9 วิธีอ่านหนังสือง่ายๆ
ที่เป็นประโยชน์มหาศาลต่อนักเขียน
สวัสดีค่ะชาวนักเขียนเด็กดีทุกคน เคยมีคนกล่าวไว้ว่า “การอ่านอย่างกระตือรือร้นคือกุญแจสำคัญของการเป็นนักเขียนที่ดี” ซึ่งพี่น้ำผึ้งเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้นะคะ เพราะในฐานะนักเขียน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับการเขียนนิยายเลยก็คือการอ่านหนังสือนี่แหละค่ะ ยิ่งอ่านมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรู้วิธีการเขียนนิยายมากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การอ่านหนังสือให้มีประสิทธิภาพและสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเขียนนิยายได้ไม่ใช่เรื่องง่าย มันไม่ใช่แค่สักแต่ว่าอ่านเท่านั้น แต่มันมีมากกว่านั้น ซึ่งในวันนี้พี่น้ำผึ้งก็ได้นำฮาวทูอ่านอย่างนักเขียนมาฝากค่ะ รับรองว่าเป็นประโยชน์ต่อน้องๆ นักเขียนเด็กดีแน่นอน
อ่านทีละเล่ม
การอ่านหนังสือหลายๆ เล่มพร้อมกันทำให้เราสับสน มันเหมือนกับเวลาที่เรากินอาหารเรียกน้ำย่อย อาหารหลัก แล้วก็อาหารหวานไปพร้อมๆ กันนั่นแหละค่ะ เราไม่มีทางรับรู้รสชาติที่แท้จริงได้เลยเพราะมันผสมปนเปไปมั่ว
เช่นเดียวกับการอ่านหนังสือ หากว่าเรากำลังสวมบทเป็นนักอ่านอยู่ มันไม่ใช่เรื่องผิดที่เราจะอ่านหนังสือหลายๆ เล่มพร้อมกัน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องโอเคเช่นกันถ้าหากว่าเรากำลังสวมบทเป็นนักเขียนที่กำลังอ่านนิยาย! เพราะการอ่านหนังสือหลายเล่มพร้อมกันทำให้เราไม่สามารถเข้าใจหนังสืออย่างลึกซึ้งค่ะ
การอ่านหนังสือทีละเล่มช่วยให้เราซึมซับโลกของหนังสือนั้นมากขึ้น เรามีแนวโน้มที่จะเก็บรายละเอียดในสิ่งที่เราชอบ ไม่ชอบ รวมทั้งสำนวนเขียนของนักเขียน ถ้าหากเราไม่เคยอ่านหนังสือทีละเล่มเลย ลองเริ่มจากการอ่านหนังสือที่เรารัก หรืออ่านหนังสือที่นักเขียนคนโปรดของเราเขียน ไม่แน่นะว่าเราอาจไม่มีความรู้สึกต้องการอ่านอะไรพร้อมๆ กันเลยก็ได้จ้า
อ่านตอนที่ตื่น
พวกเราส่วนใหญ่มักอ่านหนังสือตอนกำลังจะนอน นี่เป็นวิธีที่ดีถ้าเราอยากหลับง่าย หลับสบาย หลับสนิท แต่เราจะไม่มีทางเรียนรู้จากหนังสือที่เราอ่านเลย (เพราะเรามัวแต่ง่วงและต้องการนอนไงล่ะ) ดังนั้นหากเราต้องการเรียนรู้อะไรบางอย่างจากหนังสือ เราควรอ่านมันตอนที่สมองของเราตื่นตัวค่ะ พูดง่ายๆ ก็คือช่วงตื่นนอนไงล่ะ! รับรองว่าเราจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ส่วนใครที่อยากอ่านอะไรก่อนนอนเพื่อให้หลับง่ายๆ พี่ขอแนะนำให้อ่านพวกเรื่องสั้น แม็กกาซีน หรือคำกลอน คำคมสั้นๆ มากกว่า เก็บหนังสือไว้อ่านตอนสมองกำลังตื่นดีกว่าเนอะ
จดโน้ตสักหน่อย
จดบันทึกเกี่ยวกับสิ่งที่ได้รับขณะที่เรากำลังอ่านเป็นอะไรที่ดีมาก การจดโน้ตทำให้เรารู้จักโฟกัสที่รายละเอียดของหนังสือ ทำให้เราสามารถตกตะกอนว่าเราได้อะไรจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ให้เราด้วยค่ะ ถ้าเราไม่อยากเขียนลงตามขอบหนังสือ ลองจดโน้ตลงบนกระดาษหรือสมุดดู เขียนไปให้หมดทั้งสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ หรือแม้กระทั้งประโยคที่เราประทับใจ พล็อตเรื่อง จุดหักมุม นิสัยตัวละคร จดมาให้หมดเลยจ้า เผื่อนำมันมาใช้ในอนาคต รับรองได้ประโยชน์แน่นอน
ตั้งคำถาม
ขณะที่เรากำลังอ่านหนังสือ ให้ลองถามตัวเอง (และเขียนลงไป) เช่น “ตัวละครตัวนี้ดีหรือไม่?” “แรงจูงใจของพวกเขาคืออะไร?” “นี่เป็นเหตุการณ์ที่สมจริงหรือไม่?” เป็นต้น หลังจากตอบคำถามเสร็จแล้ว หากมีเวลาก็ควรกลับไปอ่านคำถามและคำตอบนั้นมากเท่าที่ทำได้ เราอาจพบว่าคำตอบของเราเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ นับว่าโอเคมากเลยค่ะ เพราะการอ่านคือการแสดงความเห็นอย่างหนึ่ง แล้วเราก็จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากตัวละครนั้นด้วย
มีคำถามหลักๆ ที่ควรถามขณะอ่านหนังสือมีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่ อะไรคือสิ่งที่ทรงพลัง? ทำไมมันทรงพลัง? และมันทรงพลังได้ยังไง? ถ้าหากว่าตอบคำถาม 3 ข้อนี้ได้ เราก็จะได้ร็แก่นแท้และแนวทางในการสร้างสรรค์เรื่องให้ทรงพลังค่ะ
หยิบหนังสือเล่มโปรดมาอ่านซ้ำ
การอ่านหนังสือเล่มโปรดซ้ำๆ ไม่เพียงแต่ช่วยให้เรารู้สึกดีเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราเป็นนักเขียนที่ดีด้วย วิธีง่ายๆ ก็คือ ให้เราเลือกหนังสือเล่มโปรดที่ตรงกับแนวที่เรากำลังเขียนอยู่ จากนั้นอ่านมันซะและถามตัวเองว่าเรารักอะไรในหนังสือเล่มนี้ สิ่งไหนในหนังสือที่ทำให้มันพิเศษ และแน่นอน เราเรียนรู้อะไรจากมันได้บ้าง
นอกจากนี้เรายังควรอ่านหนังสือทุกเล่มของนักเขียนคนโปรดด้วย เพราะยิ่งเราอ่านงานของเขามากเท่าไหร่ เรายิ่งได้เรียนรู้แพทเทิร์นการเขียนของนักเขียนคนนี้ จากนั้นลองสังเกตดูว่ามีแพทเทิร์นไหนบ้างในงานเขียนของเขาที่คล้ายกับงานเขียนของเรา แล้วเราสามารถใช้แพทเทิร์นเหล่านี้ในหนังสือของเราได้มั้ย? มันเวิร์คหรือเปล่า?
ยกตัวอย่างเช่นริเชลล์ มี้ด นิยายของเธอหลายเล่มเป็นธีมรักต้องห้าม ซึ่งมันเป็นสิ่งที่นักอ่านของเธอคาดหวังจากการอ่านนิยายของเธอ (พร้อมกับองค์ประกอบในเรื่องสุดแฟนตาซี) และเธอก็สามารถใช้จุดนี้ขายได้ น้องๆ ก็ต้องหาจุดขายของนิยายตัวเองค่ะ
อ่านหนังสือแนวที่เขียน
การอ่านหนังสือแนวเดียวกับที่เราเขียนคือส่วนสำคัญในการเป็นนักเขียน เพราะมันให้ประโยชน์กับเรามาก มันช่วยให้เรารู้ว่านิยายที่วางขายในตลาดเป็นยังไง ไม่เพียงแค่นั้น มันยังช่วยให้เราเรียนรู้ว่าอะไรที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ มันมีองค์ประกอบอะไรบ้าง แล้วเราควรหลีกเลี่ยงหรือเพิ่มเติมอะไรลงไปในงานเขียนของเราเพื่อให้มันสมบูรณ์และติดตลาด ที่สำคัญอย่าลืมว่าถ้าหากเราอ่านนิยายแนวนี้แล้วรู้สึกไม่ชอบ มันแปลว่านี่เป็นสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นได้กับนักอ่านของเราค่ะ ถึงตอนนั้นก็จงรีบหาทางป้องกันซะ
อ่านนอกเหนือจากแนวที่เขียน
ออกจากคอมฟอร์ทโซนบ้าง การอ่านแบบนักเขียนคือการอ่านที่เราต้องท้าทายตัวเอง มีบางสิ่งที่ท้าทายมากกว่าการอ่านในสิ่งที่เราสบายใจ แล้วความท้าทายเหล่านี้จะสอนเรา นักอ่านของเราและเรื่องราวของเรา งานเขียนบางประเภทมีสไตล์ที่แตกต่างกันมาก ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะเจอความเวอร์วังอลังการหรือแม้กระทั่งสำนวนหรูหราในนิยายแฟนตาซีมากกว่านิยาย YA หรือ เรามีแนวโน้มจะเจอฉากรักหวานแหววในนิยายรักมากกว่านิยายไซไฟ
อย่างไรก็ตามมันมีการทับซ้อนกันอยู่เสมอ บางทีเราอาจต้องการใส่เรื่องรักกุ๊กกิ๊กไว้ในนิยายไซไฟแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง หรือบางทีเราอาจกังวลว่าตัวละครหญิงของเราไม่สตรองเหมือนกับผู้ชาย การอ่านแนวที่แตกต่างช่วยเราได้ค่ะ ในส่วนนี้ นิยายรักจะสอนให้เรารู้จักความรัก ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อเราพบคนพิเศษ ขณะที่นิยายผู้หญิงมักสอนให้เราได้รู้จักความสัมพันธ์หลากหลายแบบ ไม่ใช่เพียงแค่โรแมนติก แต่ยังรวมไปถึงเรื่องครอบครัวด้วย เราก็แค่ต้องอ่านหลายๆ แนวเพื่อหยิบมาใช้เท่านั้น
เมื่ออ่านนิยายแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คืองานเขียนประเภทไม่ใช่นิยาย (Non-Fiction) งานเขียนประเภทนี้อาจฟังดูน่าเบื่อสำหรับบางคน แต่เชื่อเถอะว่ามันอาจเป็นแรงบันดาลใจที่ดีและน่าตื่นเต้นได้ด้วยนะ การอ่านงานเขียนประเภทนี้ทำให้เราสามารถหยิบมาเป็นองค์ประกอบในนิยายของเราได้ค่ะ ถ้าหากไม่รู้จะเริ่มต้นจากอะไร พี่น้ำผึ้งขอแนะนำให้อ่านอะไรที่ช่วยให้เราเป็นนักเขียนได้
อ่านหนังสือเรื่องที่เราเกลียด
แค่คำว่าไม่ชอบมันน้อยไป มันต้องเกลียดเลยทีเดียว หยิบหนังสือเรื่องที่เราเกลียดสุดๆ ขึ้นมาแล้วเราจะพบว่าเราได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากมัน! ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อเราอ่านหนังสือเล่มที่เราไม่ชอบ เราอาจรู้สึกว่ามันไม่ได้ประโยชน์อะไรในฐานะนักอ่าน แต่ในฐานะนักเขียน มันมีประโยชน์มาก เผลอๆ อาจมากกว่าการอ่านหนังสือที่เรารักซะอีก
แค่เพราะเราไม่ชอบบางสิ่งบางอย่าง นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถเรียนรู้อะไรจากมันได้ เราอาจหยิบสิ่งที่เราไม่ชอบมาเพื่อดูว่าไม่ชอบตรงไหน ถ้าเป็นเราจะเขียนยังไง จากนั้นลองนำไปปรับใช้ในนิยายของเรา ยกตัวอย่างเช่นบางคนไม่ชอบอาจ Game of Thrones เพราะสไตล์การเขียนที่ดูยืดยาว แต่คนเหล่านั้นก็ชื่นชมทักษะการสร้างโลกและการวางพล็อตของจอร์จ อาร์.อาร์. มาร์ตินค่ะ
วิเคราะห์สิ่งที่อ่าน
ข้อนี้สำคัญที่สุดเลยค่ะ เมื่ออ่านหนังสือแล้วจงวิเคราะห์มันซะ วิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่าง และทันทีที่อ่านจบ เราควรจดโน้ตว่าเราใช้เวลาอ่านเท่าไหร่ ลองแสดงความเห็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ลงบนกระดาษสักหน่อย ดูรูปแบบการดำเนินเรื่องว่าเป็นยังไง มีอะไรจะคอมเมนต์ไหม นอกจากนี้การทำรีวิวหนังสือเล่มนี้ยังช่วยให้เราเข้าใจหนังสืออย่างละเอียดและยังสามารถนำมาปรับใช้ในนิยายเราได้ด้วยค่ะ
เป็นอย่างไรบ้างคะกับการอ่านตามสไตล์นักเขียนที่พี่น้ำผึ้งนำมาฝากในวันนี้ หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับน้องๆ ไม่มากก็น้อยนะคะ อย่าลืมว่าในฐานะนักเขียน เราควรอ่านหนังสือให้มากและหลากหลายที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะมันจะเป็นประโยชน์ต่อการเขียนนิยายของเราในอนาคต ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยให้เราอ่านนิยายได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ ลองนำไปใช้ดูนะคะ ^ ^
พี่น้ำผึ้ง :)
.jpg)



6 ความคิดเห็น
ขอบคุณค่ะ เป็นประโยชน์มากเลยค่ะ
หนูอ่านตอนนอน เพราะนอนไม่หลับ 555555 อ่านทีละเล่มแต่ซื้อมาทีละหลายเล่ม อ่านจบแล้วไปขึ้นเล่มใหม่ จดโน้ต ไม่จด จำ/อ่านซ้ำ/คิดตาม ตั้งคำถาม มีบ้าง หยิบมาอ่านซ้ำ อ่านประจำ 2-3วันผ่านไป 3-5เล่มหมดภายในพริบตา บางที6-7เล่ม เล่มละ400หน้าขึ้นไป(ส่วนใหญ่เลย) หมด อ่านแนวที่เขียน แนวที่ไม่เขียนก็อ่าน เล่มที่เกลียดไม่มี วิเคราะห์...ไม่ค่อยเท่าไหร่ มันง่ายจะตาย
ส่วนตัวชอบอ่านนิยายแนวแบบรักครอบครัวค่ะ อย่างเรื่องยอดหญิงหมอเทวดาที่เป็นเรื่องที่รักมากเลย ชอบหยิบขึ้นมาอ่านประจำ
เรื่องที่ไม่ชอบแต่ไม่เกลียดและไม่อ่าน(ขึ้นอยู่กัยอารมณ์ในช่วงนั้น) ฮาเร็ม วาย หวานเลี่ยนเกินไป ตอนจบเศร้า ดาร์ค (โลกสวยด่าได้นะคะ)
จริงๆคือเราอ่านวายนะคะ แต่จะชอบจินตนาการว่านายเอกคือผู้หญิง
ดาร์ค เป็นอะไรที่บีบหัวใจมากก แต่ก็ยังอ่าน นักเขียนชื่อ ไรท์ a.the.na ค่ะ
นิยาย(อ่านแต่ในเด็กดี) ถ้าชอบมากจริงๆ จะ[ทำข้อมูลตัวละครในเรื่องไว้ค่ะ] แน่นอนว่าต้องชอบเรื่องนั้นมากจริงๆถึงจะมีอารมณ์ทำได้
ขอบคุณสำหรับทุกความเห็นมากเลยจ้า
ชอบอ่านแนวแฟนตาซีที่ออกแนวกึ่งเหมือนจริง อย่างพวกแฮร์รี่ พอตเตอร์, เพอร์ซี่ แจ็คสัน เดี๋ยวนี้เริ่มมาอ่านแนวสืบสวนสอบสวน แต่ยังไม่กล้าเขียน (แถมตอนนี้ไม่ค่อยมีเวลาเขียนด้วย เรื่องเก่ายังไม่จบเลย ยังไม่อยากเริ่มใหม่เรื่อยๆ)