‘ครูท็อป - ครูลูกปัด’ เพจ Rapcher เผยมุมมอง #อาชีพครู หากรายได้ดี ไม่มีภาระงานแทรกซ้อน อาชีพนี้คงไม่ถูกด้อยค่า!

Spoil

  • ครูรุ่นใหม่ที่มีแพสชันการแรงกล้า พยายามคิดวิธีการสอนใหม่ๆ เพื่อดึงความสนใจเด็กนักเรียน
  • เพจ Rapcher มาจากการนำเนื้อหาบทเรียนไปร้องเป็นเพลงแร็ป ปัจจุบันต่อยอดเป็นการแปลงเพลงดังเข้ากับยุคสมัยด้วย
  • การเป็นครูคืออาชีพที่กำลังปั้นคนให้กลายเป็นคนมีปัญญา มีความรู้ มีทักษะในการใช้ชีวิต
  • คนรุ่นใหม่ไม่อยากเป็นครูเพราะรายได้น้อย ภาระงานนอกเหนือจากการสอนเยอะ
  • ระบบการศึกษาไทยควรปรับปรุงเรื่อง ‘การประเมินความรู้เด็ก’ และ 'ลดวิชาเรียนที่ไม่จำเป็น'
  • เด็กควรได้เรียนสิ่งที่นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ เช่น การเอาตัวรอดในยุคปัจจุบัน กฎหมายและสิทธิเด็ก

น้องๆ ชาว Dek-D.com ทุกคนล้วนเคยผ่านการเป็น “นักเรียน” มาแล้ว ในชีวิตการเรียนตั้งแต่จำความได้ หลายคนอาจจะเคยอยากเป็นครู เพราะรู้สึกสนุกที่ได้เขียนกระดานตอนสอน ได้ใช้ปากกาแดงตอนตรวจการบ้าน… แต่รู้ไหมว่า เบื้องหลังอาชีพครูนั้นไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเชื่อมถึงกันทั้งโลกแบบนี้ ถ้าครูไม่พัฒนา ครูคงตามนักเรียนไม่ทันเช่นกัน

วันนี้พี่หมิวหมิวได้รับเกียรติจาก ‘ครูท็อป - อานนท์ แซ่เต็ง’ หรือที่เด็กๆ รู้จักกันดีในชื่อ ‘มาสเตอร์ท็อป’ ครูผู้สอนวิชา Social Studies และ ‘ครูลูกปัด - วิสาข์ หนูสวัสดิ์’  หรือ ‘มิสลูกปัด’ ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ทั้งคู่เป็นคุณครูที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล และยังเป็นเจ้าของเพจและช่องยูทูบชื่อ ‘Rapcher’ เป็นคุณครูระดับชั้นประถมศึกษาที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสอนนักเรียนเต็มที่ เรียนรู้และพัฒนาตนเองในทุกๆ วัน เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทั้งหมดนี้ก็เพราะว่า “รักในอาชีพครู” 

ครูท็อป - อานนท์ แซ่เต็ง และครูลูกปัด - วิสาข์ หนูสวัสดิ์
ครูท็อป - อานนท์ แซ่เต็ง และครูลูกปัด - วิสาข์ หนูสวัสดิ์

เพจ Rapcher มาจาก Rap + Teacher

ราว 3 ปีที่แล้ว รายการเพลงแข่งขันแร็ปเปอร์เริ่มบูมในเมืองไทย ทำให้เราได้รู้ว่ายังมีแนวเพลงอีกแบบที่ต้องอาศัยทักษะการเล่าเรื่อง ประกอบกับการเลือกใช้ถ้อยคำมาถ่ายทอดเนื้อหาของเพลงอย่างมีสัมผัสคล้องจอง และทักษะนี้ก็เข้าทาง ‘ครูสอนภาษาไทย’ อย่าง ‘ครูท็อป’ เป็นอย่างดี

“ตอนนั้นผมสอนวิชาภาษาไทยอยู่ในระดับชั้น ป.6 ช่วงที่เพลงแร็ปกำลังเป็นกระแส เด็ก ๆ ให้ความสนใจเรื่องนี้เยอะ ผมก็ลองไปฟังบ้าง แล้วลองเขียนเนื้อเพลงดู โดยไปฟังแร็ปเปอร์ที่เป็นมืออาชีพว่าเขาแต่งยังไง วางคำคล้องจอง วางสัมผัสยังไง เราก็เอาเนื้อหาของเรามาแต่งให้คล้องจองกัน ลองเปิดกับดนตรี แล้วลองร้องดูครับ” 

ครั้งแรกครูท็อปทดลองแร็ปลงเฟซบุ๊กส่วนตัวก่อน โดยเริ่มจากประเด็นเรื่องสะกดคำผิดบ่อย เช่น คะ-ค่ะ พบว่าคนให้ความสนใจอย่างมาก จึงเริ่มทำคลิปต่อมาเป็นการสอนสะกดคำยาก ๆ เช่น อนุญาต ผลตอบรับดีมากทำให้เริ่มคิดว่า ‘ลองทำเพจดีไหม?’ เป็นเพจให้ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาในบทเรียนต่าง ๆ ทั้งวิชาภาษาไทย และวิชาอื่น ๆ โดยได้ ‘ครูลูกปัด’ ผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์มาช่วยทำเพจด้วย

ผลงานเพลงคุณครูที่ผ่านมา เช่น เพลงหินนะคะ แปลงจากเพลงอย่านะคะ - พิมรี่พาย, เพลงซุปเปอร์คำนาน แปลงจากเพลงซุปเปอร์ไซย่า - URBOYTJ รวมถึงเพลงการ์ตูน เช่น ชินจัง ดราก้อนบอล เซเลอร์มูน เป็นต้น ดูเพิ่มเติมได้ที่เพจ Rapcher

เรียนออนไลน์ช่วง Covid-19 ต้องคิดใหม่ทำใหม่ทุกวัน

ครูลูกปัดเล่าให้ฟังว่า ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาทางโรงเรียนต้องปรับการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์ตลอดทั้งปีการศึกษา โจทย์สำคัญที่สุดของครูทั้งสองท่านคือ ‘การดึงความสนใจของเด็กนักเรียน’

“ตอนนั้นแต่งเพลงกระจาย สอนสองระดับก็แต่งให้ทั้งสองระดับ เพราะรู้สึกว่าถ้าหากเด็กมานั่งดูคุณครูสอนโดยที่มีปฏิสัมพันธ์ได้น้อย ไม่เท่ากับในห้องเรียน มันจะเบื่อ เรียนไม่เข้าหัว เพราะสมาธิเด็กไม่จดจ่อ เลยใช้วิธีการร้องเล่นเต้นรำ เรียกร้องความสนใจ” ครูลูกปัดกล่าว

 นอกจากนี้ ครูท็อปยังเสริมว่า “สื่อต้องแน่นมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่เราแต่ง เกม การแสดง รูปแบบการสอนที่เปลี่ยนใหม่ทุกวัน เราจะทำยังไงให้นักเรียนสนใจและสนุกมากที่สุด”

โดยวิธีการของครูท็อปคือ เขารู้ว่าเด็กดูยูทูบได้นานมาก ต่างจากการฟังครูสอน จึงไปดูว่ายูทูบเบอร์เหล่านั้นเขาทำยังไง ทำไมเด็กฟังเขา ทำไมเด็กรู้สึกสนุก ซึ่งพบว่าต้องเรียกเด็กตลอด ต้องพูดไม่หยุด ต้องมีเอเนอร์จี้เยอะมาก 

จุดเริ่มต้นอาชีพต่างกัน แต่จุดมุ่งหมายเดียวกันคือเป็นครูที่ดี

“อาชีพในฝันผมอยากเป็นครูตั้งแต่แรกเลยนะ เพราะตอนเด็กค่อนข้างเกเร การเรียนแย่ แต่เจอคุณครูที่ดีคอยชี้แนะ ผมรู้สึกว่าการเป็นครูมันเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง ๆ” 

(ครูท็อป - อานนท์  แซ่เต็ง)

 

“ทีแรกไม่ได้ชอบอาชีพครูเลย ตั้งแต่เด็กเราเห็นคุณครูประจำชั้นมีภาระงานเยอะ แล้วคุณครูดูมีความเครียดสะสม ดูแล้วรู้สึกว่าไม่น่าเป็นเลยอาชีพนี้” 

(ครูลูกปัด - วิสาข์ หนูสวัสดิ์)

จากประโยคข้างต้น จะเห็นได้ว่าจุดเริ่มต้นอาชีพของคุณครูทั้งสองนั้นต่างกันมาก ครูท็อปนั้นสมัยเด็กเป็นเด็กเกเรไม่ตั้งใจเรียน แต่เจอครูที่สอนบาสเกตบอลชี้นำให้เดินทางที่ถูก เมื่อตั้งใจเรียนมากขึ้นจึงพบว่า มีวิชาที่ชอบ วิชาที่ทำได้ดี จากที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง ก็พบว่าตัวเองมีความสามารถมากกว่าที่คิด 

“รู้สึกว่าเราอยากเป็นครู อยากสอนแล้วนักเรียนรู้สึกชอบ สอนแล้วนักเรียนรู้สึกว่าเขาอยากเรียน อยากหาความรู้ต่อ อาชีพครูเป็นอาชีพในฝัน แค่เจอครูคนเดียว มันก็เปลี่ยนชีวิตไปเลย” ครูท็อปกล่าว

ส่วนครูลูกปัดนั้นมีโอกาสไปเข้าชมรมเกี่ยวกับการพูด การแสดงความเห็น กลับพบว่าตนเองเป็นคนที่พูดแล้วเด็ก ๆ ตั้งใจฟัง คนอื่นที่สังเกตเห็นก็บอกว่าเป็นลักษณะของคนที่ถ่ายทอดได้ดี เหมาะที่จะเป็นครู จึงเปิดใจเลือกอาชีพที่เหมาะกับตนเอง สุดท้ายก็พบว่า อาชีพครูก็มีมุมที่ทำให้มีความสุขมากเช่นกัน ตอนนี้จึงเป็นอาชีพที่ชอบมาก” ครูลูกปัดกล่าว

อย่าเลือกเรียนครู เพราะไม่รู้จะเรียนอะไรดี!

น้องๆ ชาว Dek-D.com เคยได้ยินประโยคนี้ไหม? แล้วเห็นด้วยหรือไม่? 

สำหรับครูท็อปให้ความเห็นว่า “เห็นด้วยกับประโยคนี้ส่วนหนึ่ง เพราะพบว่าเพื่อนที่เรียนครูด้วยกันบางคนแม้จะไม่ได้อยากเป็นครูแต่แรก แต่เมื่อเข้ามาทำงานเป็นครูก็ทุ่มเทมาก กรณีนี้เด็กไม่ได้เสียประโยชน์ แต่อีกส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยคือ ‘การที่บางคนเข้ามาเรียนเพราะไม่รู้จะเรียนอะไร เมื่อมาสอนหนังสือก็ไม่มีไฟทำงาน ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่’” ครูท็อปกล่าว

ด้านครูลูกปัดค่อนข้างเห็นด้วยกับประโยคนี้ “การเป็นครูคืออาชีพที่กำลังปั้นคนให้กลายเป็นคนมีปัญญา มีความรู้ มีทักษะในการใช้ชีวิต มันไม่ใช่อาชีพที่มีแค่สอนอย่างเดียว มันเป็นอาชีพที่เป็นไกด์ไลน์ เป็นโรลโมเดลให้กับเด็กหลาย ๆ คนด้วย อย่างเราอยู่กับเด็กเล็กเรามีความคาดหวังว่าเด็กเขาใกล้ชิดกับเรา เห็นเราเป็นแบบอย่าง เราพูดเขาก็จะตั้งใจฟัง เลยอยากให้คนที่มีทัศนคติดี ๆ กับอาชีพนี้จริง ๆ ที่จะได้ทำอาชีพนี้” 

นอกจากนี้ ครูท็อปยังเสริมว่า “อยากยกระดับอาชีพครู ให้เหมือนกับอาชีพทนายความ นักบัญชีที่คนแข่งกันสอบ แต่ด้วยค่าตอบแทน ข่าวที่ออกมา ภาระงานที่มอบให้ครูที่ไม่ได้มุ่งเน้นการสอนอย่างเดียว ครูรู้สึกว่าเขาไม่อยากทำ ได้ค่าตอบแทนไม่คุ้ม มันก็ทำให้คนที่อยากเรียนครูจริง ๆ น้อยมาก แต่คนที่ไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรมาเรียนครูเยอะกว่า มันก็เลยมีประโยคนี้ขึ้นมาครับ” 

ครูลูกปัดขนของสะสมมาใช้ในการสอนออนไลน์
ครูลูกปัดขนของสะสมมาใช้ในการสอนออนไลน์

นิสิต/นักศึกษาครู ควรมีโอกาสได้ฝึกสอนมากกว่านี้

ครูลูกปัดเล่าถึงการเรียนครูในมหาวิทยาลัยให้ฟังว่า “มหาวิทยาลัยจะสอนองค์ความรู้ จิตวิทยาเด็ก การเขียนแผนการสอน ต้องทำเอกสารเยอะมาก แต่เมื่อถึงเวลามาเป็นครูจริง กลับใช้สิ่งที่ได้เรียนมาน้อยกว่าการได้เจอสถานการณ์จริง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะเมื่อได้มาเจอเด็กมีเรื่องไม่คาดคิดเยอะมาก” 

อยากให้มหาวิทยาลัยให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่ไปกับโรงเรียนบ่อย ๆ ไปดูงานสอนบ่อย ๆ มากกว่าลงพื้นที่ทีเดียวในปีที่ 5 บางครั้งเด็กไม่มั่นใจว่า จะรับมือกับนักเรียนและกับงานของครูอย่างไร เพราะนอกจากการสอนยังมีเรื่องของภาระงานอื่นอีก แต่เชื่อว่านักศึกษาหรือนิสิตคนไหนที่ได้ไปฝึกสอนจริง ๆ ถ้าทำหน้าที่อย่างเต็มที่ตลอดปีการศึกษา เชื่อว่าถ้าเขาผ่านตรงนั้นมาได้ เขาเป็นครูได้แน่นอน”  ครูลูกปัดกล่าว

ด้านครูท็อปเสริมว่า “ตอนนั้นเรียนเรื่องวรรณคดี การวิเคราะห์ภาษาศาสตร์ การเขียนแผนการสอน ฯลฯ แต่เรื่องที่รู้สึกว่าได้เรียนน้อยไปคือ ‘การจำลองคลาสเรียน - การจำลองการสอนจริง’ อาจจะไม่ต้องไปโรงเรียนจริงก็ได้ แต่ทุกปีต้องมีการจำลองการสอนให้ครูที่เชี่ยวชาญด้านการสอนมาเป็นคนประเมิน จะได้ทดสอบว่าสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจได้แค่ไหน เป็นการประเมินตัวเขาด้วยว่าเขาสอนรู้เรื่องไหม เขาจะได้ปรับการสอน ไม่ใช่ไปตื่นเต้นตอนปี 5

เพราะผมค้นพบตัวเองว่ายิ่งสอนไปเรื่อย ๆ ความคิดสร้างสรรค์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น อย่าลืมนะว่า การไปฝึกสอนตอนปี 5 กับนักเรียนจริง ๆ เราก็สงสารเด็กเหมือนกันนะ เพราะเราไปฝึกสอน แต่เด็กเขาใช้ความรู้จริง อนาคตเขาก็ต้องไปสอบเหมือนกัน เราจะผิดพลาดให้เขาไปเป็นหนูทดลองไม่ได้”

“อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากให้มหาวิทยาลัยสอนเพิ่มคือ ‘เทคโนโลยีการศึกษา’ ผมรู้สึกว่าเทคโนโลยีการศึกษา ต้องทำเป็น ครูต้องทำใช้ระบบ google เป็น เช่น gmail, google drive, google form ไม่ใช่จบมาแล้วใช้ไม่เป็น  พอต้องมาสอนออนไลน์ในสถานการณ์แบบนี้ เป๋หลายคนเหมือนกัน ต้องสอนให้เขาใช้เป็น รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบการเรียนการสอนให้เขารู้สึกมั่นใจมากขึ้น” ครูท็อปกล่าวทิ้งท้าย

ครูท็อปออกไปถ่ายคลิปเรื่องการข้ามทางม้าลาย เพื่อนำมาสอนเด็กให้ทันเหตุการณ์ข่าวดัง
ครูท็อปออกไปถ่ายคลิปเรื่องการข้ามทางม้าลาย เพื่อนำมาสอนเด็กให้ทันเหตุการณ์ข่าวดัง

อาชีพครู ติดอันดับ 4 ในอาชีพที่ผู้ปกครองไม่อยากให้ทำ

พี่หมิวหมิวเล่าให้ครูทั้งสองท่านฟังว่า ทางเว็บ Dek-D.com เคยทำสำรวจความเห็นถึงอาชีพที่ผู้ปกครองไม่อยากให้ทำ พบว่า อาชีพครูอยู่ในอันดับที่ 4 (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่) ประกอบกับข่าวที่เราได้ยินเกี่ยวกับครูบ่อย ๆ ทำให้รู้สึกว่าอาชีพครูกำลังถูกด้อยค่าลงเรื่อย ๆ ทั้งที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างคน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น… 

ครูลูกปัดเล่าให้ฟังว่า สมัยที่เป็นนักศึกษา ครูได้ไปเจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน เขาถามว่าเรียนอะไร? เมื่อบอกไปว่าเรียนครู เพื่อนตอบกลับมาว่า ‘ใครก็สอนได้ จะเรียนทำไม’ 

“นี่เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ผู้ใหญ่หลายบ้านไม่อยากให้ลูกเรียนครู เพราะรู้สึกว่าไปเรียนอย่างอื่นแล้วค่อยมาสอบเป็นครูก็ได้ ซึ่งในความเป็นจริงทำได้ไหม มันก็ทำได้ แต่เขาจะไม่ได้สัมผัสกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน การศึกษามาตั้งแต่ต้นจะทำให้เขาต้องปรับตัวเยอะ หรือบางท่านอาจจะมีเทคนิคที่เข้าถึงตัวผู้เรียนไม่เท่ากับคนที่เขาศึกษาเป็นครูมาตั้งแต่แรก” ครูลูกปัดกล่าว

ด้านครูท็อปบอกว่า “สิ่งที่ทำให้คนไม่อยากเป็นครู เพราะว่ารายได้น้อย ภาระงานไม่จำเป็นเยอะ  ทำให้คนเขาไม่อยากเป็นครู รวมถึงมีข่าวเกี่ยวกับครูเยอะ เป็นอาชีพที่ถูกคาดหวังในสังคมสูง ถ้าผิดพลาดมาในยุคที่ social กำลังมาแรง ถ่ายรูปมาก็มีปัญหาได้เลย” 

ระบบการศึกษาไทยต้องเปลี่ยนทั้ง “ครู” และ “นักเรียน”

เมื่อถามถึงสิ่งที่คุณครูทั้งสองคิดว่าอยากให้มีการปรับเปลี่ยนเกิดขึ้นในระบบการศึกษาปัจจุบัน ทั้งส่วนของ “ครู” และ “นักเรียน” 

โดยในส่วนของ “ครู” นั้น ครูท็อปมองว่า สิ่งที่อยากให้ปรับเปลี่ยนคือ ‘การลดภาระงานของครู’ และ ‘การประเมินครู’ เนื่องจากตนเองเคยเปิดเจอกลุ่มขายสื่อการสอนเพื่อให้ครูนำไปใช้เลื่อนวิทยฐานะ สื่อเหล่านี้ไม่ได้มีไว้สอน แต่มีไว้ตั้งบนโต๊ะประเมินเพื่อให้กรรมการประเมิน 

“สิ่งเหล่านี้สะท้อนความล้มเหลวในระดับหนึ่ง ทำให้เกิดคำถามว่า ‘ทำไมเราไม่ประเมินจากผู้ปกครอง ไม่ก็ผลการเรียนเด็ก ให้เด็กร่วมกันประเมินการสอนของครู’ หรือให้กรรมการกลางหรือหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการส่งคนมาสังเกตการณ์จริง ๆ” ครูท็อปกล่าว

ซึ่งหากพูดถึงภาระหน้าที่เบียดบังเวลาสอน หรือการที่ครูต้องทำหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอนมากมายแล้ว อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ครูหมดไฟ ท้อ และเลือกที่จะลาออกจากการเป็นครู

ส่วนในด้านของ “นักเรียน” นั้น ครูท็อปมองว่า ‘เรามีวิชาที่ไม่จำเป็นในการนำไปใช้เยอะมาก ทำให้ภาระของนักเรียนเยอะ การบ้านเยอะ’

ทุกวันนี้ผมงงมาก ว่าเราเรียนลูกเสือทำไม ไม่เข้าใจเลย วิชาการเอาตัวรอดในป่า ทุกวันนี้เราอยู่ในป่ากันหรือเปล่า? ถ้ามันเป็นวิชาเลือกที่เขาสนใจจริง ๆ เแบบนี้โอเค แต่จริง ๆ ผมว่าไม่ต้องมีการเรียนการสอนอะไรมากก็ได้ อย่างการปฐมพยาบาล ผมว่าไม่ต้องอยู่ในวิชาลูกเสือก็ได้”

ด้านครูลูกปัดให้ความเห็นว่า อยากให้ระบบการศึกษาไทยปรับปรุงเรื่องของ ‘การประเมินความรู้เด็ก’ โดยครูลูกปัดบอกว่า “จากการได้สัมผัสกับเด็กมาจริง ๆ ได้เห็นเด็กหลายคนที่เขาเรียนไม่เก่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่เก่ง เขาแค่เก่งในส่วนที่ไม่ได้มีอยู่ในห้องเรียน เช่น เขาไม่เก่งภาษา การคำนวณ ไม่เก่งวิทย์ แต่สิ่งที่เขาเก่ง คือ การปฏิบัติ อย่างการสร้างผลงานจากการปั้นดินน้ำมัน การเล่นกีฬา แต่กลายเป็นว่าเด็กพวกนี้ไม่เก่งเลยเมื่อมีการประเมินผลการเรียนออกมา อยากให้เปลี่ยนรูปแบบการประเมินว่าเด็กมีพัฒนาการทางหลาย ๆ ด้าน หลายมิติ" ครูลูกปัดกล่าว

ครูลูกปัดบอกว่า การดึงความสนใจเด็กในช่วงเรียนออนไลน์สำคัญมาก และเธอก็ยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้เด็กสนใจ
ครูลูกปัดบอกว่า การดึงความสนใจเด็กในช่วงเรียนออนไลน์สำคัญมาก และเธอก็ยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้เด็กสนใจ

ถ้าตัดวิชาไม่จำเป็นออก เด็กจะได้เรียนวิชาที่นำไปใช้ได้มากขึ้น

เมื่อพูดถึงวิชาลูกเสือที่พิจารณาดูแล้วเหมาะที่จะเรียนเป็นวิชาเลือกมากกว่าอย่างที่ครูท็อปบอก ก็อดถามครูทั้งสองไม่ได้ว่า ถ้าอย่างนั้น ‘ครูคิดว่าเด็กนักเรียนควรจะเรียนวิชาอะไรเพิ่มดี?’

“เราแยกไปเป็นวิชา ‘การเอาตัวรอดในยุคปัจจุบัน’ ดีกว่า เรื่องไอที เจอคอลเซ็นเตอร์ต้องรับมือยังไง เรื่องจมน้ำ พอเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ก็กลายเป็นที่พูดถึงขึ้นมาทีนึง ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันควรจะอยู่ในหลักสูตรของโรงเรียน ผมไม่เข้าใจเลยครับว่าเราเรียนลูกเสือไปทำไม ทุกวันนี้ผมก็สอนนักเรียนนะ ถ้าถามว่ามันทำให้เด็กมีระเบียบไหม มันมีระเบียบในเรื่องของอย่างอื่นได้ไหม อย่างการเข้าแถวทุกเช้า การเดินไปโรงอาหารมันก็ฝึกระเบียบให้กับเขาแล้ว ผมรู้สึกว่ามันควรต้องปรับ แต่ผู้ใหญ่ทางการศึกษาหลายท่านไม่เห็นด้วย เขาคิดว่ามันเป็นวิชาที่ทำมาตั้งนานแล้ว มันควรจะต้องสืบทอดต่อไป” 

“เราอาจจะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่ผมรู้สึกว่าอะไรเปลี่ยนแปลงได้ก็ควรเปลี่ยน”

ด้านครูลูกปัดอยากให้เพิ่ม ‘วิชากฏหมายและสิทธิเด็ก’ โดยให้เหตุผลว่า “ในแต่ละปีมีเรื่องราวของเด็กที่เขาถูกริดรอนสิทธิ ทั้งการใช้คำพูดหรือปฏิบัติกับเด็กไม่เหมาะสม ถ้าเด็กได้เรียนรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เขาก็จะรู้ว่าเขามีสิทธิ์ที่จะพูด หรือแสดงออกยังไง เด็กก็มีสิทธิของเด็กที่ต้องดูแลและปกป้อง เราอยากให้เด็กได้มีความรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย” 

นอกจากนี้ ครูท็อปก็เสริมอีกว่า “มีอีกวิชาหนึ่งคือเรื่องของ ‘เทคโนโลยี’ ครับ ต้องก้าวให้ทัน ต้องอัปเดตความรู้ แล้วก็ยกเลิกไปเลยวิชาลูกเสือ ให้ไปเป็นวิชาเลือกแทน จะได้ประหยัดค่าชุดด้วย ให้มาเพิ่มในเรื่องของการใช้โซเชียลอย่างมีมารยาทและมีประสิทธิภาพแทน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขายของ มารยาทการคอมเม้นต์ การไม่ถูกหลอกต่าง ๆ ” 

ครูสั่งการบ้านเยอะ! เพราะจำเป็นต้องเก็บคะแนนตามหลักสูตร

“ทำไมการบ้านเยอะ การบ้านวัดความเข้าใจเด็กได้จริงเหรอ?” เมื่อถามกันตรงๆ แบบนี้ ครูลูกปัดบอกว่า ความจริงแล้วหลักสูตรกำหนดมาว่า ‘ต้องมีคะแนนในช่องนี้…’ ทำให้ครูต้องสั่งงาน 

“ถ้าอยู่ ๆ คะแนนลอยมาจากไหนไม่รู้ ครูจะถูกโจมตีว่า ไม่มีหลักฐานจริงว่าเด็กได้ทำผลงานนี้ แล้วมีคะแนนนี้ได้ยังไง ครูก็ถูกสั่งมาอีกทีว่าต้องมีงานให้เด็ก แต่ละวิชาครูเขาก็พยายามลด พยายามบูรณาการ เก็บคะแนนคู่กัน แต่บางเรื่องมันไม่ได้เกี่ยวข้องกัน บางทีไม่รู้จะบูรณาการยังไง ทำให้พอมารวมกันงานเยอะมาก” ครูลูกปัดกล่าว

ด้านครูท็อปเสริมว่า “การบ้านช่วยวัดผลการของผู้เรียนได้จริง ต้องยอมรับว่าการบ้านที่เด็กได้ทำ ถ้าการบ้านที่ถูกสั่งออกมามีประสิทธิภาพ คิดมาแล้วว่าการบ้านนี้ไม่ได้เป็นการบ้านที่ไม่จำเป็น วิเคราะห์มาแล้วว่ามันดี เด็กทำแล้วจะได้ฝึกเด็ก มันก็ฝึกจริง ๆ ทั้งเรื่องของความรับผิดชอบและความรู้ แต่ถามว่าการบ้านมากไปไหม เราต้องบอกว่ามากไป เพราะมันมีวิชาและเนื้อหาไม่จำเป็นแทรกอยู่ในแต่ละวิชาเยอะ เลยทำให้การบ้านเยอะด้วย”  

‘อาชีพครู’ เรียน 5 ปีไม่พอ แต่ยังต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

เมื่อถามว่าอะไรคือ ‘ความยากของอาชีพครู’ ครูท็อปบอกว่า สำหรับเขาแล้วเป็นเรื่องของการติดตามความรู้ การเพิ่มพูนความรู้ให้ตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะบางครั้งเรามักยึดติดกับความรู้เดิมๆ การทำสื่อการสอนแบบเดิม ๆ ซึ่งไม่พอ 

“เราต้องหาความรู้ใหม่ ๆ ต้องพัฒนาการสอนให้เป็นปัจจุบัน  ยุคสมัยมันก็เปลี่ยนไป ความสนใจของนักเรียนมันก็เปลี่ยนไป สิ่งที่ยากคือ การตามโลกให้ทันว่าตอนนี้เขาสนใจอะไรกันอยู่” ครูท็อปกล่าว 

ส่วนครูลูกปัดเสริมว่า อีกสิ่งที่ยากไม่แพ้กันคือ ‘การดึงความสนใจเด็ก’ โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาซึ่งต้องเรียนออนไลน์ตลอดทั้งปี “เราอยากรู้ว่าเด็กมี feedback ยังไงบ้าง อยากรู้ว่าเด็กอยากให้เราทำอะไรเพิ่มบ้าง ตรงนี้คือสิ่งที่ยาก ต้องปรับตัว ใช้ความคิดสร้างสรรค์ตลอดเวลา แต่ค่อนข้างที่จะท้าทาย”  

สอนออนไลน์ด้วยการคอสเป็นตัวการ์ตูนดาบพิฆาตอสูร
สอนออนไลน์ด้วยการคอสเป็นตัวการ์ตูนดาบพิฆาตอสูร

‘อยากเป็นครู’ มีแพสชันอย่างเดียวไม่ได้

จะรู้ได้ยังไงว่าเราเหมาะที่จะเป็นครู?

คำถามนี้หลายคนที่กำลังตัดสินใจอยู่คงอยากรู้เช่นกัน…

ครูท็อปบอกว่า “ผมสำรวจตัวเองแล้ว ผมเป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แคร์ความรู้สึกของผู้อื่น ถ้าเรามีความเมตตา เราจะเข้าใจผู้เรียน ถ้าเรามีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เราจะรู้สึกว่าเราต้องพัฒนาการสอนของเรา พัฒนาความรู้ของเราเพื่อให้ผู้เรียนไม่เสียประโยชน์ให้ได้มากที่สุด รวมถึงถ้าเราเป็นคนที่ใส่ใจผู้อื่น เราจะเห็นว่าการเรียนการสอนที่เราสอนไปเขาชอบรึเปล่า  เราจะเห็นได้จากสีหน้าเขา เห็นจากคอมเมนต์ของเขา แล้วเอามาปรับ เท่านี้ก็เป็นครูที่ดีได้แล้ว เพราะสุดท้ายแล้วความรู้ที่เราสอนในห้องเรียน เราก็ต้องมาอ่านใหม่ จบมายังไงก็ต้องอ่าน เราต้องอ่านตลอดเวลา” 

“ความรู้มันหากันได้ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกว่าเรียนยาก คือ ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ ความใส่ใจผู้อื่น ถ้ามีพวกนี้ เป็นครูที่ดีได้แน่นอน”  

ส่วนครูลูกปัดบอกว่า “ลักษณะนิสัยของที่จะมาเป็นครูได้ คือ คนที่ชอบให้คำแนะนำ ชอบชี้นำให้คนไปในทางที่ถูกที่ควร คนที่มีนิสัยเป็นครู เขาจะมีนิสัยที่เห็นว่าสิ่งนี้ไม่ดี จะอยากเข้าไปสอน เข้าไปอบรม ให้ความรู้ ว่ามันควรจะเป็นยังไง ถ้าเรามีจุดนี้ เราเหมาะที่จะเป็นครู แต่ถ้าเรารู้สึกว่า เรามีแค่ความรู้อย่างเดียว เราอาจจะต้องไปมองอาชีพอื่นบ้าง แต่ถ้าเรามีความรู้สึกที่เราอยากถ่ายทอดสิ่งที่ถูกต้องให้กับใครสักคน ก็เหมาะที่จะเป็นครูแล้ว”  

ครูลูกปัด นำเพลงดราก้อนบอลมาแปลงเป็นเพลง 'Dragon ดิน' สอนเรื่องดิน ในวิชาวิทยาศาสตร์
ครูลูกปัด นำเพลงดราก้อนบอลมาแปลงเป็นเพลง 'Dragon ดิน' สอนเรื่องดิน ในวิชาวิทยาศาสตร์

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว น้อง ๆ ชาว Dek-D.com ที่ฝันอยากเป็นครูยังไม่เปลี่ยนใจกันใช่ไหม? อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า บทสัมภาษณ์ในวันนี้ แม้แต่คนที่รู้สึกด้อยค่าอาชีพครูเราก็อยากให้อ่านให้จบ เพราะกว่าจะมาเป็นครูที่ดีได้นั้น ต้องฝึกฝนตนเองอย่างหนัก พัฒนาตนเองตลอดเวลาไม่แพ้สาขาอาชีพอื่น และสำหรับน้อง ๆ นิสิต นักศึกษาที่กำลังเป็น ‘ว่าที่คุณครู’ เดินตามรอยครูรุ่นพี่อย่างครูท็อปและครูลูกปัดในตอนนี้ ครูทั้งสองท่านก็ฝากกำลังใจและข้อคิดดี ๆ ไว้ให้ด้วยเช่นกันค่ะ

โดยครูลูกปัดบอกว่า “อยากเป็นกำลังใจให้ เพราะบางครั้งการเป็นครูก็จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปตามที่เราหวัง ไม่ได้สวยหรูอย่างที่เราวาดฝันไว้ มีแพสชั่นอย่างเดียวบางทีมันไม่พอ คนที่จะมาศึกษาเรียนครู เราอยากให้กำลังใจ เพราะว่าเขาจะต้องเจออะไรอีกมากมาย อยากให้เขาผ่านตรงนี้ไปให้ได้ ให้เชื่อว่า ถ้าเราเป็นครูที่ดีแล้วไม่ต้องกลัวค่ะ สิ่งที่เราทำไปมันจะเห็นผลเอง ไม่ต้องห่วงว่าใครพูดอะไรที่ทำให้เราเสียกำลังใจ ขอให้เชื่อมั่นในตัวเอง ถ้าตั้งใจจะเป็นครูแล้วก็ทำต่อไป ไม่ต้องไปเสียกำลังใจว่าจะมีข่าวที่มันเป็นแง่ลบของวงการครูออกมา ขอให้เป็นครูที่ดี เพิ่มครูที่ดี เพิ่มสมาชิกที่ดีในสังคมไทยต่อไปดีกว่า” 

ส่วนครูท็อปก็ฝากถึงน้องๆ ที่จะมาเป็นครูว่า “อยากให้น้อง ๆ ที่จะมาเป็นครู ฝึกเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ ฝึกพูดบ่อย ๆ พรีเซนต์บ่อย ๆ ฝึกทำสื่อการสอน เรียนรู้เทคโนโลยี ทำการเรียนการสอนให้สนุกที่สุด ทำสิ่งที่เราชอบที่สุด เพราะถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว ทำให้คลาสของเราสนุก ให้ความรู้กับผู้เรียนของเราได้แล้ว เราจะหายเหนื่อยเลย feedback ที่มันกลับมา นักเรียนจะรักเรา ชอบเรา เราก็จะมีความสุขกับงานที่เราทำ ขอให้ฝึกบ่อย ๆ พยายามหาอะไรที่มันสร้างสรรค์ มาปรับใช้กับการเรียนการสอนของเรามากที่สุด เป็นความชอบของเราก็ได้ ผมเชื่อว่าน้อง ๆ ที่จะมาเป็นว่าที่คุณครูจะมีความสุขแน่นอน ถ้าเราพัฒนาตัวเองให้สอนให้ดี feedback ที่ดีมันจะกลับมาหาเราเอง แล้วเราจะมีกำลังใจในการเป็นครู” 

รู้จัก! เพจ ‘Rapcher’ เพจการศึกษาที่มาจากคุณครูที่ชอบ ‘Rapper’

  • เพจ Rapcher สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2019
  • Rapcher มาจากคำว่า Rap + Teacher
  • ‘ครูท็อป - อานนท์ แซ่เต็ง’ ได้ไอเดียมาจากรายการเพลงแร็ปที่เป็นกระแสเมื่อ 3 ปีก่อน
  • ครูท็อปใช้เพลงแร็ปครั้งแรกในห้องเรียนกับนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6
  • หลังจากนั้นจึงแร็ปเรื่องคำผิด คะ-ค่ะ และการสอนสะกดคำยาก ๆ เช่น อนุญาต  ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตนเอง ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดี
  • ครูท็อปเริ่มมีความคิดที่อยากทำเพจให้ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาในบทเรียน
  • ครูท็อปได้ชวน ‘ครูลูกปัด - วิสาข์ หนูสวัสดิ์’ ที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์มาทำเพจร่วมกัน
  • นอกจากเพลงแร็ปยังนำเพลงฮิตในกระแส และเพลงการ์ตูนมาใช้ด้วย
  • ปัจจุบันในเพจได้มีคลิปสอนทำการสื่อการสอนเพิ่มเติมด้วย

จบไปแล้วนะคะสำหรับบทสัมภาษณ์ พี่หวังว่าน้อง ๆ จะเข้าใจในอีกมุมนึงของคุณครูมากขึ้น ว่าเขาคิดเห็นยังไง ทั้งในเรื่องของการศึกษาและมุมมองอื่น ๆ อีกมากมาย สำหรับใครที่อยากไปฟังผลงานเพลงของคุณครูทั้งสองท่าน สามารถติดตามได้ใน Facebook : Rapcher และ Youtube :Rapcher เลยค่ะ!  

 
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยทีมงาน เนื่องจากเว็บไซต์ Dek-D.com ขอสงวนสิทธิ์ในการงด โพสต์ข้อความซื้อ/ขาย/แลกเปลี่ยน/โฆษณา สินค้าทุกชนิดในเว็บบอร์ด เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนผู้ใช้งานท่านอื่น

กำลังโหลด
กำลังโหลด