'MindaRyn' ศิลปินอนิซองคนไทยที่ดังไกลถึงญี่ปุ่น ความสำเร็จนี้ไม่ง่าย และการชอบไม่เหมือนใครก็ไม่ได้แปลก

 

Spoil

  • MindaRyn มองตัวเองเหมือนจิฮิโระใน Spirited Away ที่โตขึ้นจากการได้เรียนรู้เรื่องราวในโลกแฟนตาซี
  • การที่เราชอบอะไรไม่เหมือนใครไม่ใช่เรื่องแปลก และการจะทำให้คนอื่นเข้าใจเราได้นั้นต้องใช้เวลา
  • ถ้าแยกแยะหน้าที่กับงานอดิเรกได้ดี ก็ไม่มีอะไรที่ทำแล้วไร้สาระ
  • เมื่อทำความฝันได้แล้ว สิ่งที่ยากคือการรักษาความฝันนี้ให้อยู่กับเรานานๆ จะทำเป็นเรื่องเล่นๆ ไม่ได้อีกแล้ว

สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com วันนี้พี่ซาร่ามีอีกหนึ่งแรงบันดาลใจดีๆ จาก “MindaRyn” หรือ “มายด์-ณัชชา พงศ์สุปาณี” ศิลปินอนิซอง หรือนักร้องเพลงการ์ตูนอนิเมะคนแรกของไทยที่โด่งดังไกลถึงประเทศญี่ปุ่น จากความชอบกลายเป็นอาชีพได้ยังไง และกว่าจะได้รับโอกาสดีๆ แบบนี้ ไม่ง่ายอย่างที่ใครคิด! มาติดตามกันว่า กว่าจะเป็น “MindaRyn” ศิลปินอนิซองได้อย่างทุกวันนี้ พี่มายด์ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

ใครที่มีความฝันอยากจะทำอะไรแต่มักถูกคนอื่นมองว่าไร้สาระ ห้ามพลาดเด็ดขาด!

 โตมากับ X-Japan และการ์ตูนอนิเมะ

ชีวิตมายด์เรียกได้ว่าเติบโตมากับอนิเมะค่ะ เพราะคุณพ่อเป็นแฟนคลับ X-Japan ซึ่งพอมีครอบครัวแล้วก็ไม่ค่อยมีเวลาไปตามเหมือนเมื่อก่อน ก็เลยเปิดเพลงให้ลูกๆ ฟังแทน มายด์เลยเป็นเด็กที่โตมากับ Endless Rain อะไรอย่างนี้ ส่วนพี่ชายก็ชวนดูอนิเมะ ชวนเล่นเกมมาตั้งแต่เด็ก โดยเรื่องแรกๆ ที่ดูตามพี่ชาย ถ้าไม่นับการ์ตูนสมัยเป็นเด็กมากๆ อย่างพวกแฮมทาโร่ มารูโกะ ก็น่าจะเป็น Digimon Adventure ที่พี่ชายชวนดูแล้วก็ติดมาด้วยกันค่ะ ตอนเด็กก็ร้องเพลงเล่นกันตลอด อย่างเวลา Opening มาก็จะร้องเพลงกัน แต่ก็ร้องแบบแปลไม่ออก อาศัยว่าดูบ่อยแล้วจำได้ แต่ตอนที่ชอบมากๆ จนเริ่มร้องเพลงตามจริงจัง น่าจะประมาณ ม.ปลาย แล้วค่ะ

เมื่อเพื่อนชอบ KPOP แต่เราชอบอนิเมะ

แต่จริงๆ ถ้าพูดถึงตอนเด็กๆ ม.ต้น ก็จะมีเพื่อนที่ชอบการ์ตูนเหมือนกันนะ แต่จะเป็นกรุ๊ปผู้ชาย เราเลยไม่ได้ไปคุยกับพวกเค้าเยอะ (หัวเราะ)

ส่วนเพื่อนๆ ม.ปลาย รุ่นเดียวกับมายด์ตอนนั้นต้องเกาหลี KPOP บูมมาก เช่น SHInee Wonder Girl มายด์ก็พยายามไปสายนั้นแล้วแต่ไม่ได้เลยเรื่องเต้นเนี่ย แต่เราก็ฟังนะ รู้ว่าเพื่อนๆ เค้าชอบอะไรกัน แค่ไม่ได้ไปเม้าท์มอยกับเค้า เพราะเราไม่ได้ไปตามแบบเค้า

มายด์เพื่อนน้อยแล้วเป็นคนไม่ค่อยพูด เพื่อนๆ รู้ว่าเราชอบอนิเมะมาก แต่เราก็เข้าใจว่าเพื่อนๆ ไม่ได้ชอบแบบเรา เราก็เลยนั่งฟังเค้าคุยกันแทน ไม่ได้ไปแชร์อะไรกับเค้า เคยพยายามป้ายยาอนิเมะบ้าง แต่ดูเพื่อนๆ ไม่ค่อยสนใจ ก็รู้สึกว่าไม่เป็นไร ชอบคนเดียวก็ได้ (ยิ้ม)

ชอบมากจนทนไม่ไหว ตัดสินใจเปิดช่องยูทูบ

สมัยก่อนทำชาแนลยูทูบจะไม่มีกลุ่มหรือกรุ๊ปคนที่ชอบเหมือนเรา จะชอบอยู่คนเดียว ร้องเพลงคนเดียว หรือร้องเพลงกับพี่ชาย กับที่บ้าน แต่พอเหมือนเราทนไม่ไหวแล้วอะ เราไม่มีเพื่อนคุยเลย เราก็เลยเปิดช่องยูทูบ หลังจากนั้นก็เริ่มได้รู้จักคนที่ชอบเหมือนกันมากขึ้น แบบคนที่ชอบเหมือนๆ เราเค้าก็มาคอมเม้นต์ เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย! เราไม่ได้ชอบอยู่คนเดียวนะ

ร้องเพลงสู้สุดใจ แต่คอสเพลย์ไม่ไหวจริงๆ

ช่วงแรกๆ ที่ชอบจะยังไม่ค่อยได้ไปคอสเพลย์ค่ะ เพราะไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง เห็นคนอื่นเค้าคอสกันสวยๆ ลองเอาหน้าเราไป replace ก็อืม… ไม่ได้ ก็เลยดูคนอื่นเค้าคอสดีกว่า เรายังไม่กล้า

แต่พอเริ่มทำช่องก็ได้รู้จักคนที่เค้าคอสเก่งๆ ช่างแต่งหน้าเก่งๆ ช่างภาพเก่งๆ เค้าก็รวมตัวกันมาชวนเราไปคอส มายด์ก็เลยเคยลองคอสแบบจริงจังไปประมาณ 2 ครั้งค่ะ ตอนนั้นสนุกมาก แล้วก็ชื่นชมคนที่เค้าคอสเพลย์มากๆ เพราะต้องทำชุด ทำพร็อบ เค้าเก่งกันมากๆ เลย เราไม่ไหวขนาดนั้น คือเหมือนชอบที่คนมาช่วยเราคอสเพลย์ แต่ว่าให้ทำเองทั้งหมดนั่นคงไม่ได้ ภาพก็เลยชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าชอบร้องเพลงมากกว่า แต่ถ้าเป็นคอสเพลย์จะชอบไปถ่ายรูปคนอื่น

ถ้ามีคนไม่เข้าใจเรา ก็ค่อยๆ ทำให้เขาเห็น

ด้วยความที่เราชอบอะไรที่เฉพาะกลุ่มนิดนึง ก็จะมีคนที่ยังเข้าไม่ถึง ไม่เข้าใจสไตล์ แล้วก็มีคอมเมนต์แบบอายุขนาดนี้แล้วทำไมยังดูอนิเมะอยู่ ร้องเพลงอนิซองทำไม ทำไมไม่ร้องเพลงไทย เพลงสากล หนูไม่ได้โต้ตอบเพราะไม่ได้รู้สึกว่าเค้าดูถูกเราค่ะ เค้าคงแค่ตั้งคำถามเพราะเค้าไม่เข้าใจจริงๆ เราก็พยายามทำให้เค้าเห็นว่ามันมีสไตล์นี้ด้วยนะ เป็นสไตล์หนึ่งของเพลงเลย อยากให้เค้าเปิดใจสักวันมากกว่า เพราะถ้าเราไปปะทะเค้าตอนนั้น เค้าอาจจะปิดใจไปเลยก็ได้

เมื่อได้รู้ว่า ความชอบของเราไม่ได้เป็นเรื่องแปลก

เพื่อนๆ สมัยเรียนหลายคนก็เซอร์ไพรส์สิ่งที่เราทำเหมือนกัน แต่เค้าก็ยังชอบ KPOP กันอยู่นะ ยังเปลี่ยนใจกันไม่ได้ (หัวเราะ) อีกอย่างคือเพื่อนๆ เซอร์ไพรส์คือจากที่มายด์เรียกได้ว่าเป็น no one ในกลุ่ม นั่งเงียบๆ ฟังเพื่อนอย่างเดียว แบบว่าขอแค่มีกลุ่มนั่งกินข้าว ตอนนี้ดูเป็นคนพูดเก่งขึ้น เพื่อนๆ ก็แบบเออภูมิใจนะ ที่เราได้เปลี่ยนตัวเองและกล้าแสดงออกมากขึ้น

จุดเปลี่ยนตรงนี้มันมีทั้งการทำช่อง การที่ทุกคนมาสนับสนุนมายด์ ช่วงที่ทำช่องแรกๆ เวลาอัดคลิปตาก็ยังเลิกลั่กๆ อยู่ ยังมีความไม่มั่นใจ แต่พอทำคลิปลงช่องไปเรื่อยๆ คนก็เริ่มมาคอมเมนต์ชมเรา เออเนี่ยเสียงดีนะ สำเนียงดีนะ รอชมคลิปต่อๆ ไปอยู่นะ ทำให้เรามีกำลังใจว่ามันมีคนชอบสิ่งที่เราทำนะ เราไม่ได้ทำอะไรที่เดือดร้อนใคร และไม่ได้แปลก เราก็เลยเริ่มทำคลิปลงเรื่อยๆ พอลงไปเรื่อยๆ เราก็เริ่มอยากคุยกับคนที่มาคอมเมนต์เรา ก็เริ่มมีคลิปไลฟ์สไตล์ เริ่มไลฟ์คุยกับแฟนคลับ อะไรพวกนี้มันทำให้ความกล้าแสดงออกและสกิลการพูดเราพัฒนาขึ้น

คือเป็นกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ จากใครก็ไม่รู้อะ มันทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียวนะ เราดีกว่านี้ได้ เหมือนเราอยากดีขึ้นเพื่อเค้าค่ะ

จากคลิปมือถือง่ายๆ กลายเป็นช่องที่มีทีมงาน

สมัยแรกๆ มายด์เริ่มจากการทำแบบง่ายๆ งบน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยไปซื้อนั่นนี่มาเพิ่ม ตอนแรกๆ จะเริ่มจากอัดด้วยมือถือก่อน มิกซ์เพลงในโทรศัพท์ อัดด้วยกล้องมือถือ แล้วก็อัปขึ้นไป แล้วพอมีคนเห็นเราเรื่อยๆ ก็จะเริ่มมีพี่ๆ นักดนตรีอินบ็อกซ์มาแบบ ผมเล่นกีตาร์ ผมตีกลอง ผมเล่นเบส ผมมิกซ์เพลงได้ ก็เริ่มมาคุยกัน แล้วก็มาทำเพลงด้วยกัน 1 เพลง เราก็เริ่มเข้าใจว่า เออ! เราสามารถเอานักดนตรีจากในเน็ตมาทำเพลงได้เลยนี่ แรกๆ จะเป็นแบบงานฟรีก่อน ทำด้วยใจ (หัวเราะ) พอเราเริ่มทำจริงจังเราก็คิดว่าจะให้ทุกคนมาทำฟรีไม่ได้แล้ว ก็เริ่มมีทีม ค่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ ค่ะ

กลับไปฟังคลิปแรกก็คิดว่า “ตอนนั้นกล้าลงได้ไง?”

ตอนอัดด้วยมือถือก็อัดแล้วฟังเอง ฟังจนแบบเราก็ร้องเพราะเหมือนกันนะเนี่ย (หัวเราะ) จนพอได้ฟังเพลงตอนที่มันมิกซ์ดีๆ ก็คิดว่า... ตอนนั้นกล้าลงได้ไงเนี่ย?

มายด์ไม่ให้ใครในครอบครัวฟังเลย เขิน จะให้เค้าไปฟังในเน็ตเอาเอง แต่ว่าหลังๆ เริ่มมีคนติดตามช่องเยอะ ก็จะมีคนส่งไปให้ คุณพ่อคุณแม่เห็นครั้งแรกก็จากคนอื่นส่งให้ มันจะมีบางอันที่คลิปมันไวรัลขึ้นมา น่าจะเป็นเพลงดิจิมอนค่ะ ด้วยความที่มันเป็นการ์ตูนเก่าที่ผู้ใหญ่ก็จะรู้จักกันเยอะด้วย แล้วพอมันถูกแชร์ไปเยอะๆ มันก็เริ่มกลายเป็นไวรัลในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีทั้งเพื่อนแม่เรา ญาติเรา เขาก็จำเราได้ ก็ส่งไปให้แม่ดูว่า ใช่น้องมายด์หรือเปล่า? วันหนึ่งแม่ก็เดินมาถามว่า อันนี้หนูเหรอ?

จากความชอบ เริ่มกลายเป็นอาชีพ

ต้องบอกว่ามายด์ค่อนข้างทำช่องเป็นการกุศลนิดนึง ถามว่ารายได้มีมั้ย ก็มีรายได้เข้ามา แต่ความที่เราทำเป็นอนิซอง ต่อให้เราทำดนตรีใหม่ มันก็ยังมีส่วนของ copyright ที่ยังต้องจ่ายให้ต้นฉบับอยู่ บางเพลงก็โดนตัดรายได้ คือไม่ได้เลย บางเพลงก็แบ่งกัน 50:50 มายด์ก็ทำให้พอมีเงินจ่ายคนที่ทำงานกับเราก่อน แล้วก็ให้เราพอมีกินบ้างนิดๆ หน่อยๆ เป็นงานอดิเรก ทำแล้วเห็นคนที่เข้ามาดูแฮปปี้ก็พอแล้วค่ะ

ถ้าไม่ได้ร้องเพลง ตอนนี้คงนั่งเขียนโค้ดฯ

มายด์จบมหาวิทยาลัยสายวิศวะซอฟแวร์มาค่ะ เบื้องต้นที่เข้าคณะนี้มาจากการชอบอนิเมะ ชอบเกม เราอยากเขียนเกม พอจบมาก็เลยคิดว่าจะทำสายโคดดิ้ง แต่พอช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อตอนจบมหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่ Yoshimoto Thailand กับ Lantis เข้ามาคุยกับเราพอดี มันเป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้ตอนนี้เท่านั้น ก็เลยคิดว่าความรู้ที่เราเรียนมาจากมหาวิทยาลัยเนี่ยยังเก็บเอาไว้อยู่ได้ หลังจากที่เราสานฝันตรงนี้เรียบร้อยแล้ว เราค่อยไปทำตรงนั้นต่อ ก็เลยเลือกที่จะทำเพลงอนิเมะก่อน

ตอนนั้นก็เริ่มทำช่องมาประมาณ 5 ปีแล้ว โดย 3 ปีแรกทำมาคนเดียว แล้วจากนั้น Yoshimoto Thailand ก็มาติดต่อว่าน่าจะมีโอกาสได้ทำอะไรร่วมกัน ช่วงเวลาใกล้ๆ กันน่าจะ 4-5 เดือน ทาง Lantis ก็ติดต่อมาเหมือนกัน โชคดีมากที่ทาง Yoshimoto Thailand เมเนจเมนท์ที่ดูแลเราก็เป็นบริษัทญี่ปุ่น เลยคุยกันง่ายหน่อย

ตอนที่ Yoshimoto Thailand ติดต่อมาเราคิดหลายอย่างเลย แบบไม่ใช่เราจะทำอะไรก็ได้แล้ว เราต้องคำนึงถึงลิขสิทธิ์มากขึ้น คอนเท้นต์หลายๆ อย่างการรับงาน มันต้องปรับเปลี่ยนมากขึ้น แต่พอมาคิดดูแล้วถ้าทำเหมือนเดิม ทำด้วยตัวคนเดียวมันก็เหมือนเดิม แต่ถ้าเราเซ็นสัญญากับค่าย มันอาจจะมีโอกาสใหม่ๆ มาให้เราทำ ก็เลยตัดสินใจเซ็นสัญญากับ  Yoshimoto Thailand ค่ะ

ชีวิตดูง่ายจัง กับเส้นทางการเป็นศิลปินอนิซอง?

มีคอมเมนต์เข้ามาเหมือนกันว่าประมาณว่า "ชีวิตดูง่ายจัง ได้เป็นศิลปินอนิซอง" ตอนเราอ่านคอมเมนต์ก็ไม่ได้โกรธนะ แต่เราก็รู้สึกว่าก่อนหน้านี้ ที่เราทำมาทั้งหมดตลอด 3-4 ปีน่ะ เราก็ทำเพื่อจุดนี้แหละ เราทำทั้งหมดนี้ให้ช่องมันโต ก็เพื่อโอกาสอะไรสักอย่างที่มันจะเข้ามา ถ้าถามว่าง่ายมั้ย มันก็เป็นเรื่องของวินัยและความพยายามทั้งหมดที่เราทำช่องมามากกว่า คือที่ผ่านมาเราก็พยายามนะ เราไม่รู้หรอกว่าโอกาสมันจะมาเป็นอะไร แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยโอกาสมันก็เป็นศูนย์ แต่ถ้าเราเริ่มทำโอกาสมันก็จะเพิ่มขึ้น

ผิดพลาดอะไรจากเวทีนั้น เวทีหน้าต้องดีขึ้น

จุดนี้เป็นปัญหาหนักของมายด์ก่อนเดบิวต์เลยค่ะ ทางญี่ปุ่นเค้าเห็นคลิปเราตอนเราร้องเพลง ซึ่งมันก็ผ่านกระบวนการมาแล้ว ทั้งมิกซ์ ทั้งถ่ายวิดีโอหลายเทคซึ่งเราเลือกเทคที่ดีที่สุด แต่พอเราต้องร้องเพลงผ่านอินเทอร์เน็ต ผ่านกล้อง เราไม่เคยเพอร์ฟอร์มมาก่อนเราจึงมีประสบการณ์น้อยมาก ทางญี่ปุ่นก็เห็นปัญหานี้ เค้าก็เลยพาไปเทรนด์ที่ญี่ปุ่นเกือบ 2 ปีกว่าจะได้มาเดบิวต์ วิธีการเทรนด์คือการพาไปขึ้นเวทีจริง ไปไลฟ์เฮ้าส์จริง แต่งเพลงให้เป็นเซ็ต แล้วให้เราไปตระเวนเล่นตามไลฟ์เฮ้าส์ต่างๆ ทั่วโตเกียว

โชว์ครั้งแรกไม่อยากจะกลับไปดูวิดีโอเลยค่ะ (หัวเราะ) ค่อนข้างเลิกลั่ก ด้วยความที่เราไปต่างประเทศด้วย ตรงนั้นไม่มีใครรู้จักเรา ภาษาญี่ปุ่นก็ยังไม่เก่ง สิ่งที่พูดบนเวทีก็จำสคริปต์เอา มันไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ดูเป็นมือใหม่มากๆ แต่ทางญี่ปุ่นจะมีวิธีฝึกโดยให้เราได้ลองทำในสถานที่จริงเลย ถ้าจะเขินจะอายก็บนเวทีนั้น แล้วเวทีหน้าเอาใหม่ ผิดพลาดอะไรจากเวทีนั้น เวทีหน้าต้องไม่เหมือนเดิมนะ เค้าให้เราเขินหรืออายไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะรู้สึกว่าเวทีนี้เราไม่อายแล้ว

คนที่เหนื่อย ไม่ได้มีเพียงแค่เรา

พูดถึงการทำงานกับบริษัทญี่ปุ่น ทั้งทาง Yoshimoto Thailand กับ Lantis ด้วยวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นแบบถ้าไม่สุดไม่เสร็จก็ไม่กลับ เราไม่ได้มองว่าเป็นข้อเสียนะ มันคือการที่สตาฟทุกคนทุ่มเทมากเลย พอเราเอาตัวเองไปอยู่ตรงนั้นเราได้เห็นว่าสตาฟทุกคนกลับดึกเพื่อเรา แถมเค้ายังหันมาบอกเราว่า ไม่เป็นไร “ไดโจบุๆ” คือไม่มีความเหนื่อยให้เห็น ยังมีพลังงานล้นเหลือ เรายิ่งรู้สึกว่าอยากพยายามเพื่อทุกคนที่ต้องมาทำงานกับเรา ไม่อยากให้เค้ากลับดึกแล้ว

ทุกครั้งที่โชว์ ไม่ได้แสดงเพื่อคนดูเท่านั้น

มีเหตุการณ์หนึ่ง ตอนนั้นไปเล่นไลฟ์เฮ้าส์ที่ญี่ปุ่น (ไลฟ์เฮ้าส์ญี่ปุ่นจะเหมือนผับ บาร์ ของไทย แต่ว่าเอาไว้เล่นดนตรี ถ้าใครผ่านไปผ่านมา/เลิกงานมา แล้วมาซื้อบัตรไลฟ์เฮ้าส์ก็จะได้ดูดนตรีด้วย ซึ่งนักดนตรีในแต่ละวันก็จะต่างกันไป) ซึ่งวันนั้นที่เราไปมันเป็นไลฟ์เฮ้าส์ที่ค่อนข้างอินดี้นิดนึง ลูกค้าที่มาดูน้อยมากแค่ 2-3 คน แล้วกำลังใจเราถอย คืนนั้นมีศิลปินขึ้นเล่นด้วยกันประมาณ 4 วง มีวงนึงมาจากโอซาก้า ไกลมาก แล้วเค้าไม่มีแฟนคลับที่โตเกียวเลย แต่ตอนที่เค้าโชว์เรารู้สึกได้ว่าเค้าเชื่อในผลงานของเค้า เราดูแล้วถูกดูดเข้าไปในเวทีของเค้า มันกะพริบตาไม่ได้อะ เลยรู้สึกว่า เฮ้ย! มีคนดูแค่คนเดียวเล่นได้ขนาดนี้เลยหรอ เราเลยเปลี่ยน Mindset ใหม่ว่า การที่เราแสดง เราไม่ได้แสดงเพื่อคนดูข้างล่างอย่างเดียว แต่เราแสดงเพื่อตัวเรา เพื่อผลงานที่เราเชื่อด้วยค่ะ หลังจากนั้นต่อให้มีคนดูน้อยหรือไม่มีคนดูเลย เราก็คิดว่าต่อให้วันนี้ไม่มีคนดูเราเลยอะ เราก็ต้องเล่นให้ซาวด์เอนจิเนียที่คุมเครื่องอยู่เนี่ยชอบเราให้ได้

ผ่านไปประมาณ 7-8 เดือนถึงจะเริ่มมั่นใจขึ้น แต่มันไม่ใช่ว่าเราขึ้นทุกเดือนนะคะ เดือนนึงก็จะขึ้นประมาณ 3-4 สเตท แล้วพักซ้อมหรือกลับไทยแล้วไปใหม่ ตอนนี้ก็คิดว่ายังต้องพัฒนาอีก ยังอยากขึ้นสเตทแล้วก็อยากเรียนรู้มากกว่านี้อีกค่ะ

Covid-19 ทำให้พลาดหลายโอกาส แต่ก็ไม่หยุดฝึกฝน

ตั้งแต่เดบิวต์จนถึงตอนนี้ไม่มีท้อ เสียใจ อยากเลิกทำ แต่จะมีในส่วนของอุปสรรค เช่น โควิด เรารู้สึกว่าโอกาสตรงนี้ที่เราได้รับมามันเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่มากๆ แล้ว มันหาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว แต่พอเราประกาศเดบิวต์ปุ๊บ โควิดก็มาเลย เดบิวต์ซิงเกิลแรกออกไปน่าจะเป็นช่วงเวฟ 2 เริ่มปิดประเทศ ห้ามมีอีเวนต์ ยังไม่มีโอกาสได้เพอร์ฟอร์มเพลงของเราเลย พอจะกลับมาแจกลายเซ็นในซิงเกิลแรก มาถึงไทยปุ๊บ ทุกคนก็ล็อกดาวน์ อีเวนต์ก็แคนเซิล แล้วก็กลับญี่ปุ่นไม่ได้จนถึงตอนนี้เลย แล้วระหว่างที่เราออกมา 3 ซิงเกิล เราก็อยู่ที่ไทย แอบเศร้านิดนึง ก็เรียกว่าเป็นบททดสอบ หวังว่าอะไรๆ มันจะดีขึ้นค่ะ

แม้จะมีโควิด ไม่ได้กลับไปญี่ปุ่นแต่ก็จะมี set work out ที่ทางญี่ปุ่นให้ทำตลอด ไม่ว่าจะเป็นวิธีการวอร์มเสียง การวิ่งไปด้วยร้องเพลงตัวเองไปด้วยอะไรแบบนี้ ต้องทำๆ ทุกวันเตรียมตัวให้พร้อม แล้วก็จะมีเรื่องของการอัดเพลงออนไลน์ ถึงเราจะอยู่ไทย แต่ซิงเกิลใหม่เราก็ต้องออกเรื่อยๆ ก็มีอัดเพลง ส่งเพลงไป

ฟีดแบ็กทางนั้นกระแสตอบรับค่อนข้างดี พอยิ่งออกซิงเกิล คนก็จะยิ่งแบบขอให้ได้มาญี่ปุ่นเร็วๆ นะ รอเจออยู่ที่ญี่ปุ่นนะ

ความฝันเป็นสิ่งที่ดี อย่าให้อะไรมาบั่นทอน

อยากจะบอกทุกๆ คนว่า การที่เรามีสิ่งที่เรารัก แม้ว่าคนรอบตัวไม่ได้ชอบเหมือนเรา เราฟังเสียงรอบข้างได้แต่อย่าให้มันกลายเป็นสิ่งที่มาบั่นทอนกำลังใจ ให้คุยกับตัวเองเยอะๆ เพียงเรารู้ว่าสิ่งที่เราทำมันมีประโยชน์และมีโทษอย่างไรบ้าง เราเสียเวลากับมันอยู่หรือเปล่า ตัวเราเองรู้ดีที่สุด  การมีความฝันเป็นสิ่งที่ดี การมีสิ่งที่รักและมุ่งไปในจุดๆ เดียวเป็นสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปรู้สึกเขินอาย ไม่ต้องไปรู้สึกว่าเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใคร เพราะถึงเวลาเราเปลี่ยนเพื่อเขา เขาก็จะรู้สึกแค่ว่า อืม ดีแล้ว! แต่เราไม่มีความสุข ให้คิดถึงตัวเองเยอะๆ คุยกับตัวเองเยอะๆ ว่าต้องการอะไรในชีวิต ถ้ามีความสุขก็ทำไปเลย แต่อย่าลืมแบ่งเวลาให้ดี แค่นั้นก็พอแล้ว

11 ข้อคิดดีๆ จาก MindaRyn 

1.  การที่เราชอบอะไรไม่เหมือนใคร ไม่ใช่เรื่องแปลก วันหนึ่งเราจะได้เจอคนที่ชอบและเข้าใจเราเอง

2. ถ้ามีคนบอกว่าสิ่งเราที่ทำนั้นไร้สาระ อย่าไปโต้เถียง เพราะการจะให้ใครยอมรับอะไรในตัวเรานั้นต้องใช้เวลา 

3.  การเตรียมร่างกายสำคัญมาก ถ้ามีงานสำคัญตอนเช้า ต้องพักผ่อนให้เพียงพอเสมอ

4.  Covid-19 ทำให้พลาดโอกาสไปหลายอย่าง  แต่ไม่เป็นไร ถือเป็นอีกบททดสอบสำคัญ

5.  การมุ่งมั่นทำอะไรที่ชอบ ก็เพื่อโอกาสที่จะเข้ามาหาในอนาคต ถ้าไม่เริ่ม โอกาสก็เท่ากับศูนย์

6. แม้เราไม่รู้ว่าโอกาสจะเข้ามาในรูปแบบไหน แต่การมีวินัย และทำอย่างสม่ำเสมอก็เป็นสิ่งสำคัญ 

7. เมื่อความฝันเป็นจริงแล้ว  สิ่งสำคัญคือการรักษาความฝันนั้นให้อยู่กับเราไปนานๆ  

8. ความฝันที่ดีต้องไม่ทำให้เราเสียเวลา มีประโยชน์กับเรา ทำให้เรามีความสุข 

9. ถ้ามีสิ่งที่รักแล้ว ฟังเสียงตัวเองให้มาก แบ่งเวลาให้ดี อะไรที่ทำแล้วมีความสุขก็ทำไปเลย 

10. ถ้าแยกแยะหน้าที่กับงานอดิเรกได้ดี  ก็ไม่มีเรื่องอะไรบนโลกที่มันไร้สาระหรอก

11. ชื่อ MindaRyn มาจากเยลลี่รสส้มแมนดารินที่ชอบกินตอนเด็ก  รู้สึกว่าเป็นคำที่ฟังแล้วมีความสุข แถมยิ่งดีมากขึ้นเมื่อได้นำมาใช้ทำสิ่งที่มีความสุข  ️

สุดท้ายนี้ MindaRyn บอกกับพี่ซาร่าว่า  

 

"มายด์ว่ามายด์เป็นเด็กธรรมดาเลยค่ะ ถ้าถามว่าเหมือนอนิเมะเรื่องไหนน่าจะเป็น จิฮิโระ ใน Spirited Away ที่ตอนเปิดเรื่องเป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดาที่กลัวทุกอย่าง แต่พอได้หลุดเข้าไปในโลกแฟนตาซีได้เจอผู้คน เจอเรื่องราวมากมาย ก็เหมือนได้เรียนรู้ พอได้กลับบ้านก็กลายเป็นเด็กที่โตขึ้น มายด์หวังว่าในอนาคต คนที่ยังไม่ค่อยอินหรือมองว่าอนิเมะเป็นเรื่องของเด็กๆ หรือไร้สาระ อาจจะลองมองว่าเพลงอนิเมะเป็นแนวเพลงประเภทหนึ่ง ที่ปัจจุบันคนเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศค่ะ 

สุดท้ายนี้มายด์ฝากติดตามผลงานซิงเกิลล่าสุด Daylight เป็นซิงเกิลที่ 4 และเป็นเพลงเปิดอนิเมะเรื่อง อาชีพกระจอกแล้วทำไม ยังไงข้าก็เทพ ซีซัน 2 (Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou) ด้วยนะคะ"

อ่านสัมภาษณ์ MindaRyn จบแล้ว ก็มาทบทวนตัวเรากันบ้างดีกว่าว่าตอนนี้ฝันอยากเป็นอะไร แล้วทำความฝันนั้นไปถึงไหน  จริงอย่างพี่มายด์บอกไว้ "การที่มุ่งมั่นทำอะไรสักอย่างอยู่นี้ก็เพื่อรอโอกาส แม้ไม่รู้ว่าโอกาสจะมาเมื่อไร มาในรูปแบบไหน แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย โอกาสก็เท่ากับศูนย์" เพราะงั้น ใครที่ฝันอยากทำอะไร มาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มจากอะไร ก็เริ่มต้นดูอนิเมะกันก่อนเป็นไง?  

ข้อมูลศิลปิน

 

MindaRyn ศิลปินอนิซองคนไทยที่ได้ไปเดบิวต์ที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2563 และมีผลงานเพลงอนิเมะออกมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกำลังมีผลงานซิงเกิลที่ 4 เพลงเปิดอนิเมะเรื่อง อาชีพกระจอกแล้วทำไม ยังไงข้าก็เทพ ซีซัน 2 (Arifureta Shokugyou de Sekai Saikyou) ที่กำลังออกอากาศอยู่ตอนนี้

 

ติดตามผลงานได้ที่ 

พี่ซาร่า
พี่ซาร่า - Columnist คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ Lifestyle

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น