|
สวัสดีครับ...เมื่อช่วงเช้า พี่ลาเต้ ได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ตามปกตินะครับ...แต่ก็รู้สึกไม่ปกติทันทีเมื่อสายตาของพี่ได้ไปสะดุดตากับข่าวข่าวหนึ่ง...เป็นข่าวเกี่ยวกับ เรื่องการแข่งขันฟุตบอลของกลุ่มโรงเรียนชายล้วนกลุ่มหนึ่งที่เขาเรียกกันนี้ว่า จตุรมิตร ซึ่งน้องๆชาวเด็กดีก็คงจะรู้จักกันดี...แต่สิ่งที่ พี่ลาเต้ ต้องหยุด และอ่านอย่างละเอียด...นั่นก็คือ ชื่อหัวข้อของข่าวนี้ เพราะเขาเขียนไว้ว่า จตุรมิตรสามัคคี ฤาชื่อจะเหลือเพียงตำนาน...ด้วยความที่ พี่ลาเต้ ก็คุ้นเคยกับกีฬางานนี้มาพอสมควร...และน้องๆชาวเด็กดีส่วนหนึ่งก็เป็นน้องจากกลุ่ม จตุรมิตร พี่ลาเต้ เลยตัดสินใจหยิบข่าวนี้มาฝากกันครับ...แต่ด้วยเนื้อหาที่ยาวมากๆ...พี่ลาเต้ ขอแบ่งเป็น 2 ตอนนะครับ...
ถ้าฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ คือตำนานลูกหนังเชื่อมความสามัคคีที่ยังคงมีมนต์ขลังเรียกความจุศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบันได้เต็มอัฒจันทร์ในทุกครั้งที่จัด ศึกลูกหนังขาสั้นที่ชื่อ จตุรมิตร ก็น่าจะมีระดับความน่าสนใจที่ไม่ต่างกันนัก หากแต่โดดเด่นกว่าในระดับความเข้มข้นของกองเชียร์ รวมไปถึงความมุ่งมั่นในชัยชนะของทั้งสี่โรงเรียนที่เข้าร่วม อันได้แก่ สวนกุหลาบวิทยาลัย เทพศิรินทร์ กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และอัสสัมชัญ
แม้ว่าวัตถุประสงค์หลักเมื่อครั้งที่ผู้บริหารทั้ง 4 โรงเรียนร่างแบบการแข่งขันรายการนี้ขึ้นมา เพื่อต้องการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของ 2 โรงเรียนรัฐบาลและ 2 โรงเรียนเอกชน ที่มักจะมีเหตุความไม่ลงรอยระหว่างกันบ่อยครั้ง แต่ระยะเวลาที่การแข่งขันถูกจัดอย่างต่อเนื่องยาวนานมาถึง 43 ปี ก็แทบจะไม่ได้ลดอุณหภูมิความร้อนแรงทั้งบนอัฒจันทร์และในสนามแข่งขันได้เลย จนทำให้ระยะหลังมนต์เสน่ห์ของฟุตบอลนักเรียนรายการนี้เริ่มเสื่อมถอยมนต์ขลังถูกลดระดับความน่าสนใจจากพื้นที่สื่อ
ถึงเวลานี้ตำนานที่รุ่นต่อรุ่นได้สร้างขึ้นจะถูกสานต่อไปในทิศทางที่ถูกต้อง หรือจะเสื่อมสลายปล่อยให้ชื่อของชมพูฟ้า, ลูกแม่รำเพย, ชงโคม่วง และอินทรีแดง กลายเป็นฝุ่นควันแห่งความยิ่งใหญ่ในอดีต ผู้ที่อยู่ในปัจจุบันคือคนที่กำหนดและให้คำตอบเรื่องอนาคตของศึก จตุรมิตรสามัคคี ได้ดีที่สุด
1. การแข่งขันฟุตบอล จตุรมิตรสามัคคี ถือกำเนิดขึ้นมาในปี พ.ศ.2507 จากความคิดริเริ่มของ อาจารย์โปร่ง ส่งแสงเติม อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กับ อาจารย์อารีย์ เสมประสาท อาจารย์ใหญ่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จากนั้นอาจารย์ทั้ง 2 ท่านได้ขอความร่วมมือจาก อาจารย์บุญอวบ บูรณะบุตร อาจารย์ใหญ่โรงเรียนเทพศิรินทร์ และ อาจารย์บรรณา ชโนดม อาจารย์ใหญ่โรงเรียนอัสสัมชัญที่จะร่วมกันจัดการแข่งขันฟุตบอลระหว่าง 4 โรงเรียนขึ้น เพื่อเป็นการเชื่อมความสามัคคีของนักเรียน ตลอดจนครูอาจารย์ของแต่ละสถาบัน
ทั้งนี้ศึกสี่เส้าของ 4 โรงเรียน ฟาดแข้งครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม-18 พฤศจิกายน พ.ศ.2507 โดย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ จากนั้นมีการผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพหมุนเวียนไปยัง โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ ตามลำดับ ก่อนจะวนกลับมาที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ อีกครั้ง โดยมีการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่องทุกปี
จากการแข่งขันนัดแรกจนมาถึงปัจจุบัน ท่ามกลางความร้อนแรงของเหล่ากองเชียร์และนักกีฬาซึ่งล้วนอยู่ในวัยเต็มไปด้วยพลังแห่งความขับเคลื่อน แน่นอนว่าหนีไม่พ้นการกระทบกระทั่งระหว่างกัน จนทำให้อาจารย์ฝ่ายปกครองต้องส่ายหัว แต่เพื่อต้องการให้การแข่งขันยังคงอยู่เพราะหลายฝ่ายยอมรับว่าศึก จตุรมิตรสามัคคี คือหนึ่งในกระบวนการสำคัญที่ได้คัดกรองนักฟุตบอลฝีเท้าดีเข้าสู่สนามที่ใหญ่กว่า ทั้งในนามทีมชาติและสโมสร
ในที่สุดจึงหาวิธีที่จะลดปัญหาความรุนแรงดังกล่าว โดยมีการเสนอให้จัดแบบปีเว้นปีและให้มีการแข่งขันภายในขึ้นหรือที่เรียกว่า การแข่งขันแบบเหย้า-เยือน เพราะสามารถควบคุมสถานการณ์รุนแรงต่างๆ ได้ดีกว่าที่สนามใหญ่ ประกอบกับการจัดแบบปีเว้นปีจะช่วยให้ทั้งสี่โรงเรียนประหยัดงบประมาณที่จะจัดสรรมาใช้ในการแข่งขัน
2.ดังที่ได้ปรากฏในตำนานของวงการลูกหนังว่า ศึก จตุรมิตรสามัคคี นั้นเป็นสนามเพื่อคัดกรองนักเตะฝีเท้าดีขึ้นไปสู่สนามที่ใหญ่กว่า ดังนั้น การแข่งขันรายการนี้แม้จะเป็นเพียงฟุตบอลของนักเรียนมัธยม แต่ดีกรีความตื่นเต้นไม่เป็นสองรองใคร เนื่องจากเหล่าแข้งวัยทีนของทั้ง 4 โรงเรียนต่างก็พกศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในสถาบันลงสนามทุกครั้ง บวกกับพลังอันอัดแน่นทำให้ทุกคนเล่นกันชนิดเกินร้อย ส่งให้รูปเกมในแต่ละนัดเป็นไปอย่างตื่นเต้นระทึกใจตั้งแต่ต้นจนถึงนาทีสุดท้าย
ศึกลูกหนังจตุรมิตรฯ ในช่วงแรกๆ เด็กสวนฯ กับเด็กเทพฯ ต่างครองความยิ่งใหญ่ในการแข่งขัน โดย อาจารย์ภูษิต จันทร์จิเรศรัศมี ผู้ควบคุมทีมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้บอกเล่าตำนานความยิ่งใหญ่ของลูกหนังขาสั้นของทั้งสองโรงเรียนว่า สมัยก่อนสวนกุหลาบฯ และเทพศิรินทร์มีการรับนักเรียนในโควตานักกีฬาอยู่ก่อนแล้ว ทำให้มีนักเตะฝีเท้าดีมากกว่าอีกสองสถาบัน
จนกระทั่งในช่วงหลังๆ เมื่อเกิดการปรับเปลี่ยนสถานการณ์จึงค่อยพลิกมาเป็นยุคของคริสเตียนฯ และอัสสัมฯ บ้าง เนื่องจากมีงบสำหรับทำทีมฟุตบอลมากขึ้น ทั้งในส่วนของการเตรียมทีม สวัสดิการ และการมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเตะ รวมไปถึงระบบการคัดตัวนักฟุตบอลที่เริ่มหันมาใช้วิธีตระเวนดูตามการแข่งขันระดับเยาวชนรายการต่างๆ ก่อนชักชวนเด็กที่มีทักษะเชิงลูกหนังเข้ามาศึกษาในสถาบันกันมากขึ้น
แม้จะมีการแบ่งช่วงครองความยิ่งใหญ่ของแต่ละโรงเรียน ทว่าในเรื่องของทำเนียบแชมป์และสถิติความสำเร็จต่างๆ นั้นไม่มีการบันทึกสถิติการคว้าแชมป์อย่างเป็นทางการเอาไว้ เพื่อเป็นการสนองวัตถุประสงค์ของการแข่งขันที่เน้นถึงการเชื่อมสัมพันธ์และสร้างมิตรภาพระหว่างสถาบันมากกว่ามุ่งเอาผลแพ้-ชนะ
นอกจากนี้ จตุรมิตรสามัคคียังเป็นเวทีแจ้งเกิดสำหรับดาวจรัสแสงของวงการลูกหนังไทยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสามารถก้าวขึ้นไปสู่ระดับสโมสรไปจนถึงทีมชาติ ไม่ว่าจะเป็น วิรัช ชาญพานิชย์, ประกาศิต สุวรรณานนท์, ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล, ประสงค์ พันธ์สวัสดิ์ เรื่อยมาจนถึงรุ่นปัจจุบันอย่าง ธีรเทพ วิโนทัย, จักรกริช บุญคำ, ปรัชญ์ สมัคราษฎร์ หรือแม้แต่ รณชัย รังสิโย ชื่อเหล่านี้ล้วนผ่านสังเวียนจตุรมิตรฯ มาแล้วทั้งสิ้น
บรอติดตามตอนต่อไป ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2550 นะครับบ
พพี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากผู้จัดการออนไลน์พ
|
31 ความคิดเห็น
น้องเราอยู่คริสเตียนฯ