บอกต่อ! 5 วิธีเติมไฟเขียนนิยาย
ใคร “หมดไฟ” ช่วงกักตัวช่วยได้นะ
“การเขียนนิยาย” เป็นงานอดิเรกที่โดดเดี่ยวมากจริงๆ ค่ะ ยิ่งในช่วงที่เราต้องกักตัวอยู่บ้าน ต้องเว้นระยะห่างทางสังคมเพราะโรคระบาด แล้วเราคิดว่าช่วงเวลานี้เป็น “ช่วงที่ดีที่สุด ” ที่จะทำให้เราเขียนนิยายได้! เราเลยทุ่มเทให้กับการเขียนๆ ๆ ๆ เขียนจนกระทั่งวันหนึ่งเราค้นพบว่า...
- เราเปลี่ยนมุมเขียนนิยายจนครบทุกมุมบ้านแล้ว
- มีเรื่องที่อยากเขียนมากมาย แต่ก็เริ่มเบื่อที่จะเขียน
- ไม่มีแรงจูงใจอยากลุกมาเขียนนิยาย ผัดวันประกันพรุ่งบ่อยขึ้น
- รู้สึกโดดเดี่ยว อยากพูดคุยกับคนในสังคมน้อยลง
- ไม่สนุกกับการเขียน แถมยังเหงาสุดๆ อีกด้วย
ใครที่กักตัวอยู่บ้านแล้วเคยมีอาการอย่างที่ว่ามา ไม่ต้องแปลกใจกันค่ะ เราแค่กำลังเกิดอาการ “หมดไฟ” ชั่วคราว เพราะใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ในที่เดิมๆ เรื่องเดิม ๆ จนรู้สึกเบื่อหน่ายเท่านั้นเองค่ะ วิธีแก้ง่ายๆ ถ้าอยากเติมไฟให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง นอกจากจะต้องลองเปลี่ยนบรรยากาศดูแล้ว ลองมาทำตามคำแนะนำดีๆ อีก 5 ข้อ ที่นำมาฝากในวันนี้กันดูค่ะ
1.ทำน้อยแต่ได้มากจะดีกว่าไหม?
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกหมดไฟได้ง่ายๆ ก็คือ การทำงานหนักมากเกินไป นั่นเองค่ะ แน่นอนว่าการทุ่มเทให้กับงานที่เราทำนั้นไม่ใช่เรื่องผิด เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ด้วยซ้ำ แต่ถ้าเราอยากเขียนนิยายได้เรื่อยๆ ไม่หมดไฟไปซะก่อน
เราต้องรู้ขีดจำกัดของเราก่อน ต้องรู้ว่าในหนึ่งวัน เราไฟลุกช่วงไหน แล้วเขียนนิยายได้พีคสุดๆ ประมาณกี่นาที กี่ชั่วโมง ไม่นับเวลาที่นั่งอยู่หน้าเวิร์ดเปล่านะ ถามตัวเองก่อนว่า เราให้เวลาเขียนนิยายได้มากสุดแค่ไหน?
เพราะเราแค่ต้องสร้างขีดจำกัดของเราขึ้นมา แล้วเลือกเวลาที่จะเขียน (เวลาเขียนนิยายที่แนะนำคือสองชั่วโมง) จากนั้นก็เริ่มงานให้ตรงเวลา ทำให้ครบจำนวน ไม่ข้าม ไม่ทบ ไปวันเวลาอื่น พอหมดเวลาก็ต้องหยุด ทำแบบนี้ซ้ำๆ ได้ฝึกวินัยและความสม่ำเสมอด้วยนะ
2. เขียนนิยายก็เหมือนขี่จักยาน? หยุดเขียนนานๆ ก็กลับมาเริ่มใหม่ได้
ถ้าเราหัวสมองตีบตัน เหนื่อยหน่ายกับการเขียนนิยายสุดๆ ถึงคราวต้องพักผ่อนกันบ้างแล้วค่ะ ถ้าเป็นช่วงก่อนหน้านี้คำแนะนำที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ ออกไปท่องเที่ยว เปลี่ยนบรรยากาศ หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ บ้างสิ แต่ในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่บ้านแบบนี้ เราจะทำกิจกรรมอะไรได้บ้างนะ
ตั้งโจทย์ไว้ก่อนว่า อย่างไรเราก็ต้องกลับมาเขียนนิยายให้ได้!
คราวนี้ก็หยิบสมุดหยิบดินสอขึ้นมา ลิสต์สิ่งที่เราอยากทำ และสิ่งที่เรายังไม่เคยทำแต่อยากลองทำออกมาให้หมด เช่น
- อยากลองสร้างปกนิยายของตัวเองดูบ้าง
- อยากนอนอ่านนิยายที่ซื้อมาทั้งวันทั้งคืน
- อยากดูซีรีส์ที่เคยอยากดูให้จบ
- อยากเล่นเกมออนไลน์ดูบ้าง
- อยากเลี้ยงสัตว์ เช่น แมว สุนัข
- อยากจัดห้อง หรือรีโนเวทห้องใหม่
ถ้าลองคิดเร็วๆ เราลิสต์ได้อะไรกันบ้างเอ่ย? ลองเอาสิ่งที่เราลิสต์มาเป็นงานอดิเรกหรือเป็นกิจกรรม ใหม่ดูไหมคะ นอกจากจะได้คลายเครียด ได้คิดเรื่องอื่นๆ นอกจากเรื่องราวในนิยายแล้ว บางทีระหว่างทำกิจกรรมอยู่ เราอาจจะปิ๊งไอเดียอยากเขียนนิยายขึ้นมาก็ได้ ไม่ต้องกังวลว่าหยุดเขียนไปนานจะกลับมาเขียนต่อไม่ติด เพราะการเขียนนิยายก็เหมือนการขี่จักรยาน ถึงจะไม่ได้ทำนานๆ แต่เรารู้วิธีการอยู่แล้ว ไปต่อได้แน่นอน!
3. คนอื่นทำได้ เราก็ทำได้!
สำคัญมากข้อนี้ ถ้าเราต้องการละทิ้งอาการหมดไฟ ลดความเบื่อหน่ายในการเขียนให้น้อยลง นอกจากเราจะต้องใช้เวลาเขียนนิยายให้น้อยลงแล้ว เรายังต้องหยุดไอเดียในหัวเอาไว้ก่อน แล้วมองดูว่าคนอื่นๆ กำลังทำอะไรอยู่บ้าง ไม่จำกัดว่าคนอื่นที่ว่านี้คืออะไร
อาจจะเป็นเรื่องราวจากข่าว จากหนังสือสักเล่มหนึ่ง จากเพลงของศิลปินที่ชอบ หรือแม้แต่นิยายออนไลน์บนเว็บเด็กดี ก็เป็นสิ่งที่เราสามารถเข้าไปมองหาความคิดสร้างสรรค์ได้
เป้าหมายของวิธีการในข้อนี้ เราไม่ได้ต้องการให้ทุกคนมองดูเพื่อคลายเครียด หรือมองเป็นแรงบันดาลใจเพียงอย่างเดียว เราอยากให้ทุกคนได้เห็นว่ายังมีจินตนาการและไอเดียดีๆ อีกมาก และเราก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถบอกเล่าจินตนาการดีๆ แบบนั้นได้เหมือนกัน
4. ง่วงก็นอนงีบ ไอเดียเจ๋งๆ มักเกิดขึ้นตอนหลับ!
มีคำพูดหนึ่งของดาไลลามะซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสมาธิ กล่าวเอาไว้ว่า “การนอนหลับเป็นการทำสมาธิที่ดีที่สุด (Sleep is the best meditation.)” เราสามารถใช้คำพูดของเขามาช่วยเราเติมไฟในการเขียนนิยายได้ เพราะการเขียนนิยายไม่ได้ทำให้สมองเราเหนื่อยล้าเท่านั้น ร่างกายของเราก็เหนื่อยล้าด้วยเช่นกัน
ยิ่งถ้าเรานั่งเขียนนิยายติดต่อกันหลายชั่วโมง เขียนจนเลยเวลานอนบ่อยๆ เราเองก็จะเหนื่อยล้าและสนุกกับการเขียนนิยายน้อยลงเรื่อยๆ แล้วเมื่อเราทำแบบนี้หลายครั้งมากขึ้น ชีวิตประจำวันของเราก็จะวนเวียนอยู่ที่เดิม จนเกิดอาการหมดไฟในที่สุด
แต่การนอนหลับพักผ่อนของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนใช้เวลานอนน้อย ก็เพียงพอแล้ว แต่บางคนที่ร่างกายเหนื่อนล้ามากๆ ก็ต้องการเวลานอนที่มากขึ้น
ดังนั้น วิธีการในข้อนี้ จึงสนับสนุนให้เราใช้เวลางีบหรือพักสายตา 15 -30 นาทีต่อวัน เพื่อรีบูทสมองให้กลับมาตื่นตัว และพร้อมทำกิจกรรมได้ตลอดทั้งวัน
5. เขียนไป ขายไป ปลุกไฟในตัวได้
การทำเป้าหมายเล็กๆ ให้สำเร็จ ช่วยลดอาการหมดไฟของเราได้เหมือนกันนะ อย่างการที่เราเขียนนิยายเรื่องยาวอยู่ แล้วไม่รู้ว่าจะเขียนนิยายจบเรื่องได้ตอนไหน เราแค่ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ให้ตัวเองในแต่ละตอนที่เขียนจบ เช่น อัปนิยายแล้ว ถ้ามีคนคอมเมนต์ 10 คนขึ้นไป ก็จะเขียนตอนใหม่มาอัปลง หรือแม้แต่การเปิดขายนิยายก็เป็นการสร้างแรงจูงใจ ทำให้นักเขียนมีไฟ อยากเขียนนิยายได้มากขึ้นเหมือนกัน
“ในวัยที่เขียนมานาน การเปิดขายเป็นรายตอนทำให้นักเขียนมีไฟมากขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น คุณจะต้องกัดนิยายของคุณไม่ปล่อย ต่อให้หัวตันยังไงก็ตาม เพราะคุณเปิดขายแล้วนี่คะ คุณต้องทำต่อ หยุดเขียนไม่ได้นะ คุณต้องรับผิดชอบนะ นักอ่านซื้อของคุณไปแล้วนะ ยังไงเรื่องนี้คุณต้องเขียนให้จบอย่างนี้ค่ะ ”
“วิธีการนี้ทำให้เรามีความขยันมากที่สุดเลยค่ะ เพราะว่าเราจะต้องมีนิยายออกไปให้นักอ่านได้อ่านทุกวัน ไม่ว่าเราจะเปิดขายแบบรายตอนหรือแบบแพ็กเกจ”
คลิกอ่านประสบการณ์จริงจากบทสัมภาษณ์ของ No.7even ผู้เขียนนิยายเรื่อง โครงกระดูกร่างนี้คือสามีข้า
ใครกักตัวอยู่บ้านเบื่อๆ เขียนนิยายไม่ออก มาเติมไฟกันได้นะ ทั้ง 5 ข้อนี้ได้ผลจริงไหม ก็ขึ้นอยู่เราด้วยเหมือนกันว่าอยากหายจากอาการหมดไฟกันหรือเปล่า เพราะคำแนะนำดีๆ เหล่านี้ พี่ได้รวบรวมมาจากเรื่องราวของนักเขียนที่กักตัวอยู่บ้านในช่วงที่ผ่านมา แล้วเกิดอาการหมดไฟ จนกระทั่งแต่ละคนเจอวิธีแก้ที่แตกต่างกันออกไป และวิธีเหล่านั้นได้มารวมกันอยู่ในบทความนี้แล้วค่ะ หวังว่าทุกคนจะได้ไอเดีย และแรงบันดาลใจดีๆ ไปใช้ในการเขียนนิยายกันนะคะ ^^
พี่แนนนี่เพน
ขอบคุณข้อมูลจากbbc.com/worklife/article/20190610-how-to-tell-if-youve-got-pre-burnoutdiscover.submittable.com/blog/how-to-overcome-covid-19-writers-block/
2 ความคิดเห็น
ไม่รู้ว่าคนอื่นคืออย่างไงนะคะแต่เค้าเหนื่อยสุดๆเลยตอนนี้กำลังพยามให้กลับมาแต่งได้อยู่ค่ะ ตอนนี้อยูในช่วงชีวิตมัธยมด้วยTT
ใครที่หมดไฟเหมือนกันขอให้สู้ๆนะคะทำได้อย่างแน่นอน