หากจะพูดถึงมหาวิทยาลัยที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาเกี่ยวข้องกับการปกครองไทย...หลายคนคงจะนึกถึง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปีนี้ก็ย่างเข้าสู่ปีที่ 75 แล้วกับการขึงป้ายผ้าประชาธิปไตยบนแผ่นดินไทย แต่จากอดีตที่ผ่านมา น้อยครั้งที่ป้ายผ้าผืนนี้จะสะบัดได้อย่างเต็มภาคภูมิ หากแต่ต้องแหว่งวิ่นไปกับแก่งแย่งอำนาจ ชิงดีชิงเด่น และความโฉดเขลาเบาปัญญาของผู้มีอำนาจในแต่ละยุคสมัย ไม่เว้นแม้แต่ยุคโลกาภิวัฒน์

 

วันนี้ พี่ลาเต้ เลยขอพาน้องๆชาว Dek-D ไปร่วมเก็บความรู้และซึมซับเรื่องราวของประวัติศาสตร์การปกครองไทย กับ "สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์: ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย" เกิดขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การเมือง ประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู่ร่วมกันระหว่างนักศึกษาและประชาชน โดยประกอบด้วยผลงานประติมากรรมทั้งสิ้น 8 ชิ้น ได้แก่

 
 

การอภิวัฒน์ 2475: ประติมากรรมรูปศาลา 6 เหลี่ยม อันหมายถึง จุดเริ่มต้นของระบอบประชาธิปไตย เมื่อคณะราษฎรได้ทำการยึดอำนาจ ในปี พ.ศ. 2475 และประกาศหลัก 6 หลัก อันมีผลต่อแนวคิดในการจัดการศึกษาของชาติ และเผยแพร่แนวคิดเรื่องการเลือกตั้ง แนวคิดเรื่องประชาชน พลเมือง การมีส่วนสำคัญในการปกครองประเทศ ตรงกลางของประติมากรรมมีแท่นหินฝังหมุด โลหะทรงกลงหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองของสังคมไทย อันประกอบด้วย ข้าราชการ นักธุรกิจ กรรมกร ชาวนา ชาวไร่ ราษฎร ทุกเชื้อชาติศาสนา

 
 

การก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง : ประกอบด้วยสัญลักษณ์ธรรมจักร และนักศึกษาหญิงชาย ชูตราชั่งแห่งความยุติธรรม สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่งของวงการการศึกษาไทย จากเดิมที่เคยเป็นการจัดการศึกษาเพื่อชนชั้นนำ และอภิสิทธิชน กลายเป็นการศึกษาเพื่อสามัญชนในแบบตลาดวิชา และมีมหาวิทยาลัยทำหน้าที่ประดุจ "บ่อน้ำ" ที่คอยดับความกระหายของราษฎร

 
 

ธรรมศาสตร์กับขบวนการเสรีไทย : ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นกองบัญชาการของขบวนการเสรีไทย จากขบวนการดังกล่าว ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถรักษาเอกราชเอาไว้ได้ ไม่ต้องตกอยู่ในสถานะของผู้แพ้สงคราม

 
 

ขบวนการนักศึกษา พ.ศ.2494 - 2500 : เป็นผลงานที่รวมประวัติศาสตร์การเมือง 3 เหตุการณ์เข้าไว้ด้วยกัน เริ่มจากฝ่ายกองทัพบกเข้ายึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีนักศึกษากว่า 2,000 คนร่วมเดินขบวนเรียกร้องขอมหาวิทยาลัยคืน ภายใต้คำขวัญ "รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย" ซึ่งทางรัฐบาลทหารได้ยอมคืนให้ในเวลาต่อมา (5 พฤศจิกายน 2494) ถัดมาอีก 1 ปีเป็นการรณรงค์ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ในการต่อต้านสงคราม และคัดค้านการส่งทหารไทยไปรบในเกาหลี มีนักศึกษาถูกจับกุมรวม 19 คน และสุดท้ายในปี 2500 นักศึกษาธรรมศาสตร์ได้เป็นกองหน้าในการเปิดโปงการเลือกตั้งสกปรก

 
 

ยุคสายลมแสงแดด และยุคแสวงหา : สะท้อนภาพของนักศึกษาในยุค 2506 - 2513 ที่อยู่ในฐานะอภิสิทธิชน ภูมิใจในสถานภาพของตน มีการจัดงานลีลาศ และการแข่งขันกีฬาในรั้วมหาวิทยาลัย แต่แล้วก็เข้าสู่ยุคแสวงหา เมื่อนักศึกษาส่วนหนึ่งมีความตื่นตัวทางการเมือง มีการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม ออกไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม ทั้งสังคมชนบท และสลัม กลายเป็นพลังกดดันทางสังคม บทกวีที่มีอิทธิพลต่อนักศึกษาในยุคนั้นคือ "ยุคฉันจึงมาหาความหมาย" ของวิทยากร เชียงกูล นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

 
 
          ธรรมศาสตร์กับเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 : เป็นการสะท้อนภาพของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่ลุกขึ้นต่อต้านอำนาจเผด็จการครั้งใหญ่ เริ่มต้นที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะนำไปสู่ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน และการปฏิวัติสังคมวัฒนธรรมอย่างรอบด้าน
 
 
            ธรรมศาสตร์กับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 : ประติมากรรมที่มาพร้อมบทสรุปของเหตุการณ์นองเลือด การสังหารกลุ่มนักศึกษานับพันคนที่ร่วมชุมนุมโดยสงบในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยกลุ่มการเมืองอนุรักษ์นิยม โดยทางกลุ่มการเมืองอนุรักษ์นิยมได้หาข้ออ้างเพื่อสร้างสถานการณ์ และความชอบธรรมในการสังหารโหดครั้งนั้น ส่งผลให้นักศึกษากว่า 3,000 คนที่หนีรอดไปได้ต้องเดินทางไปซ่อนตัวในป่าเขา หรือบางส่วนเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
 
 

ธรรมศาสตร์กับเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 : เป็นการบอกเล่าถึงเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย และคัดค้านนายกรัฐมนตรีที่มาจากเผด็จการ (สุจินดา คราประยูร) เริ่มตังแต่การร่วมอดอาหารประท้วง การจัดกิจกรรมร่วมกับองค์กรประชาธิปไตย และการเดินขบวนเข้าสู่ถนนราชดำเนิน จนถูกทหารและตำรวจใช้อาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมในที่สุด แต่ผลจากการปราบปรามครั้งนั้นได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และเป็นการกำจัดทหารการเมืองให้หมดไป เหลือเพียงแต่ทหารอาชีพ กลับคืนเข้ากรมกอง
       
         
ประติมากรรมทั้ง 8 ชิ้นนี้ นอกจากจะเป็นสถานที่รวบรวมเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ชาวธรรมศาสตร์ได้มีส่วนร่วมแล้ว ยังเป็นอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึงความเจ็บปวดของคนรุ่นหลังในการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันทางสังคม และสิทธิเสรีภาพ ที่ยากจะได้มาจากผู้มีอำนาจด้วยเช่นกัน...พี่ลาเต้ ก็ขอชื่นชมในความกล้าหาญของวีรชนคนรุ่นหลังที่ช่วยให้ประเทศไทยเรามีการปกครองที่สมบูรณืแบบอย่างนี้ด้วนนะครับ...

 
 

พี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์

 
 
พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น