ส่อง 4 มอนสเตอร์จากแต่ละยุค
ที่สะท้อน "ความกลัว" ของมนุษย์
สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน เคยสงสัยกันไหมคะว่าทำไมเราถึงรู้สึกสนุกและหวาดกลัวเวลาอ่านนิยาย หรือดูภาพยนตร์แนวสยองขวัญกัน ถ้าให้อธิบายตามธรรมชาติของมนุษย์ คงเพราะมนุษย์กลัวในสิ่งที่ยังไม่รู้ไม่เห็นนั่นแหละค่ะ เรื่องราวแนวสยองขวัญจึงทำให้มนุษย์กลัวขึ้นมาได้ง่ายๆ ทั้งที่มอนสเตอร์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถควบคุมจิตใจของเราได้ แต่เป็นเราต่างหากที่สร้างจินตนาการ สร้างความหวาดกลัวขึ้นมาเองจากสัญชาตญาณความไม่รู้ของเรา ฉะนั้นแล้วเรามาดูเครื่องมือที่ปลุกความกลัวในจิตใจของเรา พร้อมด้วยเหล่ามอนสเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนความกลัวของเรากันค่ะ
นิยายแนวสยองขวัญ คือ เครื่องมือวัดความกลัวของมนุษย์
ตำนาน หรือเรื่องเล่าแนวสยองขวัญที่เล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น คือเครื่องมือที่สร้างความหวาดกลัวได้ดีที่สุดเลยค่ะ เพราะเราไม่สามารถหาค้นหาต้นตอได้ว่าเรื่องเล่าเหล่านี้เป็นเรื่องจริง หรือเป็นเพียงเรื่องแต่ง บางเรื่องก็แฝงมาพร้อมกับความเชื่อของคนในยุคนั้นๆ บางเรื่องก็สอดแทรกวัฒนธรรมบางอย่างเอาไว้ เมื่อย้อนกลับไปหาข้อมูลถึงในอดีต พบว่า ก่อนที่จะมีเรื่องเล่าสยองขวัญสไตล์กอธิก (gothic novel) นิยายสยองขวัญส่วนใหญ่มาจากตำนานที่ชาวบ้านจากหลากหลายวัฒนธรรมเล่าสืบต่อกันมา มีทั้งเรื่องราวของแม่มด มนุษย์หมาป่า แวมไพร์ โกเลม และที่ฮิตที่สุดก็คงเป็นเรื่องผีในแต่ละชาติ พอเข้าศตวรรษที่ 19 เรื่องเล่าสยองขวัญได้ถูกเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง มีการสร้างภาพลักษณ์ความน่ากลัวขึ้นมาใหม่ โดยใช้มอนสเตอร์เป็นตัวแทนของความน่ากลัว และสอดแทรกข้อคิดคติสอนใจเพิ่มเข้าไปในเรื่องเล่า ทั้งยังเริ่มจริงจังกับการสร้างตีมสยองขวัญมากขึ้นอีกด้วย
แฟรงเกนสไตน์ : ความกลัวของมนุษย์ต่อวิทยาศาสตร์
ตัวอย่างการเล่าเรื่องแบบกอธิก เห็นได้ชัดจากนิยายเรื่อง แฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ของแมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) เธอสร้างบรรยากาศของเรื่องด้วยความวิตกกังวล และความหวาดกลัว เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความน่ากลัวจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ทำกับศพ แต่เดิมเธอได้ไอเดียมอนสเตอร์มาจากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้ซากสิ่งมีชีวิตกลับมาขยับได้อีกครั้ง โดยให้วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ เป็นคนชุบชีวิตศพขึ้นมาด้วยไฟฟ้า เมื่อวิกเตอร์เห็นสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา เขากลับรู้สึกหวาดกลัว และพยายามหลบเลี่ยงมอนสเตอร์ตัวนี้ เพราะรูปลักษณ์ของมันทั้งน่ากลัวและชวนขยะแขยง ขณะเดียวกันมอนสเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นมากลับมองหาผู้สร้างตนเองอยู่ตลอดเวลา คล้ายต้องการความรักความเอ็นดู ทั้งๆ ที่มันถูกทำให้มีชีวิตอีกครั้ง แต่กลับถูกเจ้าของรังเกียจ
จากนั้นก็เป็นเรื่องราวการตามล่าของอสูรกายที่ถูกชุบชีวิตขึ้นมา เมื่อนิยายถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ทำให้ภาพของมอนสเตอร์ที่มีร่างกายคล้ายซากศพกลายเป็นภาพจำของความน่ากลัว ส่วนวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ กลายเป็นตัวแทนของความทะเยอะทะยานของมนุษย์ที่ต้องการเอาชนะธรรมชาติ และนิยายเรื่องนี้กลายเป็นตัวแทนความกังวลของมนุษย์ในสมัยศตวรรษที่ 17 ที่กลัวว่าวิทยาศาสตร์จะสร้างมนุษย์ขึ้นมาเป็นอสูรกาย
ซอมบี้ : หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง
ขณะเดียวกัน ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ "ซอมบี้" ได้รับความนิยมจากผู้คนเป็นจำนวนมาก มันเป็นมอนสเตอร์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นมนุษย์มากที่สุด "มีชีวิตแต่ไร้ซึ่งจิตใจ" เมื่อมนุษย์กลายเป็นซอมบี้ แม้แต่คนที่รักมันก็สามารถฆ่าให้ตายได้ เป็นมอนสเตอร์ที่มนุษย์ทุกคนหวาดกลัว เพราะต่างไม่มีใครอยากทำร้ายคนที่ตัวเองรัก และถูกคนที่ตัวเองรักทำร้าย เมื่อลองวิเคราะห์ให้ดี จะเห็นว่าซอมบี้เป็นภาพแทนความเปลี่ยนแปลงที่มนุษย์ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นมา เมื่อเจอซอมบี้ก็เหมือนเห็นคนที่เรารัก คนที่เรารู้จักเปลี่ยนไป แบบนี้จะไม่ให้กลัวได้ด้วยหรือ!?
นอกจากนี้ เมื่อเทียบซอมบี้ในอดีตกับซอมบี้ปัจจุบัน เช่นเรื่อง I Am Legend (1954) และ Warm Bodies (2013) จะเห็นว่าซอมบี้ในอดีตนั้นเป็นการฟื้นจากความตายด้วยเรื่องเหนือธรรมชาติ ขณะที่ซอมบี้ในปัจจุบันเกิดจากโรคหรือเชื้อโรคที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบัน มนุษย์กลัวภัยจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมากกว่าสิ่งเหนือธรรมชาติ
แดร็กคูลา : หวาดกลัวผู้มีอำนาจจะอยู่อมตะ
แดร็กคูลา แวมไพร์ หรือผีดูดเลือด มีรากฐานมาจากนิทานพื้นบ้านและมีอายุมาแล้วนับพันปี นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าแดร็กคูลาที่เขียนโดยบราม สโตเกอร์ เมื่อปี 1897 อ้างอิงตำนานประวัติศาสตร์ของเจ้าชายชาวโรมาเนียชื่อวลาด เทเปซ ที่ต่อมามีชื่อเสียงเรื่องความอำมหิต บ้าเลือด กระหายสงคราม และลงโทษศัตรูด้วยความเหี้ยมโหด ทั้งนี้นิยายเรื่องแดร็กคูลาของสโตเกอร์ยังเกิดขึ้นในช่วง "Invasion literature" ซึ่งเป็นช่วงที่วรรณกรรมมีผลต่อการแทรกแซงอำนาจทางการเมือง ในช่วงปี 1871 และช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอีกด้วย ทั้งนี้ผู้คนทั่วไปนิยมจดจำแดร็กคูลาตามฉบับสโตเกอร์ เช่น แดร็กคูลาเป็นอมตะ, มีการดูดเลือด, สะกดจิตได้ และมีจุดอ่อนคือ กลัวไม้กางเขน, และกระเทียม เป็นต้น โดยรวมแล้วแดร็กคิวล่าคือตัวแทนของผู้มีอำนาจ และดันมีอำนาจเหนือธรรมชาติ พวกมันเป็นมอนสเตอร์ที่ถูกนำมาดัดแปลงและเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกถึงความอมตะ และความกระหายในเลือด เป็นศัตรูที่มนุษย์ไม่อาจต่อกรได้ง่ายๆ แต่ก็ใช่ว่าจะล้มไม่ได้ ทว่าสิ่งที่ทำผู้คนหวาดกลัวแดร็กคูล่ามากที่สุดก็คือการฆ่าไม่ตาย และต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของมันอย่างเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง
คธูลู : หวาดกลัวความอ่อนแอ
คธูลู หรือ Cthulhu Mythos ไม่ใช่ผี วิญญาณ หรือมอนสเตอร์แบบที่เราเคยรู้จัก H.P. Lovecraft กล่าวว่าเขาจะพาเราทุกคนเข้าสู่โลกแห่งฝันร้าย ผ่านตำนานของคธูลูที่มีเนื้อหาว่า โลกมนุษย์เป็นเพียงสิ่งที่เปราะบาง มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่โดยไม่เคยรู้สึกถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในโลกและจักรวาล บางครั้งมนุษย์จึงได้ทราบหรือพบกับสิ่งทรงอำนาจจากต่างดาว หรือเหล่าอมนุษย์ที่บูชาสิ่งเหล่านั้น การค้นพบสิ่งเหล่านี้มักทำให้ความเชื่อของบุคคลนั้นพังทลายโดยสิ้นเชิง และด้วยขีดจำกัดของจิตใจมนุษย์ เทพซึ่งอยู่เหนือคำจำกัดความว่าชั่วร้ายหรือดีงามเหล่านั้นจึงดูเหมือนเปี่ยมด้วยอำนาจจนทำให้เสียสติได้ กล่าวได้ว่าเนื้อหาสำคัญของเรื่องในชุดตำนานคธูลูก็คือความด้อยค่า ไร้ความหมาย และความอ่อนแอของมนุษยชาติเมื่อเทียบกับจักรวาลนี้นั่นเอง
ถึงแม้ว่ามอนสเตอร์เหล่านี้จะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ความหวาดกลัวของมนุษย์ที่สะท้อนผ่านมอนสเตอร์ ทำให้เราเห็นว่าการอ่านวรรณกรรมหนึ่งเรื่อง หรือตัวละครมอนสเตอร์หนึ่งตัวนั้น ล้วนมีความหมายต่อคนอ่านเสมอ ดังนั้นแล้ว อย่าได้กลัวมอนสเตอร์ที่มีรูปลักษณ์ชวนน่ากลัวเลยค่ะ กลัวความไม่รู้ของเราดีกว่าเพราะหากเรามัวแต่กลัวความเปลี่ยนแปลง เราอาจพลาดสิ่งดีๆ บางอย่างในชีวิตไปก็ได้ ^^
พี่แนนนี่เพน
https://lovecraft.fandom.com/wiki/Cthulhu






0 ความคิดเห็น