สวัสดีค่ะชาว Dek-D พี่มั่นใจว่าต้องมีน้องๆ หลายคนอยากเป็นผู้ชมหรือลงแข่งใน “การโต้วาที” แน่ๆ โดยเฉพาะในยุคที่สังคมสนับสนุนการเปิดกว้างทางความคิดมากขึ้นอย่างทุกวันนี้ วันนี้เราจะพาไปรู้จักหนึ่งในงานที่น่าจับตามองมากๆ นั่นคือ “CU Freshmen Debate” ที่จัดขึ้นมายาวนานไม่ต่ำกว่า 30 ปีแล้ว โดยผู้ที่มาอธิบายเจาะลึกให้เราฟังก็คือ ‘พี่อิ๊งค์’ นิสิตปี 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานชมรมวาทศิลป์และมนุษย์สัมพันธ์ จุฬาฯ ค่ะ
Debate in your AREA
“CU Freshmen Debate” หรือการแข่งขันโต้วาทีประเพณีน้องใหม่ จุฬาฯ (โต้ชี่) เกิดขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 30 ปีแล้ว (และเกิดก่อนชมรมวาทศิลป์ฯ ซะอีก) ก่อนจะเข้าเรื่อง “น้องอิ๊งค์” ก็ได้อธิบายความหมายอของการโต้วาทีให้เข้าใจตรงกันก่อนว่าเป็นการแข่งขันที่ใช้วาทศิลป์โน้มน้าวใจผู้ฟัง โดยยืนอยู่พื้นฐานของหลักเหตุผล การเชื่อมโยง การหักล้าง การยกตัวอย่างอ้างอิงให้ผู้ฟังเชื่อสิ่งที่ฝ่ายตนเองพูด แต่ไม่ได้มุ่งตัดสินความถูกต้องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำให้ผู้โต้และผู้ฟังได้เปิดใจ เห็นมุมมองที่แตกต่าง
ในงานนี้เขาก็จะเปิดรับนิสิตปี 1 ให้ฟอร์มทีมกันมาเป็นตัวแทนแต่ละคณะ ซึ่งแต่ละคณะก็จะมีวิธีคัดเลือกต่างกัน การขึ้นโต้ครั้งนึงจะมีฝ่ายละ 4 คน แต่สามารถส่งได้ถึง 8 คน (ลงแข่ง 4 + ตัวสำรอง 4) เมื่อได้ตัวแทนทีมจากแต่ละคณะแล้ว ผู้จัดก็จะจับฉลากว่าใครจะได้เจอกับใคร และโต้กันในญัตติอะไร จากนั้นทุกฝ่ายจะมีเวลาเตรียมตัว 1 สัปดาห์
เรามาดูญัตติทั้งหมดในรอบนี้กันค่ะ
(รอบคัดเลือกที่ 1 : 4-6 ก.ย.)
และภายหลังจากที่เพจวาทศิลป์ฯ ออกมาโพสต์โปสเตอร์บอกรายละเอียดญัตติ วัน เวลา สถานที่ ช่องคอมเมนต์ก็ร้อนแรงไม่แพ้ญัตติเลยค่ะ! เพราะนอกจากมีผู้ที่ตั้งตารอชมการแข่งขัน ก็จะมีคอมเมนต์บางส่วนที่มองว่าบางญัตติไม่เหมาะสม ไม่ควรนำมาใช้โต้รึเปล่า?
ซึ่งก็คือญัตตินี้...
ซึ่งก็คือญัตตินี้...
จากประเด็นดังกล่าว อิ๊งค์ก็ได้อธิบายว่า “การโต้เรื่องสิ่งผิดกฎหมายไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสำหรับการโต้วาที” สิ่งที่นักโต้วาทียึดถือคือการรับฟังและแลกเปลี่ยนที่เหมือนบ้างต่างบ้าง เข้าใจมุมที่เราเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝ่ายเสนออาจไม่ต้องเล่นเฉพาะเรื่องกฎหมาย ส่วนฝ่ายค้านก็ต้องหามุมอื่นหยิบมาโต้ให้ได้ (***ทั้งนี้ ทีมผู้จัดกล่าวว่าทางชมรมยอมรับและเข้าใจมุมมองที่ผู้คอมเมนต์ต้องการสื่อเช่นกันนะคะ)
เรามาดูกันต่อว่า กว่าทุกญัตติจะผ่านเข้ามาได้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง?
เริ่มจากสำรวจความคิดเห็นจากคนในชมรมและภาคสังคม (บุคคลภายนอกก็เสนอเข้ามาได้) จากนั้นจะมีการกรองญัตติ และรับรองญัตติ
ส่วนกฎเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาให้ญัตตินั้นผ่านจะมี 4 เงื่อนไข ดังนี้
1. ญัตตินั้นต้องไม่เอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และกว้างมากพอให้ทั้ง 2 ฝ่ายมีพื้นที่ของตัวเองในการเล่น
2. ญัตตินั้นต้องอยู่ในกระแสสังคม
3. ญัตตินั้นต้องใหม่เสมอ ไม่เอาญัตติที่เคยโต้ในปีก่อนๆ มาโต้ใหม่
4. ญัตตินั้นต้องทำให้ผู้ฟังและผู้โต้ได้ความรู้และมุมมองใหม่ๆ กลับไปหลังจบการแข่งขัน ไม่โต้เรื่องที่ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไร
* ทั้งนี้ ญัตติที่จะมาใช้โต้ชี่ ก็ต้องผ่านการเห็นด้วยจากทุกฝ่าย ทั้งผู้จัด กรรมการ และผู้แข่งขัน ถ้าผู้โต้เห็นหัวข้อแล้วไม่เป็นธรรม ก็มีสิทธิ์ขอเปลี่ยนญัตติได้ค่ะ
และสิ่งที่หนีไม่พ้นคือ “ประเด็นอ่อนไหว”
ทีมผู้จัดกังวลผลกระทบที่ตามมาหรือไม่?
อิ๊งค์ให้คำตอบว่า “เรายินดีและชอบญัตติที่ sensitive ด้วยซ้ำ เพราะการโต้นี้ต้องการสื่อสารให้สังคมฉุกคิด และประเด็นเหล่านี้แหละที่เข้าถึงสังคมได้มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองหรือบุคคล ก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่จะไม่จู่โจมใครโดยปราศจากเหตุและผล”
“เรายึดมั่นเสมอครับว่าในสังคมมีประเด็นให้เราต้องมาคุยกันเยอะมากสังคม เรารู้ว่าการโต้วาทีคงไม่สามารถชี้ขาดทิศทางอะไรได้ แต่ก็หวังว่าการโยนประเด็นนั้นๆ เข้ากลางวงสนทนา แล้วคนให้คนถกกัน จะทำให้ความคิดขยายวงกว้างมากขึ้น ท้ายที่สุดคนจะได้เข้าใจความแตกต่าง เรียนรู้ และเปิดใจยอมรับกันมากขึ้นครับ”
สำหรับใครที่สนใจเข้าชมการโต้วาทีแบบสดๆ การแข่งขันรอบคัดเลือกที่ 1 จะมีขึ้นวันที่ 4-6 ก.ย. 62 (และจะมีตลอดจนถึง 1 พ.ย.) ทางชมรมวาทศิลป์ฯ ได้เรียนเชิญชวนทุกท่าน รวมถึงบุคคลทั่วไป มาร่วมฟังได้ในสถานที่ที่แจ้งไว้ในโพสต์เลยค่ะ แต่ละญัตติจะมีกำหนดการเรื่องเวลาและสถานที่แตกต่างกันน้าา สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เพจ “ชมรมวาทศิลป์และมนุษย์สัมพันธ์ จุฬาฯ” นะคะ ^^
ชมบรรยากาศ #โต้ชี่ ของปีก่อน
สุดท้ายนี้เรามองว่านอกเหนือจากการโต้วาที คนเราก็มักหยิบเหตุผลมาสิ่งที่ตนเห็นด้วย และหักล้างสิ่งที่ตนไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนรอบข้างในโลกความจริง หรือการโต้ตอบกับในโลกโซเชียล ยังไงก็ขอให้วางใจเป็นกลาง ควบคุมให้เหตุผลอยู่เหนืออารมณ์ และระมัดระวังคำพูด อย่าพาดพิงให้ใครต้องเป็นผู้เสียหายในบทสนทนานั้น เพียงเท่านี้คนในสังคมก็จะเห็นต่าง แต่อยู่ร่วมกันได้โดยไม่แตกแยก อีกทั้งยังได้รับความรู้ใหม่ๆ และมุมมองที่เราอาจไม่เคยนึกถึงมาก่อนก็ได้ค่ะ :)







1 ความคิดเห็น
งงว่า ตอนแรกเขียนว่า "แต่ไม่ได้มุ่งตัดสินความถูกต้องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" แต่สุดท้าย ผลตัดสินก็มาอยู่ที่กรรมการอยู่ดี ถ้ากรรมการเห็นคล้อยตามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ ก็แสดงว่าฝ่ายนั้นทำถูก และ อีกฝ่ายทำผิด หรือ ไม่ดีพอ หน่ะสิ ถ้าไม่ได้มุ่งตัดสินความถูกต้องของฝ่ายใดเลย มันก็ไม่น่าจะมีใครชนะได้เลยนะ
การตัดสินการแข่งขันคือการตัดสินว่าใครโน้มน้าวใจได้มากที่สุด มันไม่ได้สื่อถึงความถูกผิดใดๆ ซึ่งความจำเป็นที่จะต้องมีฝ่ายที่ชนะเพราะมันเป็นการแข่งขัน คล้ายกับเกมกีฬา ซึ่งผลการตัดสินเป็นเครื่องมือในการแข่งขัน