|
วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน 2550 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ เรื่อง : Dr.Pop and The Series of Sion ในโลกนิยายแฟนตาซี
หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2544 หลายคนคงจำเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาเขียนนิยายขนาดยาวลงในอินเทอร์เน็ตได้ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขากำลังเรียนอยู่แค่มัธยมปลาย
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : และเมื่อ The White Road นิยายเรื่องแรกของเขาตีพิมพ์ออกมา ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดขายสูงสุดทะลุมากกว่าแสนเล่ม ทำให้ชื่อของ ดร.ป๊อป กลายเป็นที่รู้จักของนักอ่านคอนิยายแฟนตาซีเพียงชั่วข้ามคืน
ปัจจุบัน ดร.ป๊อป หรือชื่อจริง ฐาวรา สิริพิพัฒน์ เพิ่งเรียนจบเป็นบัณฑิตหมาดๆ ในสาขาธุรกิจโฆษณาจากเอแบค ช่วงระยะเวลาที่เขากำลังเรียนอย่างหนัก (ยืนยันอย่างนั้น) เขายังมีผลงานเขียนอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ 'เดอะ ไวท์โรด' ภาค 1-2 รวมยาวถึง 9 เล่ม (ทั้งหมด 4 ภาคจบ) ล่าสุดเขากระโดดไปเขียนนิยายแฟนตาซีเล่มใหม่ชื่อ The Series of Sion : The Guardian Rising ออกวางแผงช่วงเวลาเดียวกับ The White Road : Spirit หรือไวท์โรดภาคพิเศษนั่นเอง นอกจากนี้เขาบอกอีกว่ากำลังมีโปรเจคเขียนนิยายเรื่องใหม่ชื่อ Boy and the Door พร้อมๆ ไปกับการเตรียมตัวออกอัลบั้มเพลงด้วย แต่ไม่ได้ศึกษารายละเอียดอะไร รู้แต่ว่ามันดูยิ่งใหญ่ดี จนกระทั่งเรียนมหาวิทยาลัยมันจะมีวิชา 'World Civilization' ซึ่งต้องศึกษาเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โลก และคลาสหนึ่งในนั้นจะมีเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ตะวันตก เล่าไปว่าเขามีความเชื่ออะไรเกี่ยวกับสงครามเมืองทรอย เขาก็โยงเข้าไปเกี่ยวกับเรื่องเทพ รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ มันเป็นเรื่องที่ดูคลาสสิกเหนือธรรมชาติดี จะมีเทพหลายคนมาก แต่ละคนจะมีความสามารถต่างๆ กัน เหมือนแต่ละคนมีความสามารถเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน เทพแต่ละคนน่าสนใจนะ เลยศึกษาเป็นเรื่องเป็นราวมาตั้งแต่ตอนนั้น ค้นคว้าเกี่ยวกับเทพโบราณ ทั้งเทพทั้งสัตว์ในนิยาย สัตว์เหล่านี้จะมีส่วนโยงกับเทพหมด ประมาณปีหนึ่ง ได้ข้อมูลทั้งหมดก็เอามาเขียนเรื่องนี้
>ตอนนั้นคิดว่าจะเอามาเขียนเป็นนิยายไหม ตอนแรกยังไม่คิด ศึกษาเพราะรู้สึกว่ามันมหัศจรรย์ ชอบอะไรเหนือธรรมชาติ ตอนเด็กๆ ก็ศึกษาไดโนเสาร์ด้วย ศึกษาเป็นเรื่องเป็นราว อ่านหนังสือทุกเล่ม โครงกระดูกอย่างไร ชนิดไหน ตอบได้หมดเลย พอมาถึงเรื่องเทพมันดูเป็นอภินิหารดี ตอนแรกศึกษาเพราะอยากรู้เอง อะไรที่ศึกษาเพราะอยากรู้เองมันจะสนุกไปเอง ศึกษาไปศึกษามา เรื่องไวท์โรดมันก็มีกล่าวถึงเรื่องเทพเหมือนกัน แต่เป็นเทพที่สร้างขึ้นมาเอง แล้วทำไมไม่เอาเทพที่มีตัวตนจริงๆ มาทำให้มีตัวตนในนิยายของเรา เลยคิดว่าจะทำยังไงถึงจะเอาเรื่องเทพมาไว้ในเรื่องของเรา เลยลองร่างโครงเรื่องขึ้นมาตอนอยู่ปีสอง เทอมสอง ขณะนั้นยังเขียนไวท์โรดอยู่ เขียนโครงเรื่องขึ้นมาและมาประติดประต่อเป็นเรื่องขึ้นตอนอยู่ปีสาม
ค้นคว้าหมดทั้งเวบไซต์ภาษาไทย-ภาษาอังกฤษ หนังสือของไทยที่ใช้เป็นหลักคือ 'ตำนานเทพกรีก-โรมัน' เป็นเล่มที่สวยมาก อ่านหนังสือต่างประเทศเปรียบเทียบด้วย เพราะว่าจะมีตำนานหลายอย่างมาก เช่น 'พีกาซัส' ตำนานหนึ่งเขาบอกว่าเป็นลูกของเมดูซากับโพไซดอน มีอะไรกันเลยเกิดพีกาซัส แต่บางตำนานบอกว่าเกิดจากเลือดของเมดูซาหยดลงทะเลแล้วกลายเป็นพีกาซัสขึ้นมา เราไม่รู้ว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ เราต้องเลือกเรื่องที่ว่าเอาอันไหนมาใส่ในนิยายแล้วจะน่าสนใจมากที่สุด เพราะว่าถ้าเอาเมดูซากับโพไซดอนมีอะไรกันมันก็ธรรมดาไป ไม่เร้าใจ แต่ว่าถ้าเขาเกิดมาจากหยดเลือดของเมดูซา มันก็ดูน่าตื่นเต้น ต้องเลือกว่าตรงไหนน่าสนุกมากกว่า เพราะว่ามันมีหลักฐานยืนยันอยู่แล้วว่าเรื่องไหนจริงหรือไม่จริง
>วางพล็อตไว้อย่างไรถึงไปเกี่ยวข้องกับเรื่องเทพได้
พล็อตเรื่องจะกล่าวถึงตัวละครสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือ 'เรน' เป็นเมืองโจรหรือพวกโจรออกปล้นฆ่า (ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวกับนักร้องเกาหลีชื่อเรน) เรียกเพราะว่าต้องการตัวละครออกแนวอึมครึมเหมือนฝนตกทำนองนั้น ตัวเขาจะเป็นคนเงียบๆ คิดมากแต่พูดน้อย แรกๆ ตัวละครแต่ละตัวไม่มีวี่แววว่าจะต้องไปเกี่ยวข้องกัน แต่มันจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาไปเกี่ยวข้องเอง กลุ่มที่สองคือ 'เจ้าชายฟินิกซ์' เป็นเจ้าชายอายุ 17 ยังดูเด็กๆ นิสัยจะซุกซนบ้าง แต่เขาต้องไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในภายหลัง กลุ่มสุดท้ายคือ 'อาเทน่า' เด็กสาวชาวบ้านธรรมดา ชีวิตอยู่สุขสบายๆ แต่มันมีเหตุการณ์ทำให้เธอไปเกี่ยวข้องกับการค้นหาเทพ
เรื่องนี้จะเกี่ยวกับการพิทักษ์พลังของเทพ คือวางโครงเรื่องไว้ว่ามันจะมีดาวหางของซุสลงมาที่โลกไซออนทุก 5,000 ปี เวลาที่ลงมาคือเวลาที่พลังของโลกมันเหลือน้อย หมายถึงแหล่งพลังงานของโลกเหลือน้อย ในเมื่อแหล่งพลังงานของโลกเหลือน้อย มันจะกลายเป็นปลุกสัตว์อสูรขึ้นมา เหมือนกับว่าพลังที่คุ้มครองน้อยลงทุกทีแล้วสัตว์อสูรก็จะขึ้นมามีอำนาจ และตอนนั้นเทพที่อยู่ตามไซการ์ด (อาวุธ) จะมามีตัวตนในโลกแห่งความเป็นจริงที่จะทำให้ไซการ์ดที่มีอยู่แล้วกลายเป็นแค่หินธรรมดา ทุกๆ 5 พันปี คนเหล่านี้จะต้องตามหาเทพเพื่อมาใส่ไซการ์ดตัวเอง เพื่อให้เทพอยู่กับตัวเองไปอีก 5 พันปี เพื่อเป็นการสืบทอดอำนาจ จนเมื่อดาวหางมาจุติ เทพทุกองค์ก็จะไปสิงสถิตอยู่ที่ไซการ์ดแล้วสัตว์อสูรก็จะหายไป เหมือนกับว่าพวกเขาต้องทำงานแข่งกับเวลา
>ทุกคนต้องมีไซการ์ดเป็นอาวุธประจำตัว
ไม่ได้จำเป็นว่าทุกคนบนโลกต้องมี แต่ทุกคนที่มีอยู่และจะต้องดิ้นรนเพื่อรักษามันไว้ อย่างเมืองของเจ้าชายฟินิกซ์ เป็นเมืองค่อนข้างทันสมัยระดับหนึ่ง ดำรงอยู่ได้เพราะพลังของไซการ์ด แต่สมมติว่าพลังของไซการ์ดมีคนอื่นมาเอาไปหรือมีคนมาเอาพลังของเทพองค์นี้ไป เมืองของเจ้าชายก็จะล่มสลาย แต่ละคนต้องตามหาไซการ์ดตัวเอง อย่างของอาเทน่า ต้องดำรงไซการ์ดเพราะว่าเป็นไซการ์ดที่แม่ให้มาตั้งแต่เด็ก แต่ว่าไม่มีโอกาสได้ใช้คือทำเหมือนกับว่าสานต่องานของแม่ อารีออนเองก็สืบทอดไซการ์ดเพื่อสานต่อบรรพบุรุษ แต่จะมีเรนอยู่คนเดียวที่การค้นหาไซการ์ดของเขายังคลุมเครืออยู่หรือว่าค้นหาเพื่ออะไร
เปิดเรื่องเป็นฉากหลังสงคราม แสดงให้เห็นว่ามีการตายเกิดขึ้น แล้วเราก็ยิงตัวละครชื่อเรนที่ยังเป็นเด็กอยู่ออกไป เขาได้ของบางอย่างจากพี่ชายนั่นคือไซการ์ด แต่เรนยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรในตอนนั้น แล้วฉากตัดว่ามีคนต้องการจะเอาสิ่งนี้และไล่ล่าเขา เรนหนีและตกบนหน้าผาไป แล้วก็กลับมาในโลกปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้บอกเลยว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น รู้แต่เพียงว่าเด็กผู้ชายคนนี้หนีออกมาจากหน้าผา แล้วก็โตกลายเป็นโจรที่แบบเงียบๆ ขรึมๆ หน่อย แต่ตลอดเรื่องจะมีการเล่าเบื้องหลังของเขาตลอด เบื้องหลังว่าเขาตกลงมาจากหน้าผาแล้วใครช่วยเขาไว้ ลักษณะนิสัยเขาเป็นยังไง เพื่อนสนิทเขาเป็นยังไง และจะมีการกล่าวมาตลอดทั้งสามเล่ม จนกระทั่งมาถึงว่าเขามาเป็นอย่างนี้ได้ยังไง เพื่อที่จะโยงไปถึงว่าในอนาคตเขาว่าจะเป็นยังไง
>ฉากต่อสู้ตื่นเต้นเยอะมาก
ทุกตอนมีไคลแมกซ์ทั้งหมด คืออารมณ์ของเรื่องไม่ใช่อารมณ์นิ่งๆ เป็นอารมณ์พีคๆ ตลอด 4 ตอนแรกนี้จะเป็นอินโทรดักชั่น แต่ไม่ได้เป็นบทนำอะไรมากมาย เป็นเรื่องราวปูพื้น เวลาอ่านจะรู้แค่ว่าตัวละครทำอะไรอยู่ แต่ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องอะไรกัน ไม่รู้ว่าไซการ์ดมันสำคัญยังไง ยังไม่ได้โยงว่ามันเกิดอะไรขึ้น เริ่มเข้าเรื่องตอนที่ 5 อารมณ์มันจะพีคทุกตอน เนื่องจากว่าตัวละครมีสามกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีเนื้อเรื่องเป็นของตัวเอง เขายังไม่ได้มาเจอกันในเล่มนี้ ฉะนั้นแต่ละกลุ่มจะมีจุดพีคจุดไคลแมกซ์เป็นของตัวเอง
เมื่อมันมีสามกลุ่ม ก็จะมีไคลแมกซ์กันไปสามทาง เรื่องบู๊และมันตลอด จะเป็นการบู๊ระหว่างหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการบู๊ระหว่างเทพกับเทพ เทพกับสัตว์อสูร ซึ่งไคลแมกซ์ของเรื่องจะอยู่ท้ายตอนที่ 4 จะเป็นแบบเซอร์ไพรส์ขึ้นมาเลย คนอ่านแล้วบอกว่าขนลุกกันนะ คือมันไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นเลย แต่มันเกิดขึ้น อยู่ๆ โผล่ขึ้นมา และมันมีการสู้ระหว่างคนกับเทพ คนสองคนสู้กัน หรือสู้กันระหว่างกองทัพ แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแฟนตาซี แต่ย้อนยุคไปเลย ผมไม่ชอบเรื่องอะไรที่มีแบบเจ้าหญิงเจ้าชาย พ่อมดแม่มด มันเกร่อเกินไป ทุกวันนี้มีแต่เรื่องแนวนั้น
โลกของแฟนตาซีไม่ได้สโคปแค่ตรงนี้ ผมพยายามใส่เทคโนโลยีเข้าไปให้เห็นว่าโลกใบหนึ่งมีทั้งคนที่แต่งตัวกันแบบนี้ และมีอีกประเภทหนึ่งที่แต่งตัวอีกแบบหนึ่ง คือในโลกหนึ่งโลกมันต้องมีความหลากหลาย ไม่ใช่ว่าคนทั่วโลกใส่ชุดเกราะเหมือนกันหมด ฉะนั้นโลกของไซออนเป็นแบบนั้น มีความล้ำสมัยสุดๆ มีเมืองที่ไม่มีอะไรเลย มีเมืองที่ชนบทมากๆ ธรรมชาติมากๆ และเมืองที่มีความผสมผสาน นั่นคือโลกของไซออน เลยเป็นความสนุกหลายรูปแบบ มันมีเมืองที่ถูกควบคุมโดยเครื่องจักรหรือควบคุมโดยหุ่นยนต์ทั้งเมือง
>ทั้งสามภาคต้องเชื่อมต่อกันหรือเปล่า
ต้องเชื่อมโยงกัน คือจะเป็นการตามหาจนกว่าจะไปถึงจุดไคลแมกซ์เลย เพราะว่าอย่างตอนนี้มีเทพที่เป็นไซการ์ดปรากฏตัวแล้ว เช่น เทพแห่งเสียงเพลง เทพโพไซดอน เทพอาคิลิส และเทพฟลอร่าแห่งบุปผาดอกไม้ เป็นไซการ์ดแล้ว เล่มนี้จะมีประมาณแค่นี้ เล่มหน้าก็จะตามหาไปเรื่อยๆ จนเจอเทพองค์สุดท้าย เล่มหน้าชื่อว่า 'The Last Guardian' คือเทพคนสุดท้ายที่จะได้มาเป็นไซการ์ด ซึ่งคือเทพอะไรก็ยังไม่รู้ แต่หลังจากเจอเทพองค์สุดท้ายก็จะเข้าสู่ 'The Key of Sion' ซึ่งจะเป็นภาคอวสานของเรื่องที่รุนแรง สะบั้นหั่นแหลก เพราะว่าหลังจากได้เทพองค์สุดท้ายมาก็จะกำเนิดสิ่งใหม่ขึ้นมา เมื่อทุกคนพัฒนาถึงจุดสุดยอดแล้ว ก็ต้องเผชิญกับสงครามที่ใหญ่ที่สุด
>ภาษาในเล่มนี้มีพัฒนาการขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ภาษาใช้เป็นมากขึ้น คือภาษาของไวท์โรดเป็นภาษาที่ยังเด็กอยู่ บางทีพอกลับไปอ่านรู้สึกว่าทำไมตอนนั้นเขียนออกไปอย่างนี้ แต่การออกไปอย่างนั้นแหละมันทำให้หนังสือเราติดตลาด (หัวเราะ) อาจจะเป็นเพราะว่าภาษาแบบนั้นสื่อสารกับเด็กได้ แต่ถ้าสื่อสารกับมืออาชีพแล้วอาจจะไม่ได้ ตอนนี้รู้สึกว่าภาษาเราเป็นมืออาชีพมากขึ้น หนังสือเล่มนี้วางตลาดเพียงแค่สัปดาห์เดียวก็ได้พิมพ์ครั้งที่สอง แสดงให้เห็นว่ากระแสตอบรับมันดี คนอ่านก็ไม่ได้มีแค่เด็ก ผู้ใหญ่เองเขาก็บอกว่าพัฒนาการของเรามันค่อนข้างเด่นชัดในเรื่องตรงนี้
ถ้าใครได้อ่าน The White Road Spirit เล่มล่าสุดนี้ เขาก็บอกว่ามันไปอีกขั้นแล้วเหมือนกัน เพราะว่ามันทิ้งตัวตนความเป็นไวท์โรดโดยสิ้นเชิง ไปสู่ยุคใหม่ของโวท์โรด และแสดงให้เห็นถึงความกว้างของโลกไวท์โรด มันจะเป็นการขยายเนื้อเรื่องของไวท์โรดให้สมบูรณ์และเป็นการไขปริศนาบางอย่างที่มันคาใจ ตัวละครเซตใหม่หมด ไม่เกี่ยวกับตัวเก่า จริงๆ ไวท์โรดมี 4 ภาคหลัก แต่สำหรับซีรีส์รองนี้เป็นการสร้างสีสันให้กับไวท์โรด และคิดว่าจะส่งผลให้คนสนใจหันกลับไปอ่านไวท์โรดเล่มหนึ่งใหม่ หรือคนที่อ่านซีรีส์รองก็ไม่จำเป็นต้องอ่านไวท์โรดก็ได้ ซึ่งเขาจะได้อ่านตรงที่ภาษาได้รับการพัฒนาแล้วด้วย
>รู้สึกอย่างไรที่ตัวเองเป็นผู้จุดกระแสให้เด็กวัยรุ่นหันมาอ่านหนังสือและเขียนนิยายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
คงเป็นเพราะว่าเราทำอะไรด้วยความตั้งใจ ในตอนเขียนไวท์โรด ตั้งใจว่าแค่อยากจะมีหนังสือเป็นของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้หวังเรื่องชื่อเสียงอะไร อาจเป็นเพราะทำด้วยความตั้งใจแล้วผู้ใหญ่หรือคนทั่วไปเขาให้ความสนับสนุน ผมเองก็เอาแรงบันดาลใจจากคนอื่นมาเยอะ ในชีวิตผมมีคนที่เป็นต้นแบบเยอะ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นต้นแบบให้ใครได้ เพราะชีวิตเราก็ธรรมดาและไม่มีอะไรพิเศษกว่าใครมากมาย จุดเล็กๆ ตรงนี้ทำให้คนเห็นความสำคัญของเรา ยอมรับว่าชีวิตเราไม่เหมือนเดิมเพราะไวท์โรด
ผมรู้สึกว่ามันสนุกและดีใจที่เด็กหันมาทำกิจกรรมที่ไม่จำเป็นว่าเวลาว่างจะต้องเล่นกีฬา ร้องเพลง มันมีอีกอย่างที่ทำได้คือการเขียนหนังสือ มันเป็นเทรนด์ใหม่ดีนะ คนฝึกเขียนหนังสือได้จนเป็นเล่ม มันไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ ต้องหาอะไรอีกเยอะแยะ ไปศึกษาค้นคว้า หาแหล่งข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นดูหนัง ฟังเพลง เยอะแยะไปหมด แสดงว่าเขาใช้เวลาตรงนั้นทำเวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เพราะว่ามันดีกว่าให้เขาไปทำอะไรไร้สาระ เด็กคนหนึ่งเขียนหนังสือได้จะต้องใช้ความสามารถระดับหนึ่ง ผมทำให้เด็กหันมาเขียนหนังสือกันเยอะ แต่ตอนนี้มันเยอะเวอร์มาก เมื่อก่อนไม่มีเลยนะ
การได้แรงบันดาลใจตรงนั้นมันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย กลายเป็นว่ามันออกมาเยอะเกินจนเป็นกระแส ฉันแค่อยากจะมีหนังสือ มันไม่ใช่อยากจะมีเพราะอยากมี แต่เป็นอยากจะมีเพราะอะไรสักอย่างในรูปแบบที่ไม่สามารถเข้าใจได้ อย่างตอนนี้ในเวบเด็กดีดอทคอมก็ไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อนมันจะเป็นสังคมที่ว่าคนรักไปเขียนหนังสือจริงๆ จะมีอยู่ไม่กี่เรื่อง และแต่ละเรื่องที่เขียนมีชื่อเสียงหมดเลยอย่าง 'บารามอส' เขียนด้วยความตั้งใจแบบสุดๆ ปัจจุบันเวบนี้มีไว้เหมือนอยากจะโปรโมทนิยายตัวเอง กลายเป็นสังคมที่ไม่สนุกเหมือนเมื่อก่อน เป็นสังคมที่บางทีดูมีอิทธิพล คือนักเขียนรุ่นเก่าๆ ก็ไม่ได้เล่นบอร์ดกันแล้วนะ
>อาจเป็นเพราะโตขึ้นด้วยหรือเปล่า
ตอนที่ผมอยู่มันก็ไม่ได้มีแบบนี้ ถ้าจะคุยกันเราก็คุยกันในส่วนของเรา เมื่อก่อนยังไม่มีบอร์ดด้วยมั้ง ถ้าจะคุยกันก็มาคุยกันในหน้าของผม เหมือนกับคนมาทำความรู้จักเรา แต่ตอนนี้กลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีกลิ่นของความพยายามอะไรอย่างนี้ เขาเรียกว่า 'ฉาบฉวย' ไม่รู้ไม่พูดดีกว่า... แต่เรื่องดีๆ ก็ไม่ได้รับการโปรโมทที่ดี บางเล่มหน้าปกไม่สวยเลย แต่พอเอามาอ่านแล้วดี บางเล่มเขาอาจจะยังเด็กอยู่มั้ง นึกไปถึงว่าตอนเด็กเราก็ทำได้แค่นั้น ซึ่งบางคนไปอ่านงานของเราแล้วเขียน ตอนนี้อายุ 15 เอง
>การเรียนธุรกิจโฆษณากับการเขียนหนังสือ มีอะไรเชื่อมโยงกันได้บ้าง
ธุรกิจโฆษณาตอบผมได้หลายอย่างมาก โฆษณาเป็นสาขาแขนงที่เน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์อย่างสุดโต่ง มันสอนให้เราคิดแบบนอกกรอบตลอด โฆษณาไม่มีการสอนคำนวณมากมาย การเรียนโฆษณาได้ประโยชน์มาก เหมือนมันกระตุ้นเราได้ตลอดเวลา อาจารย์ถามเราต้องตอบได้ว่าโฆษณานี้ของอะไร ความหมายว่ายังไง ถ้าตอบไม่ได้ก็ไม่ใช่เด็กโฆษณา เด็กโฆษณาจะเป็นบุคลิกที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา จะอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องพรีเซนต์ทุกคาบ ต้องทำรายงานตลอด ต้องตัดวิดีโอ คิดสดๆ มันทำให้เราเป็นคนรักการแข่งขัน ต้องมีทักษะในการตอบคำถาม ต้องมั่นใจระดับหนึ่งถึงจะเป็นเด็กโฆษณาได้
>วางแผนไว้หรือยังว่าต้องทำงานด้านที่เรียนมา
ตอนนี้ขอพักก่อน เพราะรู้สึกว่าเรียนหนักมาตลอด เรียนแทบไม่ได้นอนเลย แต่จะมีโปรแกรมเรียนต่อปริญญาโท แต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นในหรือต่างประเทศเท่านั้นเอง วางแผนไว้ว่าถ้าทำงานก็คงจะเป็นในสายครีเอทีฟ รู้สึกว่าจะเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องเข้างานตรงเวลา คิดอย่างเดียว รู้สึกว่าสนุกกับการคิด ในระหว่างหนึ่งปีนี้คงจะใช้เวลาไปกับการพัก การเขียนหนังสือ การทำงานแขนงใหม่ๆ เพราะตอนนี้อัลบั้มเพลงก็รุดหน้าไปมาก ทำอัลบั้มเต็มที่ ทำหลายอย่าง จริงๆ อีกโปรเจคหนึ่งที่ใกล้จะเสร็จแล้วด้วยคือนิยายเรื่องใหม่ 'Boy and the Door' คิดว่างานเขียนเป็นงานอดิเรก เพราะว่ามีอารมณ์จะเขียนก็เขียน
>คาดหวังอะไรจากคนอ่านบ้าง
สิ่งที่ผมหวังคืออยากให้อ่านเรื่องนี้แล้วไปศึกษาตำนานเทพต่อ มันจะมีภาคผนวกบอกประวัติเทพคร่าวๆ ด้วย แต่รู้สึกว่ามันจะไม่ได้อรรถรสพอเท่ากับไปอ่านเอง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพออ่านเรื่องนี้เสร็จ ทุกคนจะมีความกระตือรือร้นอยากรู้เรื่องเทพและก็ไปศึกษาต่อ มันสอนอะไรหลายอย่าง ได้แนวคิด โดยเฉพาะเทพกับคนในตำนานกรีกไม่ต่างกัน อยากให้ไปศึกษาและเอาแง่คิดดีๆ มาใส่ชีวิต แง่คิดที่ไม่ดีก็เอามาใส่ด้วย จะได้รู้ว่าไม่ควรทำอย่างนั้น
-------------------------------
เรื่องโดย พรชัย จันทโสก
|


27 ความคิดเห็น
ชอบและติดตามนิยายของพี่ป๊อปตลอดนะครับ
เรามันเด็กไวท์ยู อิอิ
รักไวท์โรด รักพี่ป๊อบตลอดปาย
สู้ๆ นะพี่ป๊อบ ยีนส์เป็นกำลังใจให้ซำเหมอแหละ 555+ (ถึงแม้จะไม่ค่อยโผล่หน้าไปให้เห็นบ่อยๆ ก็เตอะ เหอๆ -*-)
รออยู่นา
ส่วนเรื่องอื่นๆที่พี่ป๊อปเขียน
นู๋มีทุกเล่มค๊า ^^"
ตอนนี้ก้อรอเล่มฉองเดอะซีรี ออฟ ไซออนอ่า ชอบๆ
ความคิดสร้างสรรค์แต่ไม่ดีเท่าที่ควร
ยังไม่เคยได้อ่านอ่านหนังสือของพี่เลย ไม่ค่อยมีโอกาสได้ซื้ออ่านเองซักเท่าไหร่ค่ะ
พี่ป๊อบแต่งนิยายได้สนุกมากเลย ชอบนิยายที่พี่ป๊อบเขียน(แหมเพิ่งจะเริ่มอ่านได้ไม่นาน) อ่านนิยายที่พี่ป๊อบเขียนลงในเล่มโปรดน่ะ สนุกมากเลยล่ะ คิดว่าจะติดตามอ่านไวท์โรดและเล่มอื่นๆด้วย ชอบวิธีการเขียนของพี่ป๊อบนะ อยากอ่านผลงานเล่มใหม่ของพี่ป๊อบนะ Boy and the Door ต้องสนุกแน่ๆเลยล่ะ
ติดตามผลงานของพี่มาได้ 1 เล่มเเล้ว สนุกดี อ่านไปก็อิจฉาตัวละคร