Spoil
- ในยุคที่ใครๆ ก็พรีเซนต์ด้านดีๆ และความสามารถของตัวเอง ทำให้อีกหลายคนติดกับดับของภาพนั้น และเอามาเปรียบเทียบกับตัวเองว่่า "ทำไมเราทำไม่ได้แบบเขาล่ะ?"
- หลายคนมุ่งมั่นจะต้องเป็นคนเก่งและเท่ให้ได้ โดยพยายามลุกขึ้นมาให้ไวที่สุด ในเวลาที่เศร้า เหนื่อย หรือท้อ แต่จริงๆ มันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง
- ทุกปัญหาต้องการความเข้าใจในการแก้ไข ไม่ใช่การซุกมันไว้แล้วก้าวไปข้างหน้าต่อ เพราะหากเราไม่เข้าใจตัวเองมากพอ ก็อาจทำให้สิ่งเหล่านั้นย้อนกลับมาทำร้ายเราได้
เคยมั้ยคะ? รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่ดีพอ ยิ่งเทียบกับคนอื่นยิ่งเห็นว่าใครๆ ก็ประสบความสำเร็จ ทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง ทำไมเราถึงดูแตกต่างจากเขาเหลือเกิน...
ปัจจุบันเห็นได้ชัดว่ากระแสการพัฒนาตนเอง และการปลุกใจให้คนเรามีความ productive นั้นมาแรงมาก ทำให้หนังสือแนวพัฒนาตนเอง (Self-Improvement) ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ไหนจะกระแสบนโซเชียลมีเดีย ที่มักจะเห็นหลายคนสรรหาวิธีพัฒนาตนเอง และทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาบนหน้า Feed แทบจะตลอดเวลา จนทำให้อีกหลายคนเริ่มเกิดความคิดว่า หรือการปล่อยให้ตัวเองนั่งเฉยๆ นอนดู Netflix เล่นเกมไปวันๆ จะถือเป็นเรื่องเสียเวลาไปแล้วนะ?
แม้กระทั่งในวันที่เหนื่อย เศร้า หรือมีเรื่องที่ทำให้รู้สึกท้อแท้ใจ หลายคนก็ยังไม่กล้าปล่อยตัวปล่อยใจให้นอยด์หรือเศร้านานๆ เพราะรู้สึกว่ามันไม่คูลเอาซะเลย แถมยังเป็นเรื่องเสียเวลาอีกด้วย ทั้งที่จริงเราไม่จำเป็นต้องรู้สึกแบบนั้นเลยค่ะ
และนี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า การติดกับดักในการพัฒนาตนเอง ซึ่งพี่นักเก็ตจะมาเล่าให้ฟังในวันนี้
หลายคนคงรู้แล้วว่า การพยายามทำตัวเองให้ productive ตลอดเวลา หรือทำตัวเองให้เก่งและ active อยู่เสมอ ไม่ได้มีเฉพาะข้อดีเสมอไป ตราบใดที่เราไม่มีความพอดี หรือไม่มีเส้นแบ่งระหว่างความขยันและการพักผ่อน เรียกง่ายๆ ว่า Work Life Balance (หรือสำหรับวัยเรียนก็เรียกว่า Study Life Balance) แน่นอนว่าถ้าเราไม่มีสิ่งนี้ สุดท้ายก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ แล้วยังเป็นบ่อเกิดของความเครียด ความวิตกกังวล และอาการนอนไม่หลับได้อีกด้วย
แต่ทั้งที่รู้แบบนี้ หลายคนก็ยังมีความคิดบางอย่างเป็น กับดัก อยู่ คือเป็นความคิดที่ทำให้รู้สึกว่าเราต้องพัฒนาขึ้นอีกสิ! เราต้องเก่งขึ้นอีกสิ! เราต้องดีขึ้นอีกสิ! และ เราต้องเต็มไปด้วยพลังบวกสิ! เพื่อที่คนอื่นจะได้ยอมรับ (รวมถึงเพื่อให้เรายอมรับตัวเองด้วย) สิ่งนี้เรียกว่า Toxic Positivity หรือ การคิดบวกที่เป็นพิษ ซึ่งจะย้อนกลับมาทำร้ายสุขภาพจิตของเราได้ เพราะการพยายามฝืนทำตัวเองให้ productive และ positive ตลอดเวลานั้น จะทำให้เราหลงลืมตัวเรา และติดหล่มอยู่แต่ในเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่ความสำเร็จ ชนิดไม่ปล่อยให้ตัวเองได้ผ่อนคลายเลย
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ หลายคำพูดที่เราเคยได้ยินหรือเคยใช้เองบ่อยๆ เพราะมองว่ามันดีและเป็นแรงผลักดันได้ แต่หารู้ไม่ว่ากลายเป็นหลุมพรางที่ทำให้เราติดกับดัก จากที่เคยคิดว่าจะช่วยให้เราแข็งแกร่งแต่กลายเป็นทำร้ายเราแทน เช่น
สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม!
อดีตช่างมัน ปัจจุบันและอนาคตสำคัญที่สุด!
ใครไม่รักไม่เป็นไร เรารักตัวเองก็พอ!
ถึงเป็นคนแพ้ แต่จะไม่มีน้ำตา!
คำพูดเหล่านี้ฟังผ่านๆ แล้วช่างสร้างขวัญกำลังใจ ทำให้รู้สึกฮึกเหิมและอยากลุกขึ้นยืนเพื่อไปต่อดีใช่ไหมคะ แต่ในอีกมุมมันกลายเป็นว่า เรากำลังปฏิเสธความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความผิดหวัง หรือความกังวลต่างๆ และยังทำให้รู้สึกว่าหากเราปล่อยให้อารมณ์ด้านลบเกิดขึ้นนั้นหมายความว่าเรายังไม่เก่งและไม่เท่พอ ทั้งที่การกดอารมณ์เหล่านั้นเอาไว้หรือพยายามมองข้ามไปก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดีเลย
วิธีแก้ง่ายๆ คือ ยอมรับ และอยู่กับอารมณ์ที่เกิดขึ้นบ้าง เข้าใจและให้อภัยตัวเองว่าเป็นเรื่องปกติที่คนเราจะผิดพลาดและมีเรื่องที่ไม่เก่ง เพราะเราก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง จึงไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเก่งหรือประสบความสำเร็จไปทุกเรื่อง
แต่ทั้งนี้พี่นักเก็ตก็ไม่ได้หมายความให้น้องๆ จมจ่อมกับความเศร้า ความนอยด์ จนหยุดพัฒนาตัวเองไปเลยนะคะ! แต่หมายถึงว่าให้ยอมรับว่าเรามีอารมณ์แบบนี้นะ มีภาวะแบบนี้นะ แล้วทำความเข้าใจกับมันให้มากพอ จากนั้นเราก็ลองหาทางแก้ไข และค่อยๆ ผ่านมันไปอย่างมั่นคงค่ะ เพราะถ้าเรารีบร้อนข้ามช็อตไป ด้วยการพยายามเร่งให้ตัวเองคิดบวก มองโลกในแง่ดี โดยไม่ได้ทำความเข้าใจสภาวะที่กำลังรู้สึก หรือเงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ ก็อาจทำให้ไปขัดขวาง ความงอกงามในตัวเอง หรือที่เรียกว่า Growth ได้เช่นกันนะ
สุดท้ายนี้ พี่นักเก็ตก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้น้องๆ เข้าใจการพัฒนาตนเองมากขึ้น อย่าติดหล่มกับความคิดแบบผิดๆ ที่จะทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมาย ลองหันมาเข้าใจตัวเอง ปลอบใจตัวเองบ้าง หรือแสดงความอ่อนแอให้คนรอบข้างที่รักและเป็นห่วงเราได้ปลอบเราบ้าง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่อะไรเลยค่ะ
รายการอ้างอิงhttps://www.huffpost.com/https://www.thepositivepsychologypeople.com/https://www.mindful.org/
0 ความคิดเห็น