบงานคนอื่นค่ะ มันจะทำให้เราเข้าใจว่าเราต้องทำแบบไหนถึงจะทำให้งานเขียนของเราออกมาในแบบที่เราต้องการ อีกทั้งยังช่วยให้รู้ว่าองค์ประกอบใดที่เราต้องใส่ลงไปในเรื่องของเราเพื่อให้เรื่องมีความเป็นธรรมชาติและเข้าที่เข้าทางค่ะ
#11: การเขียนลงบนกระดาษจะช่วยให้คุณแก้ไขมันได้ แต่ถ้ามันยังอยู่แค่ในหัวของคุณ ไอเดียเพอร์เฟคท์เหล่านั้น คุณจะไม่มีวันเห็นมันอีกเลย
อีกหนึ่งปัญหาที่นักเขียนส่วนใหญ่เจอก็คือ มีไอเดียอยู่เต็มหัวแต่ไม่สามารถถ่ายทอดลงมาในกระดาษได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ รู้ว่าอยากเขียนอะไร เนื้อเรื่องเป็นแบบไหน ตัวละครพูดอะไร แต่ขี้เกียจเขียนนั่นเอง! สำหรับข้อนี้ก็ไม่มีอะไรเลย ว่ากันตามกฎเป๊ะๆ ถ้าเรามีไอเดียแต่ไม่ยอมเขียนออกมา ระวังเถอะว่าไอเดียจะหายวับไป ถึงตอนนั้นจะมาคร่ำครวญทีหลังไม่ได้นะจ๊ะนักเขียนเด็กดีทั้งหลาย ดังนั้นจงจดไอเดียทั้งหมดในหัว ดีกว่าปล่อยให้มันหายไปเพราะเราลืม!
เป็นอย่างไรบ้างคะกับกฎการเล่าเรื่อง 22 ข้อจาก Pixar ที่พี่น้ำผึ้งนำมาฝากค่ะ บอกเลยว่าถ้านำไปใช้ รับรองการเล่าเรื่องในนิยายของเราจะต้องดีมากขึ้นชัวร์ๆ เพราะนี่คือเทคนิคจากสตูดิโอผู้สร้างการ์ตูนชื่อดังระดับโลกเชียวนะ แต่ช้าก่อน นี่เป็นเพียงแค่ครึ่งแรกเท่านั้น ส่วน 11 ข้อหลังขอแอบยกยอดไว้ในกลเม็ดเคล็ดลับฉบับหน้านะคะ แล้วเจอกันจ้า ^o^
ขอบคุณข้อมูลจาก
ขอบคุณรูปภาพจากภาพยนตร์











2 ความคิดเห็น
เดี๋ยวนี้ทีมงานขยันอัพแปลกๆ แฮะ555 อ่า กิมมิคคือไรครับ
สุดยอดมากค่ะ