|
ทุกวันนี้เวลาเข้าสู่ช่วงเทศกาลการรับสมัครนักเรียน...หลายคนก็จ้องไปที่โรงเรียนใหญ่ๆ ชื่อดัง...ซึ่งหลายเหตุผลบอกว่าไม่อยากเรียนโรงเรียนเล็ก หรือโรงเรียนที่ไม่มีชื่อเสียง...เพราะห่วงในเรื่องคุณภาพ...และวันนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการได้มีมติในการแก้ปัญหาเหล่าแล้วหละครับ...เพื่อความเท่าเทียมกันในคุณภาพการศึกษา...จะเป็นอย่างไรนั้นไปตามอ่านกันได้เลยครับ...
โดยท่านศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดที่ 2 ว่า ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีวาระเข้าพิจารณาได้แก่ ร่างแผนยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาและพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ และให้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในวันที่ 13 พ.ย. นี้ โดยที่ประชุมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญและมีความจำเป็นที่จะต้องมีร่างแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว เพื่อให้โรงเรียนมีคุณภาพมาตรฐานการศึกษาที่ใกล้เคียงกับโรงเรียนขนาดกลาง และขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตามกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการถ่ายโอนสถานศึกษาขนาดเล็กไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเรื่องนี้ ศธ.ชี้แจงว่าเป็นเรื่องที่ส่งเสริม และมีความเห็นเป็นเชิงนโยบายอยู่แล้ว ดังนั้น หาก อปท. จะขอโอนโรงเรียนขนาดเล็ก และคิดว่าจะสามารถทำให้มีคุณภาพมาตรฐานได้ ศธ.ก็ไม่ขัดข้อง แต่จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามกฎหมาย โดยยึดหลักความพร้อมและความสมัครใจ
ในช่วงที่ อปท.ไม่พร้อมจะรับโอน หาก ศธ. ไม่เข้าไปเร่งพัฒนา และยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งขณะนี้มีประมาณ 10,000 โรง ก็เท่ากับเป็นการลงโทษเด็กที่เรียนอยู่ในโรงเรียนเหล่านี้ ดังนั้นการมีร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ จึงเป็นสิ่งจำเป็น รมว.ศธ. กล่าวและว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กแล้วจะต้องเพิ่มอาคารสถานที่ ครู และงบประมาณ ซึ่งเรื่องนี้ ศธ.ชี้แจงว่า ไม่ได้เพิ่มโรงเรียนและครู แต่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการผลิต และพัฒนาสื่อเทคโนโลยี รวมทั้งอาจจะต้องมีการเสริมบุคลากรบางประเภทที่จะเข้าไปสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม สำหรับงบฯที่ใช้ดำเนินการนั้นก็จะใช้งบฯปกติ แต่จะขอเพิ่มประมาณ 1,800 ล้านบาท ในปีงบฯ 2552-2553 ซึ่งในเรื่องนี้ ศธ. ก็พร้อมจะไปทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาถึงปัญหาการขาดแคลนครู ซึ่งที่ประชุมมีมติให้ ศธ.เสนอ ครม.ให้คืนอัตราเกษียณทั้ง 100% เฉพาะในปี 2550 ส่วนปี 2551 เป็นต้นไป ให้รอผลการศึกษาของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ซึ่งจะเสนอครม.ในวันที่ 13 พ.ย.นี้ เช่นเดียวกัน
หากแนวคิดนี้สามารถทำได้เป็นรูปธรรมแล้วหละก็...ต่อไปนี้ก็คงจะไม่มีปัญหาเรื่องเด็กเส้น หรือเรื่องรับเงินใต้โต๊ะ แล้วหนะครับ...การศึกษาบ้านเราก็คงจะเกิดความเสมอภาคและเท่าเทียมกันอย่างมากมายเลยทีเดียว...
พพี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐพ
|
2 ความคิดเห็น
อืมๆ ..เห็นหัวข้อก็รีบเข้ามาเลย แต่คงจะคนละจุดประสงแล้วหละ
เพราะเราคิดว่าหมายถึงจะแก้ปัญหารร.ที่มีขนาดเล็ก ^ ^ ..แบบว่า 6ไร่ มันเล็กเกินไปอ่ะ รร.เรา ..นร.ตั้งสองพันสามร้อยกว่าคน
อยากขยายรร.สุดๆ แบบว่าขยายไปทางสนามม้าไรเงี้ย ^ ^