“ทำไมถึงไม่ไปทำงานตามสายงานที่เรียน?” : คำถามยอดฮิตที่คนทำงานไม่ตรงสายทุกคนน่าจะโดนใจกัน เพราะธาราพรายเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เจอคำถามเหล่านี้เหมือนกันค่ะ
เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่ “ธาราพราย” นักเขียนเด็กดีเจ้าของนิยายแนวทำอาหารสุดฮิตเรื่อง “ข้าหิว” ตัดสินใจเบนเข็มจากการทำงานตรงสายมาเขียนนิยายออนไลน์ เธอคนนี้เปลี่ยนสายงานจากวิศวะมาลุยเส้นทางนักเขียนเต็มตัว จากเด็กจบใหม่ที่มีความฝันอยากเขียนนิยาย เธอเริ่มต้นรายได้เดือนแรกจากหลักร้อยสู่หลักพัน และในเดือนต่อๆ มาก็ค่อยๆ มีรายได้พุ่งทะยานขึ้นสู่หลักหมื่น
แต่กว่าธาราพรายจะมีวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมาเธอได้รับคำถามและคำวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบข้างอยู่เสมอว่า “ทำไมไม่ไปทำงาน” “อยู่บ้านเฉยๆ ทำอะไร” “ทำไมจบวิศวะแล้วไม่เป็นวิศวะ?” แต่ละคำถามหากใครเจอกับตัวคงบั่นทอนกำลังใจมากทีเดียว ยิ่งนักเขียนสาวคนนี้จบมาทำงานไม่ตรงสาย แถมยังตัดสินใจเบนสายมาเป็นนักเขียน อาชีพที่ถูกมองว่า “ไส้แห้ง” มีรายได้ไม่แน่นอน เป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง ไม่มีสวัสดิการอะไรเลย ยิ่งตอกย้ำว่าการเป็นนักเขียนไม่ใช่เรื่องง่ายในสังคมนี้เลยค่ะ
ทว่าคำวิจารณ์เหล่านี้กลับไม่ได้ทำให้ธาราพรายล้มเลิกความฝันที่จะเป็นนักเขียนเลยค่ะ เพราะหลังจากที่เธอตัดสินใจเปลี่ยนสายงาน และขอเวลาจากครอบครัวเพื่อพิสูจน์ว่าการเขียนนิยายสามารถทำเป็นอาชีพได้จริงๆ เธอก็ตั้งใจทำในสิ่งรักอย่างมุ่งมั่น จนในวันนี้เธอมีเงินเดือนเฉียดแสน และได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการที่เธอเรียนจบออกมาแล้วทำงานไม่ตรงสายก็สามารถมีรายได้มาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ดีทีเดียว
ในบทสัมภาษณ์นี้เราเลยอยากชวนทุกคนมาติดตามเรื่องราวที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจดีๆ จากนักเขียนผู้ไม่ยอมแพ้ต่อคำวิจารณ์ และเส้นทางที่เธอเลือกเดินกันค่ะ
#จบวิศวะก็มาเขียนนิยายได้
“สวัสดีค่ะ พิมพ์นะคะ นักเขียนนามปากกา ธาราพราย ค่ะ ตอนนี้กำลังเขียนนิยายเรื่อง ข้าหิว อยู่ค่ะ เราเพิ่งเรียนจบวิศวกรรมโยธามาได้ประมาณ 2 ปีค่ะ ตอนนี้ทำฟรีแลนซ์กับเขียนนิยายเป็นหลักค่ะ”
“ถ้าถามว่าทำไมถึงไม่ไปทำงานตามสายงานที่เรียนจบออกมา คือ ตอนที่เรายังเรียนอยู่ เราก็ต้องไปฝึกงานตอนปีสามใช่ไหมคะ มันเป็นการฝึกงานที่เราไม่มีความสุขเลยอ่ะค่ะ ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ ที่ทำงานดีมากๆ พี่ที่เขาดูแลเราก็ดีมากๆ พนักงานตรงนั้นก็ดีมากๆ แต่ว่ามันเป็นความอึดอัดใจของเราเอง เราไม่ชอบค่ะ การฝึกงานระยะสั้นๆ แค่ 2-3 เดือน เรายังรู้สึกแบบนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่า ถ้าเกิดว่าเราต้องไปทำงานแบบนั้นทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี เราจะเป็นยังไง ตอนเรียนจบออกมาก็เลยไม่ได้ไม่ได้ไปทำงานทางสายงานนั้นค่ะ ”
“ส่วนเรื่องการเขียนนิยาย เราเริ่มจากการเป็นนักอ่านค่ะ ไม่ได้มีความรู้ทางด้านภาษาหรืออะไรอย่างนี้เลย ตอนสมัยเรียนอยู่ภาษาไทยก็คืออ่อนด้อยมากจริงๆ ถ้าเพื่อนกันก็จะรู้เลยว่า พิมจะได้ทางพวกคำนวณอะไรแบบนี้ ยกเว้นภาษาใดๆ ทั้งหลาย แต่มันฝึกกันได้นะคะเรื่องพวกนี้ อย่างเราเป็นคนชอบดูอนิเมะ อ่านมังงะ ซีรีส์อะไรทั้งหลายแหล่อยู่แล้ว ก็คงมีพื้นฐานจากทางด้านนี้มาค่ะ เราแค่ต้องอ่านเยอะๆ ดูเยอะๆ มันก็จะซึมซับมาเอง ”
“ตอนนี้มีผลงานทั้งหมด 3 เรื่องนะคะที่จบไปแล้วนะ จริงๆ แล้ว เราเขียนนิยายมาหลายปีแล้วนะ ตั้งแต่ช่วงมัธยมปลายอ่ะค่ะ ช่วงนั้นจำได้ว่าเราเขียนใส่สมุดเรียนด้านหลังนะคะ ที่จริงเราลืมสมุดเล่มนั้นไปแล้วนะ แต่ว่าแม่เราไปหาเจอมา ไม่นานมานี้แหละ แล้วก็เอามาคุยกับเราว่า ดูสิตอนนั้นมายังเอาไปเขียนเล่นในสมุดอยู่เลยนะ ตอนนี้สามารถเป็นอาชีพ สร้างรายได้ได้แล้ว”
#ขอแม่พิสูจน์ว่าการเขียนนิยายทำเป็นอาชีพได้จริง
“การเขียนนิยายขายออนไลน์เนี่ย จริงๆ แล้วเราเพิ่งเอามาลงขายออนไลน์ได้ไม่กี่ปีเองนะ ตั้งแต่เรียนจบตอนนี้ก็น่าจะเกือบ 2 ปีแล้ว ”
“เป็น 2 ปีที่เราต้องทนกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้างว่าทำไมถึงไม่ไปทำงาน ที่จริงเราไม่ได้ตัดสินใจปุ๊ปปั๊ปนะคะ เราคุยกับแม่ของเราว่า เราขอระยะเวลาซักระยะหนึ่ง เราขอพิสูจน์ดูก่อนว่ามันจะสามารถทำเป็นอาชีพได้ไหม จะสามารถเลี้ยงตัวเอง หรือว่าอยู่รอดได้หรือเปล่า ถ้าเกิดมันไม่ได้จริงๆ อ่ะ เราจะยอมไปทำงาน คนเราไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีเงินไม่มีงานถูกไหมคะ ตอนนี้เราก็แค่ต้องต้องเปลี่ยนจากการทำอาชีพที่เราไม่ได้มีความสุข มาเป็นอาชีพที่เรามีความสุข แต่ก็ได้ทั้งเงินแล้วก็ได้ทำงาน”
“เรื่อง ตํานานยอดหญิง ซูเจิน เนี่ย เป็นเรื่องแรกที่เราเปิดขายนะ เป็นเรื่องยาวด้วย 6 เล่มจบ มันเป็นเรื่องที่เราเขียนไว้ตั้งแต่เรายังเรียนอยู่ค่ะ ด้วยความเครียดจากการเรียน ไม่รู้ว่าจะเอาไประบายที่ไหนก็เลยต้องเอามาระบายผ่านการเขียนนิยายนี่แหละค่ะ แต่ว่าตอนนั้นเขียนไม่จบนะคะ”
“พอเรียนจบ สถานการณ์บีบบังคับเราก็เลยคิดว่าลองดูก่อน แล้วก็เราเห็นคนอื่น เห็นคนที่อยู่บนเว็บเขาขายได้เหมือนกัน เราก็ดูแล้วเราก็คิดว่านิยายของเรามันก็น่าจะขายได้นะ เราลองดูก่อนไหม ถ้ามันไม่ดีขึ้นเราก็สามารถปรับปรุงได้ เดิมพันดูว่ามันจะสร้างรายได้ให้เราได้ไหม พอเปิดขายผลตอบรับก็ดีมากค่ะ ผลตอบรับเกินคาดเลย คือมันไม่ได้บูม ไม่ได้ปัง มันไม่ได้แบบสร้างรายได้ให้เราแบบอลังการนะคะ”
“เดือนแรกของเราอ่ะ เราได้มาแค่หลักร้อย เดือนที่ 2 ได้หลักพัน เดือนที่ 3 เดือนที่ 4 เดือนที่ 5 เราถึงจะได้หลักหมื่น ถามว่ามันอยู่ได้ไหม มันอยู่ได้ แล้วมันก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เราก็เลยพูดกับแม่เราว่า มันก็โอเคนะแม่ เราขอไปลุยให้สุดทาง เราก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าลุยต่อไปเรื่อยๆ มันจะเป็นยังไง”
#ลุยต่อจนนิยายเรื่องล่าสุดติดท็อปอันดับ 1
“คือพิมเนี่ยจะเริ่มต้นการเขียนนิยายจากความเครียดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นิยายเรื่อง ข้าหิว เนี่ยมันก็เริ่มต้นจากความเครียดอีกแล้วนะ แต่ว่าเป็นความเครียดคนละแบบ เป็นความเครียดจากการลดน้ำหนักค่ะ ก่อนหน้าจะลดน้ำหนักเราอดใจไม่ไหวออกไปกินดึกๆ บ่อยมากเลยนะ”
“ทีนี้เราก็ต้องลดน้ำหนักจริงจังแล้วไง เรากินไม่ได้ เราอัดอั้นมาก เราก็เลยคิดว่าถ้างั้นก็เขียนนิยายเถอะ เอามาเขียนนิยายก็ได้นะ แล้วนิยายเรื่องนี้ เราจะเป็นแบบไหนดีนะ เราก็นั่งคิด ถ้าเราหิวมากเราก็เขียนข้าหิวไปเลยสิ แล้วเราก็มาแบ่งปันให้นักอ่าน แล้วนักอ่านทุกคนก็คือหิวโหยไปด้วยกัน แสดงว่าเราทำสำเร็จใช่ไหมคะ(หัวเราะ) ”
“ถ้าถามว่าเขียนนิยายเรื่องนี้น้ำหนักลดจริงไหม ลดจริงค่ะ ตอนที่เราเริ่มเขียนแล้วก็ลดน้ำหนัก มันก็ไล่เลี่ยกัน ก็ประมาณ 2 เดือน เราลดน้ำหนักมา 2 เดือนแล้วค่ะ โดยที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลย คุมอาหารอย่างเดียวลดไป 6 กิโลกรัมแล้ว ”
“ฟีดแบ็กก็เกินคาดค่ะ เรื่องนี้เกินคาดจริงๆ คือนิยายเรื่อง ข้าหิว เราไม่ได้คาดหวังเลยนะตอนแรกเราเขียนเพื่อระบายความเครียดใช่ไหม เราก็ไม่ได้ไม่ได้หวังว่ามันจะมีคนมาตามเยอะด้วย เราเขียนแล้วเราก็ลงสดๆ เนื้อเรื่องตอนแรกๆ มันก็เลยอาจจะไม่ได้สมูทมาก”
“แต่ทีนี้เราเขียนไปได้แค่ 10 วันมั้ง อันดับขึ้นพรวดมาก คนติดตามก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ พอทุกคนให้การตอบรับที่ดีขึ้นใช่ไหมคะ เราก็ไม่สามารถเขียนเล่นๆ ได้อีกแล้ว เราต้องจริงจังกับมันมากขึ้น เราก็ต้องคุมเส้นเรื่องให้มันดียิ่งขึ้น ต้องหาข้อมูลทุกอย่างให้มันสมเหตุสมผลมากขึ้นค่ะ”
#ขายแค่ตอนล่วงหน้าก็มีรายได้หลักหมื่น
“เราเท้าความก่อนนะว่าตั้งแต่นิยายเรื่องแรกของเรา เราก็เปิดขายล่วงหน้านะ เรารู้สึกว่าเรากำหนดวันที่เราจะลงได้แล้ว ทีนี้เราก็อยากจะให้นักอ่านได้ความรู้สึกเหมือนได้อภิสิทธิ์ คือถ้าในมุมมองนักอ่าน ถ้าทนไม่ไหวก็จะอ่านนั่นแหละ ถ้าในมุมมองของนักเขียนก็ขอค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ เป็นกำลังใจ เป็นค่าน้ำ ค่ากาแฟค่านู่นนี่นั่นนิดหน่อย”
“เราติดตอนไม่แพงนะคะ ช่วงแรกเราอาจจะยังไม่รู้ว่าต้องติดอะไรยังไง ช่วงแรกราคาเหรียญอาจจะสูงไปหน่อย เราก็คุยกับนักอ่านของเราว่าประมาณไหนมันถึงจะดีเหรอ ก็ได้มาว่าถ้าเป็นตอนอ่านล่วงหน้า เราจะติดแค่ 2 คอยน์ ถามว่ามันมันน้อยไหม มันก็ไม่ได้น้อยขนาดนั้นนะ เราติดแค่ระยะเวลาสั้นๆ ด้วย ถ้าลงวันนี้เราจะเปิดให้อ่านฟรีในอีก 1 วันต่อไป แต่ก็มีนักอ่านที่เขาอาจจะทนไม่ไหว หรือว่าอยากจะสนับสนุนเรา ก็ต้องขอขอบคุณมากด้วยนะคะ ได้ค่าขนมได้ค่ากินอยู่กับนักอ่านนี่แหละ ขอบคุณจริงๆ”
“หลังจากติดเหรียญไปแล้วนักอ่านก็ยังสนับสนุนกันเยอะมากๆ นะคะ ยอดวิวก็ไม่ได้ไม่ลดลงเลยนะมันมีแต่เพิ่มมากขึ้น เห็นหลายๆ คนกลัวว่าถ้าติดเหรียญไปปุ๊บ มันจะส่งผลกระทบต่อยอดวิว ต่อคนอ่านใช่ไหมคะ สำหรับเรื่องข้าหิวเนี่ย มันกลับกันค่ะ อาจจะเป็นเพราะว่าเดือนแรกมันยังไม่ค่อยมีคนอ่านเยอะ แต่พอผ่านไปนานๆ มันก็จะเริ่มมีคนมาติดตามเยอะขึ้น ต่อให้เราติดเหรียญแล้ว เขาก็ยังเต็มใจที่จะสนับสนุนเรา ยอดไม่ได้ลดลงเลยค่ะ”
“รายได้จากการเขียนนิยายตอนนี้ของเราเป็นรายได้หลักนะคะ เราขอเปิดเผยรายได้เลยแล้วกัน เดือนล่าสุดมันอยู่ที่ประมาณ 7 หมื่นนี่แหละของเด็กดีนะ เราก็เอามาใช้จ่ายภายในครอบครัวนี่แหละ ช่วยเหลือครอบครัว ใช้จ่ายสิ่งที่เราอยากจะได้ แล้วก็เก็บอีกส่วนหนึ่งไว้ เพื่อที่จะซื้ออุปกรณ์มาทำงานพัฒนาตัวเองให้มากขึ้นค่ะ”
#ถ้าฝันเป็นนักเขียนยุคนี้ไม่ไส้แห้งแน่นอน
“ตอนนี้คนรอบข้างเราก็ยังมีความเข้าใจว่านักเขียนไส้แห้งอยู่ แต่ยุคสมัยมันไม่เหมือนกันนะคะต้องเข้าใจในเรื่องนี้ก่อน ยุคสมัยมันแตกต่างกันไปแล้ว อย่างพิมไม่รู้หรอกว่าสมัยก่อนเขาเป็นยังไง อาจจะลำบากมากก็ได้ แต่ว่ายุคสมัยนี้มันเข้าถึงง่ายค่ะ มันมีอินเทอร์เน็ต มีโซเชียล มีเว็บไซต์ มีแอพพลิเคชั่น มีช่องทางมากมายให้เราเปิดขาย แสดงความสามารถ หรือว่าเอาผลงานของเราที่มีอยู่แล้วเนี่ยไปให้คนอื่นได้เห็น”
“ก็อยากจะบอกว่าเดี๋ยวนี้นักเขียนไม่ได้ไส้แห้งนะคะ เดี๋ยวนี้เด็กๆ ที่เขามีความฝันที่จะเป็นนักเขียนมันก็ไม่ใช่ความฝันที่ลมๆ แล้งๆ เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เราอยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นใหม่ให้กับนักเขียนหน้าใหม่ที่อยากจะลอง เราก็เป็นหน้าใหม่เหมือนกัน เรายังไม่ได้เซียน เรายังเป็นคนใหม่ในวงการ เราก็มาลองด้วยกัน มาสู้ไปด้วยกันค่ะ”
เรื่องราวของธาราพรายที่เรียนจบมาแต่ทำงานไม่ตรงสาย ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับวัยรุ่นในยุคปัจจุบันเลยค่ะ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการที่เธอมีความมุ่งมั่นตั้งใจอยากจะทำในสิ่งที่รักให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ได้จริง แม้ว่านิยายเรื่องแรกๆ จะไม่ได้ปังหรือสร้างรายได้ให้เธอมากมาย แต่เธอก็พยายามเขียนนิยายทุกเรื่องออกมาให้จบ เพื่อให้นักอ่านเห็นถึงความตั้งใจจริงของเธอบนเส้นทางนี้
เราหวังว่าเรื่องราวของธาราพรายที่นำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ จะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจดีๆ ให้นักเขียนทุกคนไม่ยอมแพ้บนเส้นทางที่เลือกเดินกันนะคะ ^^
ติดตามผลงานนิยายของ ธาราพราย ได้ที่นี่เลย
พี่แนนนี่เพน
1 ความคิดเห็น
ได้รับแรงบันดาลใจมากๆเลยค่ะ ตอนนี้เรียนวิศวะอยู่แล้วก็เป็นนักเขียนออนไลน์เหมือนกัันเลยในอนาคตหวังว่าจะทำได้แบบพี่นะคะ ขอบคุณสำหรับแรงบันดาลใจและไฟดีๆค่ะ