FinishYippy นักเขียนผู้ใช้ความพยายามพิสูจน์ตนเองจนมีผลงานตีพิมพ์เป็นเรื่องแรก!


FinishYippy นักเขียนผู้ใช้ความพยายาม
พิสูจน์ตนเองจนมีผลงานตีพิมพ์!


ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เป็นคำพูดที่สามารถบ่งบอกถึงตัวตนของ “FinishYippy” หรือ “อ๊ะอ๋า” เจ้าของผลงานนิยายวายเรื่อง “ตื๊อรักฉบับเทวดา” ได้ดีมากๆ เลยค่ะ   กว่าจะได้ตีพิมพ์นิยายเรื่องแรก บอกเลยไม่ใช่เรื่องง่าย เธอพยายามฝึกฝนพัฒนาฝีมือตัวเองอยู่เสมอ จากเด็กป. 5 ที่เริ่มเขียนนิยายที่เนื้อหามีเพียงบทสนทนาลงสมุด แลกกันอ่านกับเพื่อนสนุกๆ สองคน ก้าวผ่านจุดพลิกผันในชีวิตที่ทำให้เธอตัดสินใจที่จะเปลี่ยนงานอดิเรกของเธอเป็นงานที่สามารถสร้างรายได้ให้เธอและครอบครัวได้ในที่สุด

อ๊ะอ๋า เริ่มต้นที่จะศึกษาการเขียนอย่างจริงจังหลังจากล้มป่วย แต่ทุกอย่างก็ไม่ง่าย เมื่อการเขียนบทบรรยายไม่ใช่สิ่งที่เธอถนัด เธอเคยท้อจนคิดว่าตัวเองไม่มีทางที่จะมันได้สำเร็จ แต่ก็เพราะความพยายาม และกำลังใจจากครอบครัวก็ทำให้เธอผ่านจุดนั้นมาได้ และวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับนักเขียนคนนี้กันค่ะ FinishYippy!



 

ก้าวแรกบนเส้นทางนักเขียน

สวัสดีค่ะ ชื่อวรัญญา ชื่อเล่น อ๊ะอ๋า นามปากกา FinishYippy นะคะ เริ่มต้นเขียนนิยายจากการเขียนแบบบทพูดก่อนจะเริ่มเขียนแบบรรยาย นับรวมๆ ตอนนี้ก็เข้าปีที่ 17 แล้วค่ะ แต่ถ้านับจากเริ่มหัดเขียนแบบบรรยายได้ราวๆ 6-7 ปีจ้า 

จุดเริ่มต้นการเส้นทางนักเขียน อันนี้ต้องเล่าย้อนไปไกล เริ่มจากตอนป.5 เห็นพี่สาวของเพื่อนเขียนบทพูดเป็นเรื่องราวแล้วชอบค่ะ ความรู้สึกเหมือนตอนเราดูละครกับแม่เลย แรกๆ เขียนลงสมุดแลกกันอ่านกับเพื่อนสองคน ขึ้นมัธยมมีเพื่อนในห้องขออ่านแล้วบอกสนุก ก็เลยเขียนแบบบทพูดมาเรื่อยๆ 

หลังจากนั้นอ๋าก็ป่วยค่ะ พอมีอาการป่วยแทรกเข้ามา ก็เริ่มมีความรู้สึกแย่กับตัวเอง แต่เพราะครอบครัวคอยอยู่ข้างๆ ประกอบกับมีโน้ตบุ๊กก็เริ่มอยากทำอะไรที่ทำไหวและพ่อแม่ไม่เป็นห่วงเพื่อหารายได้ หลายปีเลยกว่าจะกล้าลองเขียนบรรยาย ตอนหลังมีพี่นักเขียนแนะนำว่าลองลง ขายออนไลน์ดูไหม จากนั้นได้พูดคุยกับรับกำลังใจผ่านมิตรภาพออนไลน์ ซึ่งทุกคนให้ความกล้าผ่านตัวอักษรที่ต่างกัน แต่เป็นอีกแรงผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้า ทางพ่อก็บอกว่าลองดูๆ หลังบรรยายนิยายเรื่องแรกจบจึงตัดสินใจลงขาย ยอดโหลดไม่มากแต่ภูมิใจมากๆ ค่ะ 

ทำให้เริ่มคิดต่อไปอีกว่าอยากจริงจังกับการเขียนกว่านี้เพราะพอจะบรรยายได้แล้ว ทั้งเพื่อครอบครัวแล้วก็เพื่อพัฒนาตัวเอง

ทว่าถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่ในความจริงแล้ว ยอมรับว่าเราไม่ได้มีความฝันอยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เริ่มต้น ช่วงเรียนมัธยมหลายคนที่รู้จักจะเห็นเราว่างปุ๊บเปิดสมุดเขียนๆ ปั๊บ เขาเคยถามว่าเราชอบเขียนนิยายมากเหรอ ต่อไปจะเป็นนักเขียน จะเขียนนิยายขายด้วยหรือเปล่า ตอนนั้นเราตอบว่า ‘ไม่’ เพราะเราไม่รู้ว่าอาชีพที่ว่าคืออะไร ต้องทำยังไง แบบไหน เราแค่อยากเขียนก็เลยเขียน 

แต่ในวันที่ป่วย ไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่หวังไว้ นอกจากครอบครัวที่อยู่ข้างๆ ปากกา สมุด (ตอนหลังเพิ่มโน้ตบุ๊กเข้ามาด้วย) แล้วก็ความคิดที่อยากเขียนเรื่องราวต่างๆ ไม่เคยหายไปเลย จากคิดว่า ‘ไม่’ ซึ่งตอนนี้ก็ยังลังเลว่าเราชอบเขียนนิยายจริงไหม แต่สิ่งหนึ่งที่เราตอบได้คือเรายังไม่อยากหยุดเขียนและเราไม่ได้แค่จับปากกา กางสมุด เปิดโน้ตบุ๊กเพื่อเขียนไปเรื่อยๆ เหมือนตอนเด็กแล้ว แต่นิยายเรื่องหนึ่งที่เราเขียน ตัวละครในนั้นเหมือนเป็นคนรู้จักที่เราอยากพาพวกเขาไปจนถึงเส้นชัยของความสุข การเขียนนิยายทำให้เราได้เรียนรู้ว่าถึงแม้การเขียนเรื่องราวไม่ว่าจะเป็นบทพูดหรือบทบรรยายจะไม่ง่าย แต่ถ้าเราพยายาม เขียนไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ตัวละครที่มีความสุขในแบบที่เราอยากให้เป็น แต่เราก็ความสุขและเติบโตไปกับพวกเขา



 

ผลลัพท์แรกหลังจากเริ่มเขียนนิยายแบบบทบรรยาย

เขียนครั้งแรกประสบความสำเร็จเลยไหม? ไม่เลยค่ะ สำหรับเราแล้วยากมากที่จะทำอะไรสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก นิยายก็เช่นกัน อุปสรรคหลักๆ คือบรรยายไม่ไหว ต้องเล่าก่อนว่าตอนแรกที่เขียนนิยายแบบบทพูด เรามีแค่พล็อตต้น กลาง จบ เราก็เริ่มเขียนได้แล้ว ลักษณะการเขียนจะมีชื่อตัวละครกำกับในทุกครั้งหน้าคำพูด เขียนบอกว่าใครทำอะไร ยังไง ทางไหนด้วยวงเล็บ ไม่ต้องเขียนบรรยาย ทำให้พอเริ่มเปลี่ยนรูปแบบการเขียนก็เลยยาก เราไม่ถนัดเขียนบรรยาย แรกๆ รู้สึกงงๆ ไหนจะคำเชื่อมอีก ทำให้ท้อมาก เพื่อนหาวิธีเขียนมาช่วยก็รู้สึกยังไม่ใช่ทาง 

กระทั่งได้รับคำแนะนำจากพี่ๆ เพื่อนๆ ผ่านโซเชียล ซึ่งถือเป็นโชคดีของเรามากๆ ‘พยายามเข้านะ’ ‘เขียนต่อไป’ ‘อยากเขียนอะไรเขียนเลย’ ‘อ่านเยอะๆ เขียนเยอะๆ’ ‘หมั่นสังเกต’ ทุกคำแนะนำทำให้เราอยากไปต่อ สำหรับอาการป่วยที่เล่าตอนแรกก็ไม่มีผลกระทบกับการเขียนค่ะ บางครั้งเพราะได้เขียนจากรู้สึกแย่ๆ ก็รู้สึกดี เหมือนเราได้เอาความคิดส่วนใหญ่ไปต่อยอดกับเรื่องที่เขียน

การเขียนนิยายสำหรับเราไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่ทำให้ไม่ยอมแพ้ และเลิกเขียนนิยายเสียก่อน ก็คือความอยากเขียนค่ะ อันนี้เป็นสิ่งแรก ต่อมาก็กำลังใจ จากยอดวิวที่ถึงจะไม่มาก แต่พอมองว่ามียอดอ่านทุกตอนก็แปลว่ามีนักอ่านแวะเข้ามาทุกครั้งที่เราลงตอนใหม่นะ แล้วก็กำลังใจจากครอบครัวโดยเฉพาะพ่อแม่ที่อยู่กับเราแทบจะในทุกๆ โอกาส การได้คุยด้วยเสียงกับพ่อเป็นอะไรที่ดีมากค่ะ เหมือนเราได้เอาบางเรื่องในใจ ความเศร้าซึม จากสิ่งที่มันไม่ได้ตามที่หวังออกไปบ้าง หลังจากดีขึ้นแล้วได้กินกับข้าวที่แม่ทำก็ยิ่งรู้สึกดี 

บวกกับเราไม่อยากยอมแพ้ทั้งๆ ที่ในหัวมีเรื่องที่อยากเขียนอีกเยอะมาก อยากรู้ว่าถ้าทำจนถึงที่สุดจะเป็นยังไง แล้วถ้าไม่เขียนเราจะทำอะไร เคยคิดว่าพอแล้ว ไม่เขียนแล้ว แต่ไม่กี่วันก็กลับไปเขียนอีกเพราะการที่เราได้เขียนเหมือนเป็นความสุขเล็กๆ ที่อยากหยุดตอนท้อ แต่ก็ทำได้แค่พักแล้วเริ่มใหม่ค่ะ

สำหรับในอนาคต อ๋าก็หวังเล็กๆ ว่าตัวเองจะมีแรงกำลังเขียนไปเรื่อยๆ สามารถพัฒนาสำนวน เพิ่มมิติตัวละครได้มากกว่านี้เพื่อเรื่องราวที่เข้าถึงคุณนักอ่านทุกเพศ ทุกวัย  อยากเขียนในเรื่องราวที่ทำให้พวกเขามีรอยยิ้ม อบอุ่น รู้สึกดี ไม่เสียดายที่เปิดอ่านในสิ่งที่เราเขียน อีกอย่างคือเราเริ่มต้นจากการเขียนบทพูด ถ้าเป็นไปได้เราอยากเสริมตรงนั้นเพื่อเขียนบทหนังหรือบทละครค่ะ



 

“ตื๊อรักฉบับเทวดา” รางวัลของความพยายาม

‘ตื๊อรักฉบับเทวดา’  ตีพิมพ์เรื่องแรกค่ะ ขอเล่าย้อนไปถึงสถานการณ์ตอนที่ทราบเรื่องครั้งแรก ตอนนั้นกำลังสะลึมสะลือตื่นเปิดอีเมล พอเห็นว่า ‘ตื๊อรักฉบับเทวดา’ ได้รางวัลจากโครงการของสำนักพิมพ์หนึ่ง ซึ่งตีพิมพ์ผลงานของพี่นักเขียนที่เราชอบ ตอนแรกคิดว่าฝันซ้อนฝันหรือเปล่า เพราะตอนลงนิยายเรื่องนี้ระหว่างเร่งพิมพ์เพื่อให้ทันส่ง ยอดอ่านน้อยมากจนใจแป้ว แต่พอแน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงใจเต้นแรงมากๆ ค่ะ รีบบอกพ่อแม่ จากนั้นไม่นานก็มีอีเมลเพิ่มเติมว่าอีกสำนักพิมพ์สนใจจะตีพิมพ์นิยายเรื่องนี้ จังหวะนั้นใจยิ่งเต้นแรง อ่านข้อความซ้ำๆ จนแน่ใจว่าเราไม่ได้เข้าใจผิดนะ มันเป็นความดีใจซ้อนดีใจเพราะแค่ฝันว่าสักวันจะได้ตีพิมพ์เป็นเล่มหนังสือเรายังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะฝัน แต่วันหนึ่งที่ทุกอย่างเข้ามาพร้อมกัน เราว่ามันสุดมาก สุดจริงๆ ในนาทีนั้นค่ะ

จะว่าเป็นเหมือนเครื่องมือพิสูจน์ความพยายามของเราก็ได้ค่ะ มันไม่ได้สูญเปล่า หลังตัดสินใจจะส่งประกวดนิยายในหัวข้อ ‘เกิดใหม่’ ตอนนั้นขอพ่อแม่ไปอยู่เงียบๆ เพื่อเขียนนิยายให้ทันส่งที่บ้านของพี่เกือบสามเดือนค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่เราต้องอยู่ด้วยตัวเองเพราะเย็นบ้างค่ำบ้างพี่ๆ ถึงจะกลับจากที่ทำงานและเราไปไหนคนเดียวไม่ค่อยได้ด้วยเนื่องจากอาการป่วย 

ระหว่างนั้นก็เกิดความรู้สึกบั่นทอนความมั่นใจเป็นพักๆ กระทั่งถอดใจทั้งที่ช่วงแรกมั่นใจมาก ตัดสินใจส่งข้อความบอกพี่ว่าไม่ทำแล้ว มีเวลาเดือนกว่าแต่ไม่ทันแน่ๆ  แต่พี่คนรองที่ไม่ค่อยแสดงความเห็นเรื่องที่เราทำเขากลับให้กำลังใจในแบบที่คาดไม่ถึง พี่คนโตกับพ่อแม่ก็ด้วย กำลังใจที่ได้ทำเราน้ำตาซึม แต่ใจเราก็ฟูมากๆ ก็เลยฮึบ ลุกกางสมุดวางพล็อตเรื่องใหม่ ซึ่งก็คือ ‘ตื๊อรักฉบับเทวดา’ จากพิมพ์ช้าๆ เนือยๆ พอมีประโยคเริ่มต้นกับพล็อตคร่าวๆ ก็พิมพ์เร็วขึ้นจนใจชื้น รางวัลได้ไม่ได้ไม่เป็นไร ขอแค่ภารกิจออกจากบ้านครั้งนี้สำเร็จได้ส่งนิยายทันประกวดก็พอ แต่ไม่นึกว่าความพยายามครั้งนั้นจะพารอยยิ้มของหลายคนรวมถึงเรามาให้ชื่นใจ ไม่สูญเปล่าเลยกับ ‘ความพยายาม’ ในครั้งนั้น ดีใจมากที่ไม่ถอดใจจริงจัง ถ้าตอนนั้นเราเลือกยอมแพ้อาจไม่มีวันที่เราได้ยิ้มกว้างๆ แบบนี้ค่ะ

“ตื๊อรักฉบับเทวดา” นิยายที่มีจุดเริ่มต้นจากคำว่า "เฮงซวย"

ตื๊อรักฉบับเทวดา นายเอกของเรื่องเป็น ‘คุณเทวดา’ ค่ะ ถูกส่งให้เข้ากายหยาบของ ‘พะโล้’ หลังสวรรค์รับดวงจิตของเขาไปก่อนเวลาสิ้นอายุขัย โดยคุณเทวดาต้องทำภารกิจตื๊อรักพระเอก ‘แสนสมุทร’ ตามคำขอของเจ้าของร่างเดิม

สำหรับจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากหัวข้อการประกวด ‘Rebirth เกิดใหม่แล้วไงต่อดี?’ ก็มาคิดต่อว่าถ้าร่างกายเราไม่ได้มีจิตของเรา แต่เป็นจิตของคนอื่นเข้ามาแทนที่ เราอยากให้เขาทำอะไร หรือถ้าเรามีโอกาสเกิดใหม่อีกครั้งแล้วโตเลย เราอยากทำอะไร ระหว่างนั้นก็ไอเดียคำเริ่มเรื่องว่า ‘เฮงซวย’ ค่ะ

สำหรับตัวละครพระเอก-นายเอก แสนสมุทรและพะโล้ขอแยก ‘พะโล้’ ออกเป็นสอง ‘พะโล้’ ค่ะ   ‘พะโล้’ แรกคือเจ้าของร่างเดิมค่ะ เป็นหนุ่มนักศึกษาที่ค่อนข้างขี้อาย ส่วนพะโล้เวอร์ชัน ‘คุณเทวดา’ จะออกแนวทะเล้น มีความสุขกับการกินของที่กินได้ ต่างจากพะโล้คนเดิมซึ่งเลือกกิน แต่ความเหมือนของทั้งคู่คือไม่ว่ากายหยาบของเขาจะมีดวงจิตของใคร แต่ทั้งครอบครัว ทั้งเพื่อนก็ยังรักและห่วงใยเสมอ ส่วน ‘แสนสมุทร’ ถึงจะดูนิ่งๆ ดุๆ แต่ใจดี เขินทีหูเหอจะแดงค่ะ

ตอนเขียนเรื่องนี้เราชอบในความรัก ความห่วงใยของครอบครัวพะโล้ มิตรภาพจากเพื่อนๆ ของเขาที่พร้อมสนับสนุนพะโล้ไม่ว่าจะเวอร์ชันไหน ซึ่งเรื่องนี้ให้อะไรเราหลายอย่าง หลักๆ คือเราได้รอยยิ้ม รู้สึกสนุกตอนเขียนนิยายเรื่องนี้ผ่านมุมมองของคุณเทวดาค่ะ



 

แม้จะได้ตีพิมพ์แต่ไม่ใช่นิยายที่ได้การตอบรับจากนักอ่านมากที่สุด?

ก่อนหน้านี้อ๋ามีอีกนามปากกาค่ะ อ๋าน่าจะมีสักสามถึงสี่นามได้ แต่นามแรกใช้เขียนแบบบทพูด พออยากเริ่มต้นใหม่ก็เลย โอเค เปลี่ยนนามปปากไปเลย ไหนๆ เราก็เปลี่ยนอะไรหลายอย่างแล้ว นามปากกาใหม่เพื่อการเขียนบรรยายงี้ ซึ่งได้นามปากกา FinishYippy มาก่อนค่ะ จากนั้นไม่นานก็คิดว่าเพิ่มอีกสักนามที่เป็นโลกอีกใบของการเขียนดีไหม ฟินไว้เขียนวายกุ๊กกิ๊ก ส่วนอีกนามเอาไว้เขียนแนวตลาดกว่าของ FinishYippy  ไม่ก็แนวที่เราอยากเขียนอื่นๆ แต่นามปากกานั้นอ๋าเริ่มต้นที่วายแซ่บๆ ค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะเราดูตลาดแล้วน่าจะทำเงินได้เร็ว แต่เราไม่ถนัดเขียนแนวร้อนแรงขนาดนั้น สรุปเราเขียนจบแต่ยอดที่ได้ไม่ว้าวเหมือนที่หวังค่ะ 555

ตอนหลังเลยลองเขียนแบบดราม่า ยุงชุมๆ ซึ่งเรื่องนั้นเราไม่คาดหวังเลย เป็นปีเดียวกับที่เขียนตื๊อรักฉบับเทวดา แต่หลังกลับบ้านเพราะภารกิจเก็บตัวเขียนนิยายส่งประกวดเสร็จแล้ว นิยายของนามปากกานั้นลงเว็บปุ๊บ ยอดเก็บ ยอดวิวขึ้นจนเรางงๆ ค่ะ จากที่เราเคยฝันว่าจะมีวันนั้นไหมนะ นามปากกานั้นทำให้เราได้เห็นว่ามันเกิดขึ้นได้ จากที่เราไม่เคยติดท็อปชาร์ต ตอนนั้นนอกจากจะติดออกตัวแรงก็เหมือนจะติดอันดับ1 อยู่สองสามอาทิตย์ พอลงจบก็ได้ล้านวิวด้วย 555 ซึ่งในปีเดียวกันกับที่ตื๊อรักฉบับเทวดาได้รับการติดต่อ เรื่องนั้นของนามปากกานั้นก็ได้รับการติดต่อเหมือนกันค่ะ แต่ทั้งสองเรื่องมีความต่างกันเยอะ หลักๆ คือยอดวิวที่ห่างกันมาก แต่ความกดดันก็ต่างกันเช่นกัน

นามปากกานั้นทำเราใจฟูมาก แต่กระแสความเห็นก็มีทั้งบวกและลบค่ะ คอมเมนต์แรงๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะเจอก็ได้ แม้ว่าเขาจะต่อว่าตัวละครแต่เราหน้าชามาก

ช่วงนั้นกดดันนะ ถึงขั้นเครียดเลยค่ะ ตอนนั้น เป็นข้อแตกต่างของสองนามปากกาแต่เราใจฟูกับทั้งสอง FinishYippy ทำให้เรารู้ว่าเราพยายามแล้วจะมีผลของมัน ต่อให้ผลนั้นจะมากน้อยแต่เราทำได้แล้วนะ   ส่วนอีกนามปากกาก็เหมือนให้เราได้สัมผัสฝันที่คาดไม่ถึง แต่เวลาเดียวกันเราก็รับความกดดันไม่น้อยค่ะ

อ๋าจัดการความกดดันด้วยการคุยกับพ่อค่ะ หลายๆ เหตุการณ์เพราะมีพ่อที่คอยรับฟัง แนะนำกับแม่ที่ท่านไม่ค่อยออกความเห็นเรื่องนิยาย แต่รับรู้ว่าเป็นห่วง แล้วก็เพื่อนที่อยู่ในวงการเขียนคนหนึ่ง เขาคอยให้กำลังใจเสมอค่ะ บวกกับอีกนิดเดียวนิยายเรื่องนั้นจะถึงจุดแฮปปี้ พระนายใกล้มีความสุขแล้ว 555 อ๋าก็เลยเขียนต่อ มีออกไปรับลมนอกหมู่บ้านบ้าง ทำอย่างอื่นบ้างค่า



 

แชร์เคล็ดลับการเขียนนิยาย 
สิ่งที่ขาดไม่ได้ หากอยากเป็นนักเขียนที่ดี!

สิ่งที่เราคิดอาจไม่ใช่สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเป็นนักเขียนที่ดี เพราะเราคิดว่าเราเป็นนักอยากเขียนคนหนึ่ง ซึ่งสำหรับเราสิ่งที่ขาดไม่ได้คงเป็น การสังเกต โดยเราเองได้รับคำแนะนำมาอีกที จะเขียนนิยายสักเรื่อง ยกตัวอย่าง ‘ตื๊อรักฉบับเทวดา’ ถ้าตอนนั้นเราไม่สังเกตโพสต์ของสำนักพิมพ์ ไม่สังเกตจากนิยายแนวนี้ว่าเป็นอะไร ยังไง เราอาจเขียนไม่ได้ ต่อมาคงเป็น ความพยายาม สิ่งนี้เราก็ได้รับคำแนะนำมาอีกทีเช่นกัน แรกๆ รู้สึกหนัก แต่มองกลับไปก็ อ๊ะ ใช่นะ ส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเขียนจบ ไม่ทิ้งคุณนักอ่าน ไม่ทิ้งสิ่งที่อยากทำไว้กลางทางถึงจะท้อเป็นพักๆ ก็เพราะความพยายาม

แชร์เคล็ดลับการเขียนนิยาย 
นิยายแบบไหนที่ดีและสนุก

เข้าถึงจิตใจ ไม่ว่าสุขหรือเศร้า แต่ถ้าสามารถเข้าถึงจิตใจเราได้ เรามองว่าเป็นนิยายที่สนุกและดีสำหรับเราค่ะ

สำหรับเริ่มต้นเขียนนิยายต้องให้ความสำคัญกับพล็อตค่ะ ถ้าไม่มีพล็อตเราอาจเริ่มเรื่องราวไม่ได้ ทั้งพล็อตต้นเรื่อง กลางเรื่อง กระทั่งตอนท้ายของเรื่อง สำหรับเราถ้ามีสามอย่างนี้ จากที่คิดว่าชาตินี้เขียนนิยายไม่จบแน่ๆ หรือออกทะเลกว่านี้ พอลองร่างๆ คิดภาพตามมันทำให้อะไรเป็นรูปเป็นร่างขึ้นค่ะ

ทิ้งทายกันสักนิด

ขอบคุณคุณนักอ่านที่เปิดอ่านนิยายที่เราเขียนนะคะ เรารู้สึกมีพลังทุกครั้ง ฮึบๆ ทุกทีที่เปิดหน้าลงนิยายแล้วเห็นยอดอ่าน หัวใจ การเก็บเข้าชั้นและอมยิ้มมากๆ ที่เห็นคอมเมนต์ อบอุ่นว่าเราไม่ได้เดินลำพัง อย่างน้อยเพียงหนึ่งคุณนักอ่าน เราก็มีพลังจะเขียนตอนต่อ

ขอบคุณเด็กดีที่มอบพื้นที่ตรงนี้ เหมือนฝันเลยค่ะ จากเด็กคนหนึ่งที่ชอบเปิดอ่านเด็กดีดวงกับไล่อ่านบทความการเขียนต่างๆ ในวันที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึงแล้ว ไม่นึกว่าวันนี้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของบทความนี้ สุดท้ายนี้ฝากผลงานของ FinishYippy ด้วยนะคะ เราไม่รู้ว่าอนาคตจะสามารถเขียนนิยายออกมาได้กี่เรื่องและแต่ละเรื่องจะออกมาในรูปแบบไหน แต่คุณนักอ่านสามารถบอกเราได้เสมอว่าแต่ละเรื่องที่เราเขียนเป็นยังไง ช้าบ้างเร็วบ้างแต่เราจะค่อยๆ พัฒนาเพื่อเดินไปบนทางเส้นนี้ค่ะ ขอบคุณอีกครั้งค่า

……….

หลังจากอ่านบทสัมภาษณ์จบแล้ว พี่หญิงก็อยากขอย้ำอีกครั้งค่ะ ว่าความพยายามไม่เคยโกหกใครจริงๆ ตั้งแต่แรกจะเห็นได้ว่า นักเขียนผู้มีพรสวรรค์ ไม่ได้เป็นคำที่จะนิยามอ๊ะอ๋า หรือ นักเขียนนามปากกา FinishYippy ได้เลย กว่าจะเดินมาถึงทุกวันนี้ได้เธอต้องใช้เวลาในการสะสมประการณ์ในงานเขียนมากกว่า 10 ปี นับแต่เริ่มลงมือเขียนครั้งแรก เคยผ่านความผิดหวังมานับไม่ถ้วน เธอเล่าให้พี่หญิงฟังว่าเคยถึงกับเลิกคาดหวังในผลตอบรับของนักอ่าน เพราะไม่ว่าจะอัปเดตนิยายกี่ครั้งผลออกมาก็คือเงียบกริบทุกที จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่ปล่อยวาง คิดเพียงแค่ว่าอย่างน้อยก็มีพื้นที่ให้เราถ่ายทอดเรื่องราวเก็บไว้ แล้วมุ่งมั่นพัฒนาผลงานต่อไป ด้วยกำลังใจของครอบครัว แล้ววันหนึ่งชีวิตนักเขียนของเธอก็มาถึงจุดเปลี่ยน นิยายเริ่มได้รับความนิยม และได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก ซึ่งทั้งหมดนี้นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากความพยายาม และไม่ยอมแพ้ของเธอค่ะ

มันจึงทำให้เห็นได้เลยว่าความพยายามไม่เคยทรยศใคร แม้ตอนนี้น้องๆ นักเขียนเด็กดีหลายคนจะยังไม่ประสบความสำเร็จในการเขียนนิยายอย่างที่หวัง ก็อยากให้ทุกคนอย่ายอมแพ้ค่ะ พยายามต่อไป แล้ววันหนึ่งสิ่งที่น้องๆ ทุ่มเทไป อาจให้ผลลัพท์ดีๆ ออกมาเหมือนอย่างเส้นทางนักเขียนของ FinishYippy ก็ได้นะคะ สู้ๆ ต่อไปค่ะ


อ่านนิยายของ    FinishYippy 
- ตื๊อรักฉบับเทวดา



พี่หญิง



พี่หญิง
พี่หญิง - Columnist มนุษย์บ้านิยายที่สิงอยู่แถวๆ คลังนิยายเด็กดีเป็นประจำ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น