พี่โอ๊ตแน่ใจว่าในประเทศที่ร้อนจัดๆ อย่างบ้านเรา ในตอนนี้ไม่น่าจะมีใครที่ไม่ทาครีมกันแดดออกจากบ้านกันแล้วใช่มั้ยคะ เหมือนว่าครีมกันแดดจะกลายเป็นไอเทมอีกชิ้นที่จำเป็นต้องใช้ก่อนออกจากบ้าน เหมือนอย่างเสื้อผ้าหรือรองเท้าไปแล้ว

แต่ถึงแม้เราจะทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน แต่สุดท้ายแล้วเราก็ยังพบว่าผิวของเรามีปัญหาอยู่ดี ทาแล้วทำไมผิวยังคล้ำ ทาแล้วทำไมผิวยังเกิดจุดด่างดำ หรือเบิร์นแดด นั่นก็เพราะว่าความสำคัญของการทาครีมกันแดด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่า SPF อย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับปริมาณในการทาของเราด้วยนั่นเองค่ะ

2 ข้อนิ้ว? เหรียญสิบ? ต้องทามากแค่ไหนกันแน่?

เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ว่าครีมกันแดดควรทาให้ได้ปริมาณ 2 ข้อนิ้ว หรือประมาณเหรียญสิบ ซึ่งปริมาณนี้ก็เป็นเพียงปริมาณคร่าวๆ เท่านั้นค่ะ เนื่องจากรูปร่างใบหน้าของเราแต่ละคนไม่เท่ากัน ทำให้พื้นที่บนใบหน้าก็ไม่เท่ากันไปด้วย ให้ลองลดหรือเพิ่มตามความเหมาะสมนะคะ

เราอาจจะมองว่า โอ้โห เราต้องทาเยอะขนาดนี้เลยเหรอ? ถูกต้องค่ะ ที่ต้องทาเยอะขนาดนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าครีมกันแดดจะทำหน้าที่เหมือนผ้าคลุมใบหน้า ปกป้องเราจากแสงแดดได้ทั่วจริงๆ ลองคิดภาพดูว่า ถ้าผ้าที่คลุมบางมากๆ เราก็จะรู้สึกว่าแสบร้อนที่ผิว หรือการทาไม่ทั่วก็เหมือนกับผ้าของเราขาดเป็นรูๆ ทำให้ผิวเกิดจุดด่างดำ และไม่สม่ำเสมอกันนั่นเอง ดังนั้นเวลาทา ต้องแน่ในว่าเราได้ปาดครีมลงบนบริเวณนั้นจริงๆ ไม่ใช่แค่เบลนด์ครีมมาจากส่วนอื่นค่ะ

ทาน้อยเกินไป = ไม่ได้ทา

การทาครีมกันแดดแบบบางๆ ปริมาณเท่าเม็ดไข่มุก พอให้รู้สึกว่าได้ทา ยังทำให้ SPF ของครีมกันแดดลดลงประมาณ 85-90% เลยค่ะ นั่นแปลว่าการทาครีมกันแดด SPF50 ก็อาจจะทำให้ปกป้องผิวของเราได้แค่ SPF5-7.5 เท่านั้น! แบบนี้ก็เหมือนไม่ได้ทาเลยค่ะ

ทาเยอะเกินไป = หน้าวอก

สำหรับสาวๆ ที่ไม่ได้มีสีผิวที่ขาวมากๆ อาจจะเจอปัญหาว่า ทาครีมกันแดดในปริมาณที่เหมาะสมเป๊ะๆ แล้ว แต่ดันทำให้หน้าขาววอกจนออกจากบ้านไม่ได้ นั่นก็เพราะว่าครีมกันแดดของเราเป็นแบบ Physical Sunscreen มีกมีส่วนผสมของ Zinc Oxide และ Titanium Dioxide ที่ช่วยสะท้อนแสงยูวี ข้อดีคือทาปุ๊บออกจากบ้านได้เลย ไม่ต้องรอ และมีความเสถียรในการกันแดดสูง แต่ข้อเสียก็คือครีมกันแดดแบบนี้จะเคลือบอยู่บนชั้นผิว ทำให้ผิวของเราดูวอกหรือเกิดเป็นคราบขาวได้นั่นเองค่ะ

หนทางที่ง่ายที่สุดก็คือการเลี่ยงไปทาครีมกันแดดแบบ Chemical แทน อาจจะต้องเผื่อเวลาในการออกแดดซัก 15-30 นาที แต่เนื่องจากสารกันแดดเป็นแบบซับแสงยูวี ทำให้ผิวไม่รู้สึกเหมือนมีอะไรเคลือบไว้ ไม่ทำให้เป็นคราบขาวๆ ด้วยค่ะ แต่ข้อเสียก็คือ ครีมกันแดดแบบนี้จะทำให้ผิวเกิดการอุดตันและระคายเคืองได้ง่ายกว่าค่ะ

แต่จริงๆ ตอนนี้ครีมกันแดดแบบ Physical และ Chemical ก็ถูกพัฒนาไปมากแล้ว น้อยมากที่จะเกิดการทาปริมาณมากๆ จนทำให้ผิวขาวจนวอก หรือเกิดอาการแพ้ค่ะ

อย่ามองข้ามครีมกันแดดทาตัว

หลายๆ คนโฟกัสแต่กันการทาครีมกันแดดบนใบหน้า อย่าลืมว่าผิวตัวของเราก็ต้องการการปกป้องด้วยค่ะ เดี๋ยวนี้มีครีมกันแดดทาตัวที่ไม่เหนอะหนะผิวและราคาไม่แพงออกมาเยอะเลย ส่วนปริมาณที่เหมาะสมก็คือประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ หรือว่า 1 แก้วช็อตนั่นเองค่ะ

อย่าลืมว่าการทาครีมกันแดดไม่ใช่เพื่อผิวที่สวยและสุขภาพดีเท่านั้น แต่ยังเป็นการป้องกันผิวของเราจากโรคผิวหนังต่าง ๆ และป้องกันจากมะเร็งผิวหนังด้วยค่ะ และเราควรทาครีมกันแดดทุกวัน แม้จะไม่ได้เห็นแดดแรงๆ หรืออยู่แต่ในบ้านก็ตาม เพราะแสงแดดตามเราไปได้ทุกที่ค่ะ

 

พี่โอ๊ต
พี่โอ๊ต - Columnist คอลัมนิสต์สายบิวตี้ ชอบอัปเดตเมคอัพ และศึกษาเรื่องสกินแคร์ เพื่อผิวสวยอย่างปลอดภัย

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยทีมงาน เนื่องจากงดตั้งกระทู้วิจัย โครงงาน หรือใช้พื้นที่เว็บบอร์ดเพื่อการส่งการบ้าน เนื่องจากเป็นการรบกวนผู้ใช้บอร์ดท่านอื่นๆ ขออภัยในความไม่สะดวก

กำลังโหลด
กำลังโหลด