พูดถึง "ปาท่องโก๋" แหม...พี่ลาเต้ ทานกับโอวัลตินทุกเช้าเลยหละครับ...อิอิ...แต่ก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเจ้า "ปาท่องโก๋" มันมีประวัติความเป็นมาอย่างไร...แต่พอได้มารู้ประวัติของมันหละก็...ต้องบอกคำเดียวว่า อึ้ง อึ้ง และก็อึ้ง...จะอึ้งขนาดไหน...ลองไปอ่านกันดูนะครับ...

 

ประเทศจีนราวปี พ.ศ. 297 “ใจก๊วย” เป็นผู้สำเร็จราชการแทนเจ้าชิวั่งตี่ มีหน้าที่คอยกราบทูลแนะนำสิ่งต่าง ๆ ถวาย ได้รับหนังสือลับจากกองทัพตาด ให้กราบทูลแนะนำกษัตริย์ให้ยอมแพ้แก่ตาดจะปูนบำเหน็จให้ ด้วยความโลภใจก๊วยจึงทำตาม

 
 

กองทัพตาดจึงเข้าเมืองได้ เณรเทศพระเจ้าพระเจ้าชิวังตี่ออกนอกประเทศ แล้วแต่งตั้งใจก๊วยเป็นกษัตริย์ขูดรีดจากประชาชน

 

กังฟู(ขุนพลของพระเจ้าชิวั่งตี่)จึงรวบรวมผู้คนยกทัพเข้าตีเมืองหลวงได้ ครั้นกังฟูสิ้นชีวิตลง ชาวจีนระลึกถึงคุณงามความดี พร้อมใจสร้างศาลเจ้าเพื่อสักการะบูชา พร้อมกับรูปปั้นใจก๊วยไว้หน้าประตูศาลเจ้า

 

ทุกวันที่ชาวจีนไปสักการะในศาลเจ้าของกังฟู จะเขกศรีษะรูปปั้นใจก๊วยทุกคนนานเข้ารูปปั้นหดเหลือแค่คอ เพื่อลงโทษให้สาสมจึงได้คิดทำขนมใช้แป้งปั้นเป็นตัวใจก๊วยไม่มีคอ ทอดน้ำมันกำลังเดือด ขนมชื่อ "อิ้วใจก๊วย" (ใจก๊วยถูกทอดในน้ำมัน)

 
 

เมื่อขนมชนิดนี้เข้าในสมัยรัชกาลที่ 6 ใหม่ ๆ มีซิ้มแก่ ๆ หาบขนมนี้มาขายพร้อมกับปาท่องโก๋ (มีลักษณะคล้ายซาลาเปา แต่มีงาโรยหน้า) ปากก็ร้องขายขนมปาท่องโก๋

 

คนไทยซื้อขนมอิ้วใจก๊วยมารับประทาน โดยคิดว่าชื่อปาท่องโก๋เลยเรียกขนมชนิดนี้ว่า "ปาท่องโก๋" ติดปากมาจนทุกวันนี้

 

          ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับน้องๆ...ว่าที่มาของ "ปาท่องโก๋" จะมีเรื่องราวแบบนี้...เป็นไงหละครับ...อึ้ง กันไปตามๆกันเลย...

 
 

พี่ลาเต้ขอขอบคุณความรู้ดีๆจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 
 
พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

18 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ปานเจา Member 15 ธ.ค. 50 12:03 น. 5
นิทานของปาท่องโกํ สมัยราชศ์ซ่ง ชนชาติจีนซึ่งอยู่ทางเหนือรุกรานลงใต้ ยึดแผ่นดินของราชวงศ์ซ่งไปครองได้ถึงกึ่งหนึ่ง มีแม่ทัพของราชวงศ์ซ่งคนหนึ่งเย่เฟย (งักฮุย) นำกองทัพปออกต่อต้านทัพชนชาติจีนอย่างสุดความสามารถ สามารถตีทัพจีน ให้พ่ายแพ้ไปครั้งแลัวครั้งเล่า ทหารจีนพอเห็นธงประทัพของงักฮุยซึ่งมีตัวอักษรว่า ''งักฮักผู้จงรัก'' เท่านั้น ก็ตกใจจนขวัญบินต่างพา กันแตกนี้กระเจิงไม่กล้าเข้ารบด้วย แต่ราชวงศ์ซ่ง มีฮ่องเต้โฉดเขลาเบาปัญญาอยู่องค์หนึ่ง พระนามว่าพระเจ้าซ่งเกาจงฮ่องเต้ พระองค์ต้อง ประสงค์แต่เพียงให้สามารถครองราชบังลังค์อยู่ได้ตลอดไปเท่านั้น แม้จะต้องสูญเสียดินแดนไปเรื่อยๆ พระองค์ ก็ไม่สนพระทัย ซ้ำยังทรงฟังคำเพ็ดทูลของฉินฮุ่ยคนขายชาติ ส่งป้ายทองไปเรียกเย่เฟยกลับจากแนวหน้าถึง 12ครั้ง และในที่สุดเย่เฟยก็ถูกฉินฮุ่ยประหารชีวิตด้วยความผิดที่ '' ไม่จำต้องมี''! ประชาชนรับฟังข่าวนี้ด้วยความเดือดแค้น ต่างร้องไห้อาลัยรัก เย่เฟยกันทั่วหน้า เพื่อถ่ายทอดแสดงออก ซึ่งความโกรธแค้น พวกเขานำแป้งสาลีมาปั้นเป็นรูปของฉินฮุ่ยกับภรรยา แล้วติดกันเป็นคู่ นำไปทอดในกะทะน้ำ มันเพื่อแก้แค้นแทนเย่เฟยเรียกว่า "อิ๋วจ้าฮุ่ย" หรือ "ฉินฮุ่ยทอดน้ำมัน" (เมืองไทยสมัยก่อนเรียกว่า "อิ้วจาก้วย ต่อมาเพี้ยนเป็น "ปาท่องโก๋" แต่ทางใต้ยังเรียก "จาก้วย" อยู่) ในปัจจุบัน ที่ข้างสะพานซีหลิ่งริมทะเลสาบซีหูในเมืองหังโจว มีสุสานของเย่เฟยอยู่ ผู้ที่ไปทัศนาทะเลสาบ ซีหู จะต้องพากันไปเยือนเพื่อเคารพวีรชนเย่เฟยท่านนี้ทั่วกันทุก ส่วนรูปหุ่นเหล็กหล่อของฉินฮุ่ยสามีภรรยาซึ่งคงเข่าอยู่หน้าหลุ่มศพของเยเฟ่ย กลับถูกเตะถีบถ่มน้ำลายจาก ผู้ไปเยือนไม่เว้นแต่ละวัน แม้รูปหล่อนี้จะชำรุดและซ่อมแซมเป็นหลายครั้งก็ตาม ก็ยังถูกผู้คนทั้งหลายที่ชิงชังในพฤติกรรม ของฉินฮุ่ยถีบกระทืบและถ่มน้ำลายรดอยู่ไม่ขาด ฉินฮุ่ยผู้รักตัวกลัวตาย เมื่อตอนที่มีอำนาจอยู่ ได้กระทำแต่เรื่องเลวๆ อย่างหึกเหิม กล้าแม้กระทั่งขายชาติหา ศีลธรรมอะไรไม่ได้เลย เขาจึงได้รับแต่การด่าทอสาปแช่ง ชื่อเสียงเหม็นคลุ้งไปทั่วฟ้าดิน ตราบเท่าทุกวันนี้ ส่วนเย่เฟย แม้จะถูกกล่าวหาต่างๆนานา และต้องตายในเงื้อมมือของคนเลว แต่นามอันทรงเกียรติของเขา ได้จารึกอยู่ในใจของประชาชนจีนอยู่เป็นนิรันดร์ และขจรขจายไปชั่วฟ้าดินสลาย เพราะฉะนั้น ผู้ดำรงคงไว้ซึ่งศิลธรรม จะเหงาเศร้าก็แต่ชั่วเวลาหนึ่งเท่านั้น ส่วนผู้ถืออำนาจบาตรใหญ่แต่ประพฤติ ชั่ว กลับจะโศกสลดรันทดใจไปชั่วกัปชั่วกัลป์ จากหนังสือ สายธารแห่งปัญญา หงอิ้งหมิง สมัยราชวงศ์หมิง เขียน บุญศักดิ์ แสงระวี เรียบเรียง เรื่องราวขอท่านมีความน่าสนใจ รวมไปถึงแม่ของท่านก็ถูกยกย่องว่าเป็นแม่ดีเด่นด้วยคนนึง ใครอยากรู้ไปหาอ่านเอาเองนะ
0
กำลังโหลด
cha~ronn 15 ธ.ค. 50 16:45 น. 7
http://www.blogth.com/blog/Living/Food/4136.html เราเอามาจากเวบนี้อ่ะ ลองเข้าไปดูได้เรย เพราะที่เราเคยอ่านที่มาของปาท่องโก๋ตั้งแต่เดกๆ มันประมาณนี้ "เป็นความเคียดแค้นฝังลึกที่คนจีนมีต่อฉินฮุ่ยและภรรยา ซึ่งความแค้นที่เข้ากระดูกดำเช่นนี้ทำให้คนจีนได้ถ่ายทอดเรื่องราวของคนขายชาติฉินฮุ่ยและภรรยาให้ลูกหลานฟังต่อๆกันมา เพื่อเป็นอุทาหรณ์และเตือนสติ เท่านั้นยังไม่พอคนจีนในอดีตหลังยุคราชวงศ์ซ้องใต้ยังได้คิดค้นขนมขึ้นมาชนิดหนึ่ง เป็นการนำแป้ง 2 ชิ้นมาประกบติดกัน แล้วใส่ลงไปในน้ำมันร้อนๆเดือดพล่าน ทอดให้สุกก่อนจะนำมาฉีกกินอย่างหนำใจ แป้ง 2 ชิ้น แทนคนขายชาติฉินฮุ่ยและภรรยา ที่ต้องใส่ทอดในน้ำมันร้อนๆเพราะต้องการให้ทั้งคู่ทุกข์ทรมานเหมือนอยู่ในขุมนรกที่ร้อนสุดขั้ว และเมื่อทอดสุกแล้วต้องนำมาเคี้ยวกินให้หายแค้นเหมือนกำลังกินคนขายชาติ ขนมชนิดนี้ คนจีนเรียกกันว่า“อิ่วจาก้วย” ส่วนคนไทยเรียกเพี้ยนว่า“ปาท่องโก๋”"
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
P@tFC Member 17 ธ.ค. 50 16:26 น. 11

ขอบอกว่าไอรูปปั้นนั้นผมเคยไปเขกกระโหลกมันมาแล้วด้วย
ตอนนั้นไปจีนแล้วไกด์ก็นำไปดูแล้วเล่าประวัติให้ฟัง
ตรงตามที่พี่ลาเต้บอกเลย
หิหิ

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ปานเจา Member 17 ธ.ค. 50 18:33 น. 13
ขอเสริมอีกหน่อย ปาท่องโก๋เนี่ย ที่จีนเรียกกว่าโหยวเถียว 油条 ลักษณะมันจะยาวๆเป็นเกลียวอ่ะ บ้านเราก็มีขายแบบที่ว่าแต่น้อยกว่า แบบสองอันสั้นๆติดกันเนี่ย ที่ไทยมีมากกว่า อนุรักษ์ไว้ได้ดีมากเลย ดีกว่าเจ้าถิ่นอีก เราว่านะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Diamondback Member 17 ธ.ค. 50 21:40 น. 17
ผมเด็กใต้นะ แต่ก่อนสุราษฎร์ เค้าเรียก"ก้วยจ๊ก" เรียกปาท่องโก๋ยาวอะ แต่อยู่กรุงเทพฯก้วยจ๊กๆ คงไม่มีใครรู้จักร้อก ที่มาก็ไม่รู้เหมือนกัน ใครเคยได้ยินบ้างบอกทีครับ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด