|
สวัสดีครับ...วันนี้ พี่ลาเต้ มีเรื่องราวดีๆที่ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวจามจุรีสีชมพูมาฝากกันครับ...จะเป็นเรื่องอะไรนั้น...ไปอ่านกันเลย... ทุกสิ่งย่อมมีจุดเริ่ม เช่นเดียวกับตำนานเชียร์ลีดเดอร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย ซึ่งเป็นต้นแบบของท่านำเชียร์ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งเชียร์ลีดเดอร์ในระดับอุดมศึกษาและมัธยมศึกษาในประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่ง คุณบุญเกษม เสริมวัฒนากุล หรือ พี่เจ็ง ผู้บุกเบิกเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯยุคใหม่ได้ถ่ายทอดประวัติความเป็นมาของตำนานนี้ในระหว่างรอผลการคัดเลือกเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ รุ่นที่ 64 เมื่อวันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
เมื่อพูดถึงงานฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ซึ่งในวันที่ 19 มกราคม 2551 จะเป็นครั้งที่ 64 แล้วที่ทั้ง 2 สถาบันได้ร่วมกันจัดมา นับได้ว่าเป็นกิจกรรมหนึ่ง ที่เป็นรูปธรรมในการสืบสานสามัคคีของนิสิตนักศึกษาและศิษย์เก่าของทั้งสองสถาบันมาจนกระทั่งปัจจุบันนิสิตนักศึกษาหลายต่อหลายคน หลายต่อหลายรุ่นต่างก็เติบโตกล้าแกร่งเป็นคนทำงานที่มีคุณภาพอันเป็นผลมาจากการร่วมกิจกรรมนี้นั้นเอง และเมื่อพูดถึงงานฟุตบอลประเพณี เราอาจจะนึกถึงภาพการแข่งขันฟุตบอล การแปรอักษร การร้องเพลงเชียร์ และขบวนพาเหรดต่างๆซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบของงาน หากเราจะไม่กล่าวถึง เชียร์ลีดเดอร์ ก็อาจจะทำไม่ครบถ้วนกระบวนความ หลายคนจึงอาจจะอยากทราบประวัติความเป็นมา ประเพณี ลีลาท่าทางและที่สำคัญคือ การแสดงความสามารถในการสร้างสรรค์ โดยในยุคแรกๆนั้นยังไม่มีเชียร์ลีดเดอร์เช่นปัจจุบัน ส่วนใหญ่ตัวประธานเชียร์หรือกลุ่มผู้นำเชียร์ที่คอยให้จังหวะปรบมือแก่กองเชียร์
จนกระทั่งถึงการแข่งขันฟุตบอลประเพณีฯ ครั้งที่ 36 - 40 นับเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนำเชียร์ของเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ เข้าสู่ยุคใหม่ โดยคุณ บุญเกษม เสริมวัฒนากุล หรือ พี่เจ็ง ได้เริ่มพัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งมีการปรับทั้งในเรื่องของท่าทาง ท่าเดินเต้นให้เป็นการยืนเพื่อความสง่างาม ประดิษฐ์ท่าทางของเพลงต่างๆใหม่เกือบหมด โดยแบ่งเพลงออกเป็น 2 ประเภท คือ เพลงเร็วจะเน้นจังหวะและความทะมัดทะแมงแต่ยังคงยึดท่าเดิมเป็นหลัก เพียงแต่ปรับลีลาให้พร้อมกันมากขึ้น จุดเปลี่ยนที่เห็นชัดเจนก็คือ การเหยียดแขนให้ตรง ส่วนเพลงช้าจะเน้นลีลาความสวยงาม เพลงสำคัญที่ประดิษฐ์ท่าเต้นขึ้นใหม่ คือ อุทยานจามจุรี จามจุรีประดับใจ และมหาจุฬาลงกรณ์ โดยจะเน้นลีลาท่าทางที่สื่อความหมาย โดยคุณเจ็งได้อาศัยพื้นฐานความรู้ทางด้านนาฏศิลป์ไทย บัลเล่ต์ โมเดิร์นด๊านซ์ และตำรวจจราจร มาประยุกต์รวมกัน อาทิ ท่าพระเกี้ยว ท่าเลข 5 ท่าเลข 9 และท่าต้นจามจุรีเป็นต้น จากนั้นก็เริ่มคิดท่าให้กับเพลงยูงทองและเดิมมธ. โดยยึดหลักการอยู่สำคัญของการนำเชียร์ในรูปแบบเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ อยู่ 5 ประการนั่นคือ
1.การให้จังหวะ เพื่อให้กองเชียร์ได้ร้องเพลงอย่างพร้อมเพรียงกัน เปรียบประหนึ่งดั่งผู้ควบคุมวงดนตรี (Conductor)
และสุดท้ายคือ รูปแบบในการนำเสนอเป็นสิ่งที่ต่างรุ่นต่างปี ก็จะมีรูปแบบในการนำเสนอที่ต่างกัน ทั้งในเรื่องการแต่งกาย การแต่งหน้าทำผม จำนวนเชียร์ลีดเดอร์ การแปรรูปขบวน และการนำเสนอมุขเด็ดต่างๆ แต่ทั้งนั้นก็ยังคงอยู่บนท่าเต้นมาตรฐานที่ถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่น
สำหรับน้องใหม่ของเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ ในปีนี้ (รุ่นที่ 64) อย่าง เอ๊ย- ปัณชลิตา จันทรากุล นิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีชั้นปีที่ 3 มองตัวตนของเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ ไม่ต่างไปจากพี่เจ็งเท่าไรนักคือ ในความเห็นของเอ๊ย เชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯคือผู้นำกองเชียร์ มีหน้าที่หลักคือนำกองเชียร์เพื่อให้กำลังนักกีฬา นอกจากนั้นยังต้องเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยในการประชาสัมพันธ์งานฟุตบอลประเพณีอีกด้วย และในปัจจุบันเชียร์ลีดเดอร์นับได้ว่าเป็นสีสันอย่างหนึ่งในงานฟุตบอลประเพณีฯ ทำให้คนทั่วไปได้รู้จักงานฟุตบอลประเพณีฯมากยิ่งขึ้น และยังเป็นตัวอย่างในการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีเป็นหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศชาติกำลังต้องการค่ะ
เช่นเดียวกับ หยวย พิเชฐ กิจสัมฤทธิ์โรจน์ นิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 6 อีกหนึ่งเชียร์ลีดเดอร์จุฬาฯ รุ่นที่ 64 เชียร์ลีดเดอร์ คือ ผู้นำเชียร์ให้กับกองเชียร์ คอยกระตุ้นให้มีเสียงเชียร์ในสนาม เป็นส่วนหนึ่งของงานฟุตบอลประเพณีฯ ที่ช่วยเติมเต็มงานฟุตบอลให้มีความสมบูรณ์ และยังเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนิสิต นักศึกษาทั้งจุฬาฯและมธ.ให้รู้จักกัน มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้เชียร์ลีดเดอร์จะต้องมีคุณสมบัติทั้งความพร้อมทั้งกายและใจ อดทน เสียสละ
อาจกล่าวได้ว่าหลังจากนั้น เชียร์ลีดเดอร์ได้รับการพัฒนารูปแบบการเชียร์ให้สวยงามนับตั้งแต่งานฟุตบอลประเพณีฯ ครั้งที่ 42 เป็นต้นมา และได้กลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เป็น สีสันของงานฟุตบอลประเพณีฯ กระทั่งปัจจุบันที่มีกระบวนการเป็นเรื่องเป็นราวนับตั้งแต่การสมัคร การคัดเลือกอย่างมีระบบ การซ้อม การเปิดตัว เสื้อผ้า อุปกรณ์ต่างๆ การแปรขบวน การเชียร์หลากหลายรูปแบบ เชียร์ลีดเดอร์ของทั้งสองสถาบันต่างก็ทำกิจกรรมนี้อย่างจริงจัง เป็นการทำงานที่เน้นคุณภาพ ความพร้อมเพรียง ความสามัคคี และมีความต่อเนื่องระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง เชียร์ลีดเดอร์แต่ละรุ่นเมื่อจบงานแล้ว ปีถัดมาก็จะกลับมาดูแลรุ่นน้อง หรือแม้ว่าจบการศึกษาไปแล้วก็ยังกลับมาดูแลน้องๆทุกปี ความเอื้ออาทรและสมัครสมานสามัคคีจึงเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ทุกคนที่ผ่านเส้นทางนี้นอกจากประสบการณ์ ความทรงจำและความภาคภูมิใจที่งดงามแล้ว สิ่งที่ทุกคนมีติดตัวและนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้ก็คือ ระเบียบวินัย คุณภาพความคิด ความตั้งใจ การเสียสละและการทุ่มเท ส่วนชื่อเสียงนั้นเป็นเพียงผลพลอยได้ที่ตามมาเท่านั้น
Cheerful Heart of Empathy to Echo Relationship Leading Everyone to Absolute Delight of Eternal Reputation หรือแปลเป็นไทยว่า "ด้วยสีสันผันผ่านเป็นการแทนใจ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกห่วงใยสู่ไมตรีจิตอันยิ่งใหญ่ ฝากไว้ในใจทุกคน เพื่อความสุขสมหวังดังปรารถนา เพื่อชื่อเสียงและเกียรติยศที่ได้มา ด้วยเวลา หยาดเหงื่อและความตั้งใจจริงที่คง นี่คือนิยามของความเป็นเชียร์ลีดเดอร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จะยังคงอยู่ตราบนานเท่านาน ได้อ่านบทความนี้จบแล้ว...พี่ลาเต้ เลยอยากให้ถึงงานฟุตบอลประเพณีเร็วๆนะครับ...ได้เห็นความสามารถของน้องๆทั้ง 2 สถาบัน ธรรมศาสตร์ จุฬาฯ ซักที...ซึ่งชาวเด็กดีคนไหน...ที่วางแผนไว้ว่าจะไปงานนี้...ก็มาบอกกันด้วยนะครับ...เพราะ พี่ลาเต้ ก็ไม่พลาดเช่นกัน... |
|
พพี่ลาเต้ขอขอบคุณฝ่ายพีอาร์ งานบอลประเพณี จุฬาฯพ |








0 ความคิดเห็น