ถ้าพูดถึงเรื่องการคุมกำเนิดขึ้นมา พี่โอ๊ตว่าน้องๆ หลายคนน่าจะคิดว่า “เป็นเรื่องไกลตัว” ใช่มั้ยล่ะคะ เพราะว่าเรายังไม่ถึงวัยที่จะมีแฟนหรือคิดถึงเรื่องเพศสัมพันธ์เลย เราจะต้องรู้เรื่องนี้ไปทำไมล่ะ?

รูปภาพจาก freepik.com
รูปภาพจาก freepik.com

สำหรับพี่โอ๊ตเองที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่เป็นการสนับสนุนให้น้องๆ วัยเรียนรีบมีเพศสัมพันธ์นะคะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด สิ่งที่อยากสื่อก็คือ สังคมที่เราอยู่ทุกวันนี้มันค่อนข้างน่ากลัวค่ะ โดยเฉพาะเรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศ การข่มขืน ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันจะเกิดกับเราเมื่อไหร่ และเมื่อเกิดไปแล้วจะมีใครมารับผิดชอบร่างกายของเรา ดังนั้นการศึกษาเรื่องคุมกำเนิดเอาไว้ก่อนถือเป็นเรื่องที่จำเป็นค่ะ

อีกกรณีนึงคือ น้องๆ ในวัยที่มีคนรักแล้ว และอาจมีเรื่องเพศสัมพันธ์เกิดขึ้น ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม การศึกษาเรื่องการคุมกำเนิด ก็ถือว่าเป็นการรับผิดชอบต่อร่างกายของตัวเอง ลดความเสี่ยงในโอกาสตั้งครรภ์ทั้งที่เราไม่พร้อมนั่นเองค่ะ

ทั้งสองกรณีนี้ พี่โอ๊ตคิดว่ามันคือสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของเราเองค่ะ เป็นสิ่งดีที่เรารู้จักปกป้องร่างกายของเรา หรือแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง อย่ามองว่ามันเป็นเรื่องน่าอายเลยค่ะ เพราะถ้าเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา พี่โอ๊ตมองว่าความเสียใจในตอนนั้นก็ช่วยอะไรเราไม่ได้แล้วนะ

วิธีคุมกำเนิดของผู้หญิง มีทางเลือกเยอะกว่าที่คิดนะ

เวลาพูดถึงวิธีการคุมกำเนิด ถ้านึกเร็วๆ แบบที่เราคุ้นเคยก็น่าจะเป็นการกินยาคุมกำเนิดสำหรับผู้หญิง และการใส่ถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชาย แต่จริงๆ แล้วการคุมกำเนิดสำหรับผู้หญิงนั้นมีอีกเยอะ หลายตัวเลือกมากๆ เลยล่ะค่ะ เดี๋ยวเรามาทำความรู้จักกันไปทีละอย่างดีกว่า ซึ่งพี่โอ๊ตจะยกมาแต่วิธีที่สามารถคุมกำเนิดได้ 90% ขึ้นไปค่ะ

ยาคุมกำเนิด

อย่างที่บอกว่าเป็นวิธีแรกๆ เลยที่เรามักจะนึกถึง ยาคุมกำเนิดที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่ จะเป็นแบบฮอร์โมนรวม คือมีฮอร์โมนสังเคราะห์เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนรวมอยู่ด้วยกัน ตัวยาจะช่วยยับยั้งกระบวนการตกไข่ สร้างเมือกที่บริเวณปากมดลูก ทำให้สเปิร์มเข้าไปผสมกับไข่ได้ยากขึ้น และทำให้ผนังมดลูกบาง เพื่อไม่ให้ไข่ฝังตัวที่ผนังมดลูกได้สำเร็จนั่นเองค่ะ

ข้อดี

  • หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง
  • ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้
  • ช่วยให้ประจำเดือนมาอย่างสม่ำเสมอขึ้น

ข้อเสีย

  • อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดท้อง อารมณ์แปรปรวน น้ำหนักขึ้น
  • ต้องกินอย่างต่อเนื่องในเวลาเดิมทุกครั้ง

วิธีใช้ : เริ่มกินเม็ดแรกภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน ต้องกินในเวลาเดียวกันของทุกๆ วัน ถ้าเป็นยาคุมแบบ 21 เม็ด เมื่อกินครบ 1 แผงแล้ว ให้เว้นไป 7 วันค่อยเริ่มแผงใหม่ แต่ถ้าเป็นแบบ 28 เม็ดก็ให้กินจนหมดแล้วเริ่มแผงใหม่ได้เลย

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด : 92-99%

ราคา : 50-500 บาท

ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน

เป็นการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินตามชื่อเลยค่ะ มักจะใช้ในกรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ถุงยางรั่ว ถูกข่มขืน หรืออาจจะใช้ในกรณีที่ลืมกินยาคุมกำเนิดแบบปกติก็ได้ค่ะ จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยการยับยั้งการตกไข่แบบชั่วคราว ป้องกันการปฏิสนธิ หรือไม่ให้ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วฝังตัวในมดลูก

ข้อดี

  • หาซื้อได้ง่าย
  • ออกฤทธิ์นานประมาณ 3-5 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ ขึ้นอยู่กับตัวยา

ข้อเสีย

  • อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เจ็บบริเวณเต้านม รู้สึกเมื่อยตามตัว
  • อาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ 1-2 รอบเดือน

วิธีใช้ : กินเม็ดแรกให้เร็วที่สุด หรือกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ และกินเม็ดที่สองหลังจากกินเม็ดแล้ว 12 ชั่วโมง 

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด : ประมาณ 90%

ราคา : 40-80 บาท

การฉีดยาคุมกำเนิด

เป็นการฉีดฮอร์โมนโปรเจสตินทุก ๆ 3 เดือน ส่งผลต่อการตกไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก และเพิ่มความข้นให้แก่มูกช่องคลอด เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ เป็นวิธีที่ต้องทำโดยแพทย์เท่านั้นนะคะ

ข้อดี

  • ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แค่ต้องพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามเวลาที่นัดค่ะ
  • ช่วยคุมกำเนิดได้นานสุดถึง 1 ปี แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวยาที่ใช้ด้วยค่ะ

ข้อเสีย

  • อาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ มีเลือดออกระหว่างรอบเดือน
  • อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ปวดศีรษะ รู้สึกซึมเศร้า
  • หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อความหนาแน่นของกระดูกได้

ขั้นตอน : เริ่มฉีดภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน หรือสะโพก หลังฉีดอาจมีอาการปวดประมาณ 1  วัน เมื่อครบกำหนด ก็ฉีดยาเข็มต่อไปตามปกติ

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด : ประมาณ 97-99%

ราคา : 100-500 บาท ต่อ 1 เข็ม

การฝังยาคุมกำเนิด

เป็นการฝังยาเข้าไปใต้ผิวหนัง ส่งผลต่อการตกไข่ และเพิ่มความข้นให้กับมูกช่องคลอด เพื่อขัดขวางการเคลื่อนตัวของอสุจิเข้าสู่มดลูก

ข้อดี

  • ออกฤทธิ์ได้นานสูงสุดถึง 3 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของยา
  • สามารถถอดออกได้เมื่อต้องการ

ข้อเสีย

  • อาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ
  • อาจมีผลข้างเคียง ทำให้ปวดศีรษะ น้ำหนักขึ้น เจ็บหน้าอก

ขั้นตอน : ฝังยาภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน แล้วคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นๆ อีก 7 วัน โดยจะฝังไว้ตรงต้นแขนข้างที่ไม่ถนัดในชั้นใต้ผิวหนัง 

*น้องๆที่มีอายุระหว่าง 10-20 ปีสามารถขอรับการฝังยาคุมกำเนิดได้ฟรีที่โรงพยาบาลรัฐทุกแห่งนะคะ

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด : มากกว่า 99%

ราคา : 2,500-7,000 บาท ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาล

ห่วงอนามัยชนิดเคลือบทองแดง

ห่วงอนามัยไม่ได้มีรูปร่างเป็นห่วงกลมๆ ตามชื่อค่ะ แต่มีลักษณะเป็นรูปตัวที (T) ขนาดเล็ก ซึ่งแพทย์จะใส่ห่วงอนามัยเข้าไปบริเวณมดลูก เพื่อไม่ให้ไข่ที่ผสมกับอสุจิแล้วฝังตัวในมดลูกได้นั่นเอง

ข้อดี

  • ป้องกันการตั้งครรภ์ได้นานสุดถึง 10 ปี ต่อการใส่ห่วงอนามัย 1 ครั้ง
  • ไม่มีผลข้างเคียงที่ทำให้ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักตัวขึ้น หรือเกิดสิวฝ้า

ข้อเสีย

  • อาจเกิดตะคริวในช่วงแรกของการใส่ห่วงอนามัยหรือในระหว่างมีประจำเดือน
  • มีความเสี่ยงที่ห่วงอนามัยอาจจะหลุดเข้าไปที่ผนังมดลูก เสี่ยงต่อการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน แต่ก็มีความเป็นไปได้น้อยมากๆ

ขั้นตอน : แพทย์จะใส่ห่วงอนามัยเข้าไปที่โพรงมดลูก แล้วเหลือสายห่วงออกมาประมาณ 2-3 ซ.ม. ดังนั้นเราจะต้องคอยตรวจดูสายห่วงเป็นระยะๆ ค่ะ

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด : 99%

ราคา : 1,000-3,000 บาท

แผ่นแปะคุมกำเนิด

มีลักษณะเป็นแผ่นขนาดประมาณ 2 ตารางนิ้ว ทำงานโดยการปล่อยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสตินออกมา ส่งผลต่อการตกไข่และประสิทธิภาพในการฝังตัวของไข่ รวมถึงทำให้มูกช่องคลอดข้นขึ้นจนอสุจิเคลื่อนตัวเข้าไปได้ยาก 

ข้อดี

  • ใช้ง่าย เพียงแค่ติดลงบนผิวหนัง
  • อาจช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติและปวดประจำเดือนน้อยลง รวมถึงช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน เช่น คัดตึงเต้านมคัดตึง อ่อนล้า อารมณ์แปรปรวน

ข้อเสีย

  • อาจมีเลือดออกทางช่องคลอดในช่วงระยะแรกที่ใช้
  • อาจมีอาการข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง ความดันโลหิตสูง น้ำหนักขึ้น แต่ก็เกิดขึ้นได้น้อยมาก

วิธีใช้ : ใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดในวันแรกของประจำเดือนหรือภายใน 5 วันแรกตั้งแต่ประจำเดือนมา โดยติดทิ้งไว้บนผิวหนังบริเวณท้องช่วงล่าง ก้น หลัง หรือต้นแขนก็ได้ และควรเปลี่ยนตำแหน่งการติดทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนแผ่น เมื่อใช้ครบ 3 สัปดาห์ ให้หยุดใช้ 1 สัปดาห์ แล้วค่อยเริ่มใหม่

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด : 91-99%

ราคา : 500-600 บาท ต่อ 1 กล่อง

นอกจาก 6 วิธีนี้แล้ว ก็ยังมีวิธีคุมกำเนิดแบบอื่นๆ อีก เช่น ถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิง ฟองน้ำคุมกำเนิด หมวกครอบปากมดลูก ฝาครอบปากมดลูก วงแหวนคุมกำเนิด แต่อาจจะเป็นวิธีที่ไม่ได้เป็นที่นิยม และอาจให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดไม่เท่ากับวิธีข้างต้นค่ะ 

จะเห็นได้ว่าการคุมกำเนิดทุกวิธีก็มีผลข้างเคียงอาจจะมากหรือน้อยต่างกัน และยังมีค่าใช้จ่ายที่ต่างกันอีกด้วยค่ะ พี่โอ๊ตอยากให้น้องๆ ลองศึกษาไปด้วยกัน เพราะสุดท้ายแล้วร่างกายก็เป็นของเรา ไม่มีใครรู้จักและดูแลได้ดีเท่ากับตัวเราเองนะคะ

ข้อมูลอ้างอิงจาก:https://www.pobpad.comhttps://themomentum.co/contraceptive-methodshttps://www.siphhospital.com 
พี่โอ๊ต
พี่โอ๊ต - Columnist คอลัมนิสต์สายบิวตี้ ชอบอัปเดตเมคอัพ และศึกษาเรื่องสกินแคร์ เพื่อผิวสวยอย่างปลอดภัย

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยทีมงาน เนื่องจากงดตั้งกระทู้วิจัย โครงงาน หรือใช้พื้นที่เว็บบอร์ดเพื่อการส่งการบ้าน เนื่องจากเป็นการรบกวนผู้ใช้บอร์ดท่านอื่นๆ ขออภัยในความไม่สะดวก

กำลังโหลด
กำลังโหลด