ไม่ธรรมดา ผู้ชายคนนี้เริ่มอ่านหนังสือออกตอนอายุ 18 และตีพิมพ์หนังสือเพื่อช่วยเหลือคน!


 

ไม่ธรรมดา ผู้ชายคนนี้
เริ่มอ่านหนังสือออกตอนอายุ 18 
และตีพิมพ์หนังสือเพื่อช่วยเหลือคน!

สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน กว่าจะเป็นนักเขียนได้ ไม่ใช่ง่ายๆ ต้องผ่านอะไรมาเยอะ ตั้งแต่การใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการเขียน รวมทั้งการอ่าน! โดยเฉพาะการอ่านเนี่ย บอกเลยว่าสำคัญสำหรับนักเขียนมาก ลองสังเกตดูสิ นักเขียนดังๆ มักชอบแนะนำให้อ่านหนังสือ แถม “การอ่านเยอะๆ” ก็อยู่ในลิสต์ที่ต้องทำอันดับต้นๆ สำหรับนักเขียนที่อยากประสบความสำเร็จด้วย พูดตรงๆ นะ ยิ่งอ่านมาก ยิ่งได้เปรียบมาก ดังนั้นการอ่านจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเขียน

อย่างไรก็ตาม แม้การอ่านจะเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับการเป็นนักเขียน แต่พี่มีเรื่องราวที่น่าสนใจของผู้ชายคนนึงจะเล่าให้ฟัง เขาคนนี้เรียนจบปริญญาเอก เป็นนักเขียน เป็นผู้ใจบุญ ดูจากโปรไฟล์แล้วอาจรู้สึกว่ามันธรรมด๊า ธรรมดา ก็แค่คนที่จบด็อกเตอร์มาเขียนหนังสือ! แต่ใครจะรู้ ตอนผู้ชายคนนี้อายุ 18 ปี เขาไม่รู้วิธีการอ่านหนังสือด้วยซ้ำ เรียกว่าอ่านหนังสือไม่ได้เลยตลอด 18 ปีคงจะถูก แถมยังไม่มีใครใส่ใจด้วยนะว่าทำไมเขาถึงอ่านหนังสือไม่ออก 

ผู้ชายคนนี้ชื่อว่า... ดร. ชอว์น แอนโทนี โรบินสัน และตอนนี้เขาเป็นนักเขียนที่มุ่งมั่นเป็นแสงสว่างให้แก่ผู้คน!
 


ดร.ชอว์น แอนโทนี โรบินสัน ผู้ที่เอาชนะการอ่านหนังสือไม่ออกจนกลายเป็นนักเขียน
(via: nbc15.com)

 

โรบินสันอาจขัดแย้งกับภาพนักเขียนที่เราหลายคนเคยเห็น วัยเด็กของนักเขียนส่วนใหญ่มักถูกห้อมล้อมไปด้วยชั้นหนังสือ การอ่านนิยาย การพกสมุดจดและปากกา แต่วัยเด็กของโรบินสันไม่ใช่อย่างนั้น ตั้งแต่เป็นเด็ก ไม่มีใครเข้าใจว่าดร.โรบินสันมีความบกพร่องทางการเรียนรู้หรอก ยังไงน่ะเหรอ? เพราะเขาอ่านหนังสือไม่ได้ล่ะสิ แล้วเพื่อนๆ ในชั้นรวมทั้งคุณครูก็คิดว่าเขาไม่ได้เรื่อง ทุกคนคิดว่าโกรธ ซึ่งมันก็จริง โรบินสันรู้สึกหงุดหงิดที่ตัวเองมีปัญหากับการอ่านหนังสือ

“ความจริงที่ว่าคุณอ่านไม่ออก คุณมีความโกรธ คุณรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วคุณก็เหมือนกับบอลลูนที่พร้อมจะแตก” เขาอธิบาย

สมัยมัธยมปลาย ดร.โรบินสันถูกไล่ออกจากโรงเรียนตอน ม.5 เพราะไม่สามารถอ่านหนังสือได้ ต่อมาในเวลาที่เขาเรียนจบจากโรงเรียนมัธยมชื่อดังระดับประเทศ โรบินสันเพิ่งอ่านหนังสือได้เหมือนเด็ก ป.3 พออ่านถึงตรงนี้แล้วน้องๆ อาจจะงงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของดร.โรบินสัน ก็แหม อ่านไม่ออกแบบนี้ แปลว่าตอนเด็กๆ ไม่ตั้งใจฟังครูสอนล่ะสิ! เปล่าหรอกค่ะ ความจริงก็คือ โรบินสัน นักเขียนผู้มีดีกรีระดับปริญญาเอกเป็นโรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) ต่างหาก
 


ฝั่งซ้ายมือ สมองของผู้ที่อ่านหนังสือได้ตามปกติ
ฝั่งขวามือ สมองของผู้ที่มีความบกพร่องทางการอ่านหนังสือ
(via: Weareteachers.com)

 

รู้จักโรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือความผิดปกติทางด้านการอ่านกันมั้ยคะ? มันเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของเซลล์สมองซีกซ้ายในส่วนของระบบประสาทด้านการตีความและความจำระยะสั้นค่ะ ซึ่งเป็นโรคที่มีมาแต่กำเนิด ผู้ป่วยจะพบว่าตัวเองมีปัญหาด้านการอ่านในระดับที่แตกต่างกัน ซึ่งปัญหานั้นอาจรวมไปถึงความยากลำบากในการสะกดคำ การอ่านอย่างรวดเร็ว การเขียนคำ การสร้างประโยค รวมถึงการออกเสียงคำในหัวและเข้าใจในสิ่งที่คนอ่าน ขึ้นอยู่กับอาการว่าหนักมากน้อยแค่ไหน ส่วนมากอาการเหล่านี้มักเห็นชัดในช่วงวัยเรียน 

นอกจากนี้งานวิจัยยังกล่าวว่า นี่อาจเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ซึ่งเกิดจากการพัฒนาเยื่อหุ้มสมองผิดปกติ สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นก่อนหรือระหว่างเดือนที่หกของการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์ ไม่เพียงแค่นั้นงานวิจัยยังกล่าวเพิ่มอีกว่า มีหลายยีนที่เกี่ยวข้องกับดิสเล็กเซีย รวมทั้ง DCDC2 และ KIAA0319 ในโครโมโซม 6 และ DYX1C1 บนโครโมโซม 15 ค่ะ ซึ่งนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กๆ มีการเรียนรู้ที่บกพร่อง
 


ดร.โรบินสัน
(via: http://shawnrobinsonphd.wixsite.com/shawn-robinson)

 

สำหรับดร.โรบินสันคนเก่งของเรา เขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นโรคดิสเล็กเซียตอนปีสุดท้ายของมัธยม ในตอนนั้นดร.แนช นักวิจัยและอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรัฐในออชคอช รัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกาผู้กลายมาเป็นที่ปรึกษาของเขาในอนาคตได้ทำการวินิจฉัยและสรุปว่าโรบินสันป่วยเป็นโรคดิสเล็กเซีย ซึ่งโรบินสันได้เล่าถึงประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น...ในเรื่องการอ่านหนังสือ

“จากจุดนั้น เขาสอนผมเพียงหลักการง่ายๆ ในการอ่าน โครงสร้างเสียงในสัทศาสตร์ ลักษณะทางสัณฐานวิทยา (วิชาว่าด้วยรูปร่างลักษณะของคำพูด) เมื่อผมรู้วิธีการอ่านตอนอายุ 18 ผมไม่เคยหยุดรักโรงเรียนเลย ผมพูดจริงๆ นะ น้ำตาคลอเบ้าเสมอ ถ้าไม่ได้ดร.แนช ผมไม่คิดว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ จุดที่นั่งเก้าอี้ตัวนี้ในตอนนี้” เขากล่าวอย่างตื้นตันใจ
 


"มันเป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยม" เด็กๆ กล่าว
เด็กที่ซื้อหนังสือของดร.โรบินสันและเขา
(via: Doctor Dyslexia Dude)

 

ต้องขอบคุณดร.แนชมากๆ ที่ช่วยให้โรบินสันอ่านหนังสือได้ แนชไม่เพียงแต่ช่วยเหลือคนๆ นึงเท่านั้น แต่ยังได้มอบของขวัญอันล้ำค่าให้แก่เด็กหนุ่มคนนี้ คนที่กลายเป็นแสงสว่างให้แก่ผู้คน ปัจจุบันโรบินสันเป็นด็อกเตอร์ด้านปรัชญาและเป็นนักวิจัยอาวุโสที่ Wisconsin’s Equity & Inclusion Laboratory เขามีเป้าหมายที่จะสร้างโอกาสด้านการศึกษาและวิชาชีพให้แก่คนที่มีปัญหาด้านการอ่าน โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกา รวมทั้งคนที่เป็นโรคดิสเล็กเซีย

“เราไม่ควรบอกว่านักเรียนคนไหนแย่ หรือเป็นเด็กไม่เข้าพวก หรือจัดประเภทให้พวกเขา ความจริงเเล้วพวกเขาไม่ได้ประหลาด พวกเขาอาจแค่มีความบกพร่องในการอ่าน” โรบินสันกล่าว “ภารกิจของผมมีเพียงแค่ช่วยเหลือเด็กๆ และให้ความหวังพวกเขา”

 


หนังสือที่เขียนโดยผู้ที่บกพร่องทางการอ่าน
(via: Doctor Dyslexia Dude)

 

เพราะเคยเป็นคนที่อ่านหนังสือไม่ออกมาก่อน จึงรู้ว่าการอ่านหนังสือไม่ได้มันน่าหงุดหงิดขนาดไหน สำหรับโรบินสัน เขารู้ว่าคนที่อ่านออกเขียนได้ย่อมได้เปรียบกว่าเสมอ ดังนั้นมิชชั่นของเขาคือพยายามช่วยเหลือคนที่เป็นโรคนี้ให้อ่านหนังสือออกให้ได้มากที่สุด นั่นจึงเป็นเหตุให้โรบินสันทำงานในเรือนจำวิสคอนซินและแบ่งปันหลักสูตรการอ่านที่ได้รับสืบทอดมาจากดร.แนช ผู้ที่สอนให้เขาเรียนรู้วิธีการอ่าน นอกจากนี้โรบินสันยังได้เยี่ยมชมทำเนียบขาวในปี 2015 เพื่อแบ่งปันงานวิจัยของเขาด้วย

เนื่องจากโกลในชีวิตของดร.โรบินสันคือการช่วยผู้ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เพื่อให้พวกเขาพบโอกาสทางการศึกษาและวิชาชีพ โรบินสันจึงไม่ได้แค่เดินสายแบ่งปันความรู้ตามสถานที่ต่างๆ เท่านั้น แต่เขายังเขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่เกี่ยวกับผู้บกพร้องทางการเรียนรู้ขึ้นมา ชื่อว่า Doctor Dyslexia Dude! เป็นแนวการ์ตูนกราฟฟิค เรื่องราวที่น่าสนใจของเด็กชายชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันซึ่งเป็นซูเปอร์ฮีโร่สีสันสดใสและมาพร้อมกับโรคดิสเล็กเซีย ผู้เขียนจะพาผู้อ่านไปเจอกับช่วงเวลาที่เด็กชายต่อสู้กับการอ่านและรับมือกับความลำบากใจที่ตัวเองไม่สามารถอ่านหนังสือได้เหมือนคนอื่นเขา นั่นทำให้เด็กชายนับถือตัวเองน้อยลงและเริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง
 


เดอะแบล็ค ฮีโร่ของเหล่าเด็กๆ ผู้ป่วยดิสเล็กเซีย
(via: twitter ของ Dr.Shawn Anthony Robinson)

 

ดร.โรบินสันค่อนข้างมั่นใจว่า เมื่อเด็กๆ ได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับคนอย่างพวกเขา มันอาจเป็นประสบการณ์ที่ทรงพลัง (แหงล่ะ เพราะตัวละครในเรื่องเป็นซูเปอร์ฮีโร่) เดอะแบล็ค ตัวละครในเรื่องรับบทเป็นคนที่โรบินสันต้องการช่วยเหลือมากที่สุด เดอะแบล็คทำหน้าที่ถ่ายทอดให้ผู้คนเห็นปัญหาของผู้ที่ป่วยเป็นโรคดิสเล็กเซีย รวมทั้งช่วยให้ผู้คนเข้าใจดิสเล็กเซียมากขึ้น โดยเงินที่ได้ 20% จากการขายหนังสือเรื่องนี้จะเป็นทุนการศึกษาให้แก่องค์กร International Dyslexia Association ที่มีดร.โรบินสันทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการใหญ่ด้วย

เป็นอย่างไรบ้างคะน้องๆ กับเรื่องราวของดร.ชอว์น แอนโทนี โรบินสันที่พี่น้ำผึ้งนำมาฝากในวันนี้  เห็นทีคำกล่าวที่ว่าใครๆ ก็เป็นนักเขียนได้คงจะจริง พี่น้ำผึ้งขอชื่นชมและยกนิ้วให้ดร.โรบินสันมากๆ ที่ไม่ละทิ้งความพยายามในการอ่านหนังสือ แถมพอตัวเองอ่านได้ เขาก็ยังสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่มีความบกพร่องด้านการอ่านเช่นเดียวกับเขา ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถเขียนหนังสือจนจบด้วย นับว่าน่าประทับใจและสมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างมากๆ ขนาดคนที่เพิ่งอ่านหนังสือได้ตอนอายุ 18 ยังเขียนหนังสือเป็นเล่มจบได้ ทำไมคนธรรมดาอย่างพวกเราที่สามารถอ่านหนังสือได้คล่องแคล่วจะไม่สามารถเขียนหนังสือให้จบได้ล่ะ ดูอย่างดร.โรบินสันเข้าไว้แล้วทำตามความฝันให้สำเร็จนะจ๊ะ เป็นกำลังใจให้กับน้องๆ ชาวนักเขียนเด็กดีทุกคนนะคะ ^ ^

พี่น้ำผึ้ง :)

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.dyslexia.com/about-dyslexia/dyslexic-achievers/
https://www.nbc15.com/content/news/From-learning-to-read-at-18-to-book-author-UW-researcher-shares-story-of-hope-504051551.html
https://en.wikipedia.org/wiki/Dyslexia
https://drdyslexiadude.com/testimonial/its-a-great-book/

Deep Sound แสดงความรู้สึก

พี่น้ำผึ้ง
พี่น้ำผึ้ง - Columnist นักเขียนที่ชอบส่งต่อพลังบวกให้ทุกคน

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

2 ความคิดเห็น

Member 26 ก.พ. 62 10:35 น. 1

เป็นบทความที่ดีมาก ๆ เลยค่ะ ขนาดเราคนปกติไม่มีได้มีโรคอะไรที่จะทำร้ายการเขียน (มีเพียงภาระงานหลักและงานเสริม) ยังทำไม่ได้แบบเขาเลย...พออ่านแล้วรู้สึกทึ่งมาก สุดยอดมากจริง ๆ ค่ะ...

ขอบคุณที่นำมาเผยแพร่นะคะ ได้อะไรกลับไปมากทีเดียวค่ะ

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด