Teen Coach EP.33 : เคล็ดลับพัฒนาตัวเอง สู่การเป็น "ผู้ฟังที่ดี" (สไตล์นักจิตวิทยา)

Spoil

  • Active Listening หรือ เทคนิคการฟังอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้มีวิจารณญาณและเป้าหมายในการฟัง
  • การสบตาและพยักหน้าระหว่างฟังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าเราตั้งใจและใส่ใจสิ่งที่เขากำลังพูด
  • ไม่ควรมัวแต่โฟกัสจุดเล็กๆ น้อยๆ จนทำให้ละเลยภาพรวมใหญ่ของเนื้อหา

การฟัง เป็นทักษะสื่อสารหนึ่งที่สำคัญต่อทุกๆ ความสัมพันธ์เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการฟังในฐานะเพื่อน คนรัก พี่ น้อง ลูก นักเรียน หรือแม้กระทั่งคนรู้จักและคนแปลกหน้า น้องๆ เคยไหมที่เวลาได้ระบายหรือเล่าบางสิ่งให้ใครสักคนฟัง แล้วรู้สึกโล่ง สบายใจ เหมือนได้รับการเยียวยา แม้อีกฝ่ายแทบจะไม่ได้พูดอะไรเลยก็ตาม นั่นก็เพราะเราเจอคนที่เป็น ผู้ฟังที่ดี นั่นเองค่ะ

วันนี้พี่นักเก็ตเลยจะขอนำเสนอ เทคนิคการฟังอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้น้องๆ หลายคนได้พัฒนาตัวเองเป็นผู้ฟังที่ดี ทั้งเป็นผู้ฟังที่ทำให้ผู้พูดรู้สึกสบายใจ และเป็นผู้ฟังที่สามารถนำสิ่งที่ฟังมาพัฒนาต่อยอดในเรื่องการเรียนและการใช้ชีวิตได้ ประโยชน์เยอะแบบนี้ต้องรู้แล้วนะ!

ทักษะการฟังอย่างตั้งใจ หรือ Active Listening เป็นทักษะที่หลายคนอาจไม่คุ้นหูว่ามันคืออะไร และต่างจากการฟังปกติอย่างไร?

Active Listening คือการที่เราฟังสิ่งหนึ่งแล้วสามารถรับสารทั้งหมดเข้ามาได้ เป็นการฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสิน ไม่แทรกแซงด้วยความคิดของตนเอง ดังนั้น Active Listening จึงไม่ใช่เพียงการฟังอย่างตั้งใจเท่านั้น แต่ยังเป็นการฟังที่เข้าใจไปถึงบริบทต่างๆ ผ่านมุมมองของผู้เล่าด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ เช่น เมื่อเพื่อนมาปรึกษา แต่เราไม่รู้จะให้คำปรึกษาอย่างไรก็เลยมักจะตอบว่า “ถ้าเป็นเรา จะ...” โดยลืมนึกถึงว่าในบางครั้ง บริบทที่เกิดขึ้นกับเพื่อนนั้นทำให้ไม่สามารถทำแบบเราได้ หรือในบางครั้งเราก็มีอคติต่อเรื่องที่ได้ฟัง เช่น เรื่องแฟนของเพื่อนที่เราไม่ชอบ เรื่องความเชื่อที่เราไม่อิน หรือเรื่องแนวคิดทางการเมืองที่เราไม่เห็นด้วย สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เราฟังอย่างมีอคติได้

Active Listening จึงเป็นการฟังอย่างเข้าใจและเปิดใจ เพื่อช่วยให้ผู้พูดรู้สึกดีขึ้น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่นักจิตวิทยาใช้ในการพูดคุยกับผู้รับคำปรึกษาด้วยค่ะ

มาดูกันว่า Active Listening ต้องทำอย่างไรบ้าง

  • สนใจผู้พูด ทำให้เขารับรู้ว่าเรากำลังฟังอยู่ ผ่านการแสดงออกต่างๆ เช่น การสบตา พยักหน้า รับคำเป็นระยะๆ เพื่อให้ผู้พูดรู้ว่าเรากำลังฟัง และเราตามสิ่งที่เขาพูดได้ทัน
  • สรุปหรือสอบถามเพิ่มเติม เมื่อฟังจบแต่ละประโยค มีการสรุป สอบถามเพิ่มเติม หรือทวนซ้ำเพื่อรีเช็กว่าเราเข้าใจถูกหรือไม่ เพื่อจะได้สามารถให้ความคิดเห็นได้อย่างตรงประเด็น และเป็นความคิดเห็นที่ผู้พูดนำไปพัฒนาตนเองได้
  • ไม่มีอคติในการฟัง รับฟังเรื่องราวต่างๆ โดยพยายามหลีกเลี่ยงการนำความคิดเห็นของตัวเองมาปะปน
  • ไม่พูดขัดจังหวะ หรือชวนนอกเรื่อง ปล่อยให้ผู้พูดได้เล่าเรื่องของตัวเองจนจบก่อน
  • จดจำประเด็นที่ได้ฟัง และคอยสอบถามให้เกี่ยวกับประเด็นที่ผู้พูดต้องการสื่อ

แล้วพฤติกรรมแบบไหนล่ะ ที่ไม่ควรทำในการฟัง?

  • เหม่อลอย จนหลุดโฟกัสจากสิ่งที่ฟัง
  • ไม่สบตา เพราะอาจทำให้ผู้พูดคิดว่าเราไม่ได้ฟังอยู่
  • เร่งให้รีบพูดหรือเปลี่ยนเรื่อง เป็นการแสดงออกว่าเราไม่สนใจในสิ่งที่ฟัง
  • นำเรื่องของตัวเองมาเปรียบเทียบ
  • ลืมสิ่งที่ผู้พูด พูดไปแล้ว
  • เพิกเฉยในเรื่องที่ไม่เข้าใจ หากมีสิ่งที่ไม่เข้าใจควรถาม ไม่ปล่อยผ่าน
  • มัวแต่สนใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จนลืมมองภาพรวม เป็นเพราะเราโฟกัสผิดจุดโดยไม่รู้ตัว

หากเรามี Active Listening เราจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ทำให้เกิด ความไว้ใจ เชื่อใจ (trust) ระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง ซึงต่างจากการฟังทั่วไป เพราะ Active Listening จะทำให้ผู้ฟังมีวิจารณญาณและมีเป้าหมายในการฟังอย่างชัดเจน จึงสามารถประเมินสารที่รับฟังและให้ความคิดเห็นได้ ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านความสัมพันธ์ การเรียน การทำงาน และสถานการณ์อื่นๆ ในสังคม

พี่นักเก็ตเชื่อว่าน้องๆ หลายคนเคยรับบทเป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนๆ แต่ไม่รู้จะทำยังไง ก็หวังว่าทริคเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะช่วยพัฒนาให้น้องๆ เป็นผู้ฟังที่ดีขึ้นได้นะคะ ก่อนไป ใครมักจะถูกเพื่อนปรึกษาเรื่องอะไรบ่อยๆ บ้าง มาแชร์กัน

 

รายการอ้างอิงhttps://www.mindtools.com/https://www.verywellmind.com/
โค้ชพี่นักเก็ต

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยทีมงาน เนื่องจากงดตั้งกระทู้วิจัย โครงงาน หรือใช้พื้นที่เว็บบอร์ดเพื่อการส่งการบ้าน เนื่องจากเป็นการรบกวนผู้ใช้บอร์ดท่านอื่นๆ ขออภัยในความไม่สะดวก

กำลังโหลด
กำลังโหลด