สวัสดีครับน้องๆชาว Dek-D ทุกคน...ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาคอลัมน์การศึกษาของ พี่ลาเต้ ได้ทำหน้าที่เป็นเหยี่ยวข่าว หาข่าวในแวดวงการศึกษามาให้น้องๆได้อ่านกันทุกวันเลยหนะครับ...ซึ่ง พี่ลาเต้ ก็แอบดีใจพร้อมกับชื่นชมน้องๆชาว Dek-D ที่ให้ความสำคัญ และสนใจที่จะเข้ามาอ่าน...

 

          ช่วงนี้ก็ถือเป็นช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พี่ลาเต้ เลยขอทำการคัดเลือกข่าวการศึกษาที่ร้อนแรงที่สุดในรอบปีมาให้ได้อ่านกันครับ ซึ่งมีอยู่ 3 อันดับนั่นเอง...

 

“ระบาดหนักคลิปนักเรียนตบกัน”

 

นับเป็นปีที่สังคมไทยต้องตะลึง เพราะได้เห็นภาพนักเรียนหญิง ทั้งแบบเป็นคู่และแบบเป็นหมู่ตบตีกันอย่างรุนแรงออกมาเผยแพร่จำนวนมาก และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ คลิปวีดีโอหลายต่อหลายคลิป แสดงให้เห็นว่ามีเด็กนักเรียนคนอื่นๆ อีกหลายคน คอยยืนให้กำลังใจ ร้องตะโกนเชียร์ให้คู่ต่อสู้ห้ำหั่นกันให้ถึงที่สุด โดยไม่มีใครคิดจะเข้ามาห้ามปราม

 
 

นอกจากจะมีคลิปนักเรียนหญิงตบตีกันออกมาจำนวนมากแล้ว การแพร่ระบาดของคลิปเหล่านี้ยังมีที่มาจากทุกภูมิภาคของไทยอีกด้วย ทั้งจากภาคเหนือ ที่นักเรียนหญิงรุ่นพี่ตบนักเรียนรุ่นน้องในข้อหาทำปากขมุบขมิบ คลิปนักเรียนตบกันที่แพร่ระบาดใน จ.อุบลราชธานี จ.สมุทรปราการ จ.อ่างทอง หรือแม้แต่กรุงเทพมหานคร ทำให้เห็นว่า ความรุนแรงในนักเรียนไม่ได้จำเพาะเจาะจงเกิดขึ้นแต่เพียงในเมืองใหญ่เท่านั้น หากแต่เกิดขึ้นในทุกภาคของไทย สะท้อนปัญหาสังคมที่วิกฤติหนักข้อขึ้นทุกวัน

 

ภาพที่ส่งผ่านต่อๆ กันผ่านทางมือถือในรูปแบบคลิปวีดีโอที่ปรากฏออกมาในปีที่แล้วนั้น ช่างสวนทางกับนโยบาย “คุณธรรมนำความรู้”ที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศออกมาอย่างสิ้นเชิง ถือเป็นความล้มเหลวที่เป็นรูปธรรม ยืนยันว่าการส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรมในสถานศึกษาไม่บรรลุเป้าหมายชัดเจน

 

 

“แอดมิชชั่นป่วนไม่เลิก”

 

ความวุ่นวายจากการเปลี่ยนแปลงระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยจาก “เอนทรานซ์”มาเป็น “แอดมิชชั่น”ยังคงมีความวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง และสืบเนื่องมาจากความไม่เชื่อมั่นในปีก่อน ที่การตรวจข้อสอบและประกาศผลสอบ O-NET ที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการแอดมิชชั่น โดยสำนักงานทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) เกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนหลายครั้งหลายหน
       


          ในปีนี้กลุ่มนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนปีการศึกษา 2550 หรือ “เด็กซิ่ล” ซึ่งบางส่วนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว แต่ต้องการย้ายคณะหรือย้ายที่เรียน ยังคงออกมาเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) เปิดช่องให้นักเรียน นักศึกษาสามารถสอบโอเน็ตได้มากกว่าหนึ่งครั้ง โดยอ้างความผิดพลาดในปีที่ผ่านมา และเห็นว่าการให้สอบ O-NET เพียงแค่ครั้งเดียวเป็นการละเมิดสิทธินุษยชนเพราะเด็กบางคนอาจเจ็บป่วย หรือมีเหตุสุดวิสัยไม่สามารถมาสอบได้ อย่างไรก็ตาม ทปอ.ยังคงยืนยันหลักการเดิมให้นักเรียนแต่ละคนใช้ผลคะแนนโอเน็ตในปีที่ตนจบชั้น ม.6 เท่านั้นในการแอดมิชชั่นเข้ามหาวิทยาลัย โดยให้ สทศ.จัดสอบ O-NET เป็นกรณีพิเศษให้กับผู้ที่ไม่สามารถมาสอบได้ในวันสอบปกติ
       
          การยืนยันดังกล่าวของ ทปอ. ส่งผลให้นักเรียนบางส่วนยื่นเรื่องฟ้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งคณะกรรมการสิทธิฯ ได้ชี้ว่า ข้อกำหนดดังกล่าวเข้าข่ายละเมิดสิทธิ แต่ ทปอ.ก็ชี้แจงว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การแอดมิชชั่นก็จะกระทบและไปละเมิดสิทธิ์เด็กอีกหลายพันคน และผิดหลักการการคัดเลือกคนเข้าสู่มหาวิทยาลัย ที่ต้องการวัดความรู้ภายหลังจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในปีนั้นๆ
       
          ความวุ่นวายจากระบบแอดมิชชั่นยังคงไม่สิ้นสุด เพราะนักเรียนบางกลุ่มได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองถึงประเด็นดังกล่าวด้วย ซึ่งเรื่องยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลปกครองที่ยังต้องจับตาดูอยู่ต่อไป

 

 

“ดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ”

 

การผลักดันมหาวิทยาลัยของรัฐให้ไปเป็น “มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” หรือ “มหาวิทยาลัยนอกระบบ” ซึ่งการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้น มีดำริเริ่มต้นมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยมีการหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากที่คณะปฏิรูปการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขได้ปฏิวัติยึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ได้ถูกส่งเข้ามากุมบังเหียนดูงานการศึกษา และ รมว.ศึกษาธิการคนนี้ ก็ประกาศอย่างชัดเจนตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง รมว.ศธ.ว่าจะเร่งผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง

 

การผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบในปีที่ผ่านมา ไม่ได้ราบเรียบอย่างที่คิด เนื่องจากแทบทุกมหาวิทยาลัยที่เสนอร่าง พ.ร.บ.ของตนเองเข้าสู่สภา จะถูกทั้งนักศึกษา และคณาจารย์ภายในมหาวิทยาลัยออกมาคัดค้าน ทำให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งมีความคิดแตกแยกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว เนื่องจาก “ผลดี” และ “ผลเสีย”ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบยังไม่มีความแน่ชัด ซึ่งเหตุผลที่ฝ่ายต้านกังวลคือกลัวว่าค่าเล่าเรียนจะแพงขึ้น และผู้บริหารจะใช้อำนาจในทางไม่ชอบธรรม ส่วนฝ่ายหนุนก็จะอ้างถึงความคล่องตัวในการบริหารจัดการ

 
 

อย่างไรก็ตาม กระแสคัดค้านที่มีอย่างต่อเนื่อง และขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ จนทำให้ปีที่ผ่านมามีม็อบนักศึกษาที่คัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบเดินทางสู่หน้ารัฐสภาหลายต่อหลายครั้ง จนที่สุดในช่วงกลางปี ศ.ดร.วิจิตร ได้ทำหนังสือเวียนถึงมหาวิทยาลัยทุกแห่ง ให้สถาบันอุดมศึกษาตัดสินใจออกนอกระบบโดยสมัครใจ และโดยความเห็นพ้องของคนในประชาคม

 

ที่สุดแล้วในปี 2550 มีร่างกฎหมายมหาวิทยาลัยที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)รวมทั้งสิ้น 7 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยบูรพา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ขอชะลอร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยนเรศวรไว้ก่อน โดยจะไม่มีการเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภาในรัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน

 

การผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบที่น่าจะมีปัญหาที่สุด คงไม่พ้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษาเก่าแก่ที่สุดของไทย ซึ่งถึงแม้ว่าฝ่ายบริหารจะยืนยันว่าร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านการพิจารณาออกมานั้น เป็น พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่ดีที่สุด แต่กระแสการคัดค้านยังคงมีอยู่ต่อไป และอาจจะถึงขั้นทูลเกล้าฯ ถวายฏีกาถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

          เป็นอย่างไรกันบ้างครับ...กับ 3 ข่าวการศึกษาที่ร้อนแรงที่สุดในรอบปี...อ่านแล้วร้อนแรงสมชื่อเลยทีเดียว...555...สุดท้ายนี้ น้องๆคนไหนที่เป็นแฟนประจำของ คอลัมน์อัพเดทการศึกษา ก็อย่าลืมติดตามโฉมใหม่ในปีหน้านะครับ...รับรองต้องถูกใจวัยโจ๋อย่างชาว Dek-D แน่นอน...

 
 
 
พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

11 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
เมิงนะสิ 28 ธ.ค. 50 16:27 น. 2
เพื่อนเราก้อโดนอ่ะ ขนาดเรียนมอดีๆยังเปนเลย ต่ำช้าที่สุดอ่ะ เปนรุ่นพี่ที่เลวมากกกกกก หน้าตาก้อม่ายดี เสี่ยว
0
กำลังโหลด
retyer 28 ธ.ค. 50 20:19 น. 4
เราว่าเรื่องตบตีกันมีนานแล้วนะ แต่เพราะมีโทรศัพท์ มันก็เลยสะดวกขึ้น บันทึกเป็นหลักฐานก็ได้ เป็นเราก็ไม่เชียร์หรอก ไม่ปลื้ม แต่ก็ไม่กล้าไปห้าม เหอะๆๆ....หดเป็นเต่าในกระดอง กลัวเป็นเหมือนกัน
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด