ความทุกข์ที่ เกินทน จะหลอมคนให้ ทนทาน

 

 

          คำพูดข้างบนนี้ พี่ลาเต้ เชื่อว่าคงจะแทรกซึม ตราตรึงอยู่ในหัวใจ และจิตวิญญาณ ของเหล่าบรรดานักเรียน รด. เป็นอย่างดี...(โดยเฉพาะเพื่อนพ้อง รด.ปี 4 ปี 5 ที่อาจจะสะดุ้ง...โหย้ง...ทันทีเมื่อได้ยิน คำพูดนี้...อิอิ...)

 

          แต่สำหรับตอนนี้น้องๆชาว Dek-D ก็ไม่ต้องมัวไปสะดุ้ง...โหย้ง...โหย้ง...ที่ไหนกันนะครับ เพราะได้เวลาที่ พี่ลาเต้ ศิษย์เก่าเขาชนไก่คนนี้...จะมาบอกเล่าประสบการณ์ตรงจากดินแดนหลายตำนานแห่งนี้...ให้น้องๆได้ฟังกันแล้วหละคร๊าบ...ถ้าพร้อมแล้ว...ไปฟังกันเลย...

 

 

 

ของสำคัญที่ ไม่ควรพลาด ที่จะเอาไป “เขาชนไก่”

 

          ได้ยินครูฝึก กล่าวขวัญกันมานาน ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องไปจริงๆแล้วซิ...กลัวๆๆๆ...555...ซึ่งเมื่อเราได้รู้กำหนดการ วัน เวลา ที่พวกเราเหล่าชายชาติทหาร หรือเหล่าพรางชมพู จะได้ไปคลุกฝุ่นหัวแดงกันที่เขาชนไก่กันแล้ว...ขั้นตอนต่อไปก็คงต้องเตรียมแพ็คกระเป๋า สะพานเป้ หนีบกระติกน้ำกันแล้ว...

 

          3 วัน 5 วัน หรือ 7 วันในดินแดนเขาชนไก่...บอกก่อนเลยว่า ทุกหลืบ ทุกทางเดิน ทุกช่องว่าง ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ...หรือเรียกง่ายๆว่ามัน“ลำบาก”นั้นเอง...ดังนั้น สัมภาระที่เราเตรียมไปก็ต้องเน้นถึงสิ่งของจำพวกที่มันสามารถช่วยให้เราสบายขึ้นได้... (จะให้สบายสุดๆ คงไม่มีหรอก...เอาแค่ให้สบายเพื่อประทังชีวิตให้อยู่จบค่ายแล้วกัน)...ซึ่งรายชื่อของสำคัญที่ไม่ควรพลาด มีรายชื่อดังนี้...

 

 

 

เรียนรู้คำว่า “สังคมรังเกียจ” เป็นอย่างไร

 

          1. ชุด รด.  [ให้เตรียมไปอย่างน้อย 2 ชุด ชุดหนึ่งไว้ใส่ฝึก...อีกชุดหนึ่งเก็บไว้ให้ดีที่สุด เพื่อรอใส่ในวันกลับ...เพราะจากที่ผ่านมา ครูฝึกจะไม่ให้อาบน้ำ ไม่ให้แปรงฟัน จนกว่าจะถึงวันสุดท้าย เรียกว่า “เน่า” กันคาเครื่องแบบเลยทีเดียว ดังนั้นจะเน่าก็ขอให้เน่าชุดเดียว อีกชุดหนึ่งไว้ใส่วันกลับ...ซึ่งหลายคนไม่คิดอย่างนั้น พอเห็นว่าชุดที่ 1 เริ่มเน่าแล้ว ก็เอาชุดที่ 2 มาเปลี่ยน เท่านั้นแหละ...พอถึงวันกลับกรุงเทพฯนั่งรถเมล์เข้าบ้าน...ก็จะรู้เลยว่า “สังคมรังเกียจ” มันเป็นยังไง...555...แท็กซี่ บางคัน...ยังไม่รับเลย...อิอิ...]

 

เรามาช่วยลดปัญหา “โลกเหม็น” กันเถอะ...

         

          2. ถุงเท้า [เพื่อลดมลพิษทางกลิ่นในขณะนอน และรักษาน้ำใจเพื่อนร่วมเต็นท์ พี่ลาเต้ แนะนำให้เตรียมไปครบจำนวนวันครับ...ซึ่งถุงเท้านั้น...จะช่วยเราได้มากเวลาเดินทางไกล ซึ่งมีให้เดินทุกวัน...เพราะอย่างที่รู้ รองเท้า รด. เดินนานๆมันจะกัด ดังนั้น เตรียมถุงเท้าแบบนุ่มๆ แบบระบายอากาศดีๆ ไปเตรียมพร้อมได้เลย]

 

 

 

เรื่อง อาบน้ำ...ไม่ต้องพูดถึง...

 

          3. เครื่องอาบน้ำ [พี่ลาเต้ อยากให้น้องๆคิดไว้เสมอว่า เรามาที่เขาชนไก่ เรามาเฉพาะจิตใจ เราไม่ได้เอาร่างกายมาด้วย...เพราะที่นี้จะมีหลายๆเหตุการณ์ให้น้องได้ทดสอบสภาพจิตใจ...เรียกได้ว่าต้องวัดใจกันทุกวินาทีเลยทีเดียว...ดังนั้นเรื่องจิตใจ ต้องเป็นใหญ่ ส่วนเรื่องร่างกายนั้นลืมไปได้เลย เพราะบอกได้คำเดียวเลยว่าค่ายนี้ ไม่มีการอาบน้ำ โดยเฉพาะปี 2 เพราะเป็นน้องใหม่ของค่ายนี้...แต่เรื่องนี้ก็ไม่เสมอไปนะ...ต้องขึ้นอยู่กับว่ากองร้อย หรือผลัดที่น้องอยู่ทำบุญมามากน้อยแค่ไหน...แต่สำหรับกองร้อยที่ พี่ลาเต้ อยู่นั้น...บุญน้อยไปหน่อยเลยไม่ได้อาบน้ำสักวันเลย...จนกระทั่งคืนสุดท้ายก่อนที่จะจบค่ายและกลับกรุงเทพฯ...ครูฝึกก็จะเปิดโอกาสให้ไปอาบน้ำเอง...แต่ก็อย่าอย่างนั้น อย่างนี้เลยนะ...พี่ลาเต้ จำได้เลยว่าเขาให้เวลาอาบคนละ 5 ขัน...โอ้แม่เจ้า...จะสะอาดไหมเนี่ย...ดังนั้นสัมภาระเครื่องอาบน้ำ ไม่จำเป็นมาก ไม่ต้องเอาไปให้หนักกระเป๋า เอาไปเฉพาะ ขันตักน้ำ แปรงสีฟัน และสบู่เหลว ส่วนที่เหลือก็ขอยืมเพื่อนๆเอา...555...พูดถึงเรื่องอาบน้ำ พี่ลาเต้ ยังจำได้แม่นตอนปี 3 ไปเข้ามา 5 วัน โดย 4 วันแรกไม่ได้อาบน้ำ พอวันสุดท้ายมาได้อาบ และระหว่างที่อาบเพื่อนดันคุยกันเสียงดัง ครูฝึกโมโห เลยสั่งมอบ กลิ้ง คลุกกับพื้นหน้าห้องน้ำเลย...สรุปว่าวันนั้นได้อาบเหมือนไม่ได้อาบ เน่าว่าเดิมอีก...555...แต่ก็ประทับใจครับ...]

 

 

 

เปาบุ้นจิ้น จะมาตัดสินความยุติธรรม ด้วยตัวเอง

 

          4. ช้อน [เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้...จะลืมถุงเท้า ลืมสบู่ หรือลืมอะไรก็ตาม...แต่ห้ามลืมช้อน เพราะช้อนจะสำคัญต่อการกินอาหารของเรา และสวัสดิภาพชีวิตเพื่อนๆในกองพันมากๆ...ซึ่งจะสำคัญขนาดไหน พี่ลาเต้ อยากให้ฟังจากเรื่องเล่านี้ครับ...โดยตอนนั้น พี่ลาเต้ ได้ไปเข้าในชั้นปี 4 อยู่ 7 วัน...ปรากฏว่ามื้อแรกที่กินข้าว ครูฝึกก็ถามว่าใครไม่มีช้อนให้ยืนขึ้น...ซึ่งก็มีคนที่โชคร้ายไม่มีช้อนแสดงตัวยืนขึ้นเพียง 4 คน จากทั้งหมด 5 ร้อยกว่าคน...ตอนนี้ พี่ลาเต้ คิดในใจว่า “ไอ้พวกนี้...มันซวยแน่ๆ” แต่แล้วความคิดพี่ยังไม่ทันได้จางหายไปจากหัว ครูฝึกก็พูดขึ้นมาอีกว่า “เพื่อความเสมอภาคกัน ดังนั้นขอให้นักศึกษาวิชาทหารทุกคน สละช้อน และใช้มือกินข้าวร่วมกับเพื่อนทั้ง 4 คนนี้” ซึ่งตอนนั้น พี่จะบอกว่ามือที่ถือช้อนอยู่นั้นก็ไม่ได้สะอาดไรเลยนะครับ...เพราะเพิ่งผ่านการโดนยึดพื้นมาหมาดๆ...และในที่สุดมื้อนั้น รด.กว่า 5 ร้อยคนก็ต้องใช้มือที่เปื้อนฝุ่น เปื้อนโคลนในการหยิบกินอาหาร...เป็นยังไงหละครับ...ช้อนเพียงคันเดียว ก็ทำให้เพื่อนๆนับร้อย “ซวย” ได้เหมือนกัน...ดังนั้น ห้ามลืมช้อนเด็ดขาดนะครับ...แต่จากเหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้สร้างความเลวร้าย หรือสร้างความคับแค้นใจให้เพื่อนๆแม้แต่น้อยเลยนะครับ...แต่กลับกัน...มันได้สร้างรอยยิ้มบนใบหน้า คราบน้ำตาบนแก้ม และความสามัคคีให้ได้เห็นกัน...จนสิ้นสุดเวลาการทานข้าวในมื้อนั้นเลยหละครับ]

 

 

มันช่าง...ร้อน ตับแล่บ และ หนาว สุดใจขาดดิ้น

 

          5. ผ้าห่ม [เรื่องสภาพอากาศนี้ พี่ลาเต้ ว่าไม่มีใครเกินเขาชนไก่...เพราะกลางวันร้อนตับแล่บ กลางคืนหนาวสุดใจขาดดิ้น และยิ่งเวลานอนเราก็นอนในเต็นท์ที่เปิดรับลม 380 องศา ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะหนาวได้...ดังนั้นหากกระเป๋าเป้ยังเหลือที่ว่างสักนิด พี่ลาเต้ แนะนำให้ติดผ้าห่มผืนเล็กๆไปด้วย ไม่ต้องเอาผืนใหญ่ไปนะ...จะหนักเปล่าๆ...เพราะจากที่ผ่านมา พี่ลาเต้ ไม่เคยติดผ้าห่มไปเลยสักครั้งเดียว ก็หนาวจับใจมากๆ...ขนาดเวลานอนใส่ชุด รด.แบบหนาๆ นอนนะ...ยังไม่ช่วยให้หายหนาวได้เลย...พี่ไม่รู้จะบรรยายเรื่องสภาพอากาศยังไง ทั้งร้อนสุดๆ และทั้งหนาวสุดๆ เอาเป็นว่า น้องๆคนไหนที่เคยไปแล้ว และกำลังเข้ามาอ่าน ก็มาพรรณนา บรรยาย เรื่องความหนาวให้เพื่อนๆได้ทราบกันด้วยเด้อ]

 

 

 

เขาชนไก่... เทือกเขาแห่ง มิตรภาพ...

 

          6. กระติกน้ำ [น้องๆรู้ไหมครับว่า 80 % ของใช้ชีวิต รด. ในเขาชนไก่นั้นต้องเดิน...จะเดินทางไกล หรือเดินทางใกล้ จะเดินขึ้นเขา หรือเดินลงเขา มีให้เดินทุกวันทุกวินาที ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยให้เดินอย่างสบาย ไม่เหนื่อยมากนั่นก็คือ กระติกน้ำ ดังนั้นสัมภาระชิ้นนี้ให้กากเครื่องหมายดอกจันใหญ่ๆไว้เลย ว่าห้ามลืมเด็ดขาด เพราะหากลืมแล้ว ทางเขาชนไก่ก็ไม่มีสำรองให้ด้วย อีกทั้งยังจะเป็นภาระของเพื่อนๆที่จะต้องคอยแบ่งน้ำ ซึ่งมันหายากมากๆ ให้เราได้ดื่มอีกด้วย และอีกอย่างที่สำคัญมากๆ อย่างที่น้องๆทราบกันดีว่าเขาชนไก่นั้น ตอนกลางวันมี 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนมาก กับฤดูร้อนมากที่สุด และน้ำก็จะเป็นสิ่งที่เหล่า รด. ทุกคนหวนแหน เพราะหาเติมได้ยากมากๆ จะกินก็กลัวหมด จะอดก็กลัวจะเป็นลม ดังนั้นเพื่อเป็นการไม่เอาเปรียบเพื่อน  ถึงจะไม่ตั้งใจก็ตาม ฝากเตือนให้น้องอย่าลืมกระติกน้ำเด็ดขาดครับ

 

 

พอพูดถึงเรื่องกระติกน้ำแล้ว พี่ลาเต้ ก็อยากจะเล่าถึงมิตรภาพ ที่ได้พบเจอมาด้วยตัวเอง จากเหตุการณ์เกี่ยวกับกระติกน้ำเนี่ยหละครับ...ก็คือวันนั้นเป็นวันที่ รด.ปี 3 ทุกคนจะต้องพิชิตยอดเขาชนไก่ ในเวลาเที่ยง ลำพังเดินทางระนาบก็เหนื่อยจนเหงื่อไหลเปียกท่วมหมดตัวอยู่แล้ว นี่ต้องมาเดินทางลาดชันหันหน้าให้พระอาทิตย์ร้อนๆอีก...ระยะทางขึ้นเขาก็ถือว่าไกล สลับคดเคี้ยว คนเหนื่อยมากก็กินน้ำมาก คนเหนื่อยน้อยก็สำรองน้ำไว้ แต่ตัวข้าพเจ้านามว่า พี่ลาเต้ ไม่เหนื่อยมากเท่าไหร่ แต่น้ำในกระติกนั้นก็เหลือน้อยเต็มที่ สาเหตุที่เหลือน้อย เพราะว่าก่อนเดินขึ้นเขา เป็นการเดินทางไกลในป่าร่วม 10 กิโลฯ ทั้งเดินป่า ทั้งโดนหมอบ โดนคลาน ตลอดทาง...ยิ่งทำให้ต้องกินน้ำมาก...จนมาถึงตอนขึ้นเขาชนไก่น้ำก็เหลือน้อยตามสัดส่วน...ซึ่งระหว่างการเดินขึ้นเขาไปนั้น พี่ลาเต้ ก็คิดเสมอว่าหากไม่จำเป็น ก็จะไม่กินน้ำ เพราะไม่รู้ว่าขึ้นไปแล้วจะมีภารกิจให้ต้องกินน้ำอีกหรือเปล่า...ระหว่างทางเพื่อนๆต่างคน ก็ต่างหยิบน้ำมากินอยู่บ่อยๆ...จนกระทั่งมีเพื่อนต่างโรงเรียนคนหนึ่ง มาถาม พี่ลาเต้ ว่า “น้ำในกระติกนายหมดเหรอ มากินของเราก็ได้ เราผสมเกลือแร่ กินแล้วหายเหนื่อย แล้วไม่ทำให้หิ้วน้ำบ่อยด้วย” พี่ลาเต้ แอบคิดในใจ “เฮ้ย...เราดูเหนื่อยขนาดนั้นเลยเหรอวะ” แต่ก็ยังไม่ทันที่จะตอบตกลง หรือปฏิเสธ เขาก็ยื่นกระติกมาให้ทันที พี่ก็เลยหยิบมาแล้วดื่มไปนิดเดียว...

 

ต่อจากนั้นก็เดินต่อจนถึงยอดเขา...บนยอดเขาก็เป็นที่คาดการณ์ไว้อย่างไม่มีผิด ครูฝึกเช็คยอดไม่ครบ ก็สั่งลงโทษ รด. จนกว่าจะครบ...เล่นเอาเหนื่อยแทบจะไม่หายใจ...จนในที่สุดน้ำในกระติกของ พี่ลาเต้ ก็หมดอย่างจริงๆ...จนเพื่อนต่างโรงเรียนคนเดิมก็เข้ามายื่นซอง เกลือแร่ ให้...และก็พูดทำนองว่า พี่ลาเต้เป็นคนกินน้ำเยอะ...ถ้าใส่เกลือแร่ไปด้วยจะช่วยลดการอยากน้ำได้...ซึ่งก็เป็นจริงครับ...ตลอดการฝึกจากวันนั้นเป็นไปก็เป็นไปตามที่เพื่อน พี่ลาเต้ พูดทุกประการ...และจากเหตุการณ์นี้ พี่อยากจะบอกว่า มิตรภาพมันสำคัญ และสร้างความชุ่มใจ ประทับใจให้กับตัวเรามากเลยหนะครับ...ถึงแม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่เคยพูดกันเลยสักคำเดียว แต่ในที่สุดก็เป็นเพื่อนกันได้...ใครจะไปคิดหละครับ...ท่ามกลางความเหนื่อย การมุ่งพยายามที่จะพาชีวิตของตัวเองให้รอดจากความเหนื่อยมันจะเกิด “มิตรภาพ น้ำใจ” ขึ้นมาได้...ซึ่ง พี่ลาเต้ ก็เห็นอยู่หลายคนนะครับ...ที่ได้พบเรื่องราวแบบนี้เหมือน พี่ลาเต้ คิดไปคิดมามันก็เป็นอย่างที่หลายๆคนบอก...ที่ว่า “เพื่อนแท้มักจะเจอกันในยามที่เราลำบาก” จนทุกวันนี้เพื่อนคนนี้ยังเป็นเพื่อนแท้ และเพื่อนสนิท ที่คุย Msn กับ พี่ลาเต้ อยู่บ่อยๆครับ...ซึ่ง พี่ลาเต้ ก็ซื้อน้ำเลี้ยงตอบแทนมันอยู่เรื่อยๆด้วยหละครับ...555...]

 

 

ทำไมครูฝึก...ชอบบอกว่า ห้ามมองที่เส้นขอบฟ้า ยามค่ำคืน

 

 

ดินแดนที่มีแต่ผู้ชาย...หาก หื่นกระหาย จะทำยังไง…

 

 

ก่อนเดินทางไกลนับแล้วมี 10 คน...เหตุไฉนอยู่ในป่าถึงนับได้ 11 คน...

 

 

เครื่องโดดหอ ทำไมใครๆก็อยาก สละสิทธิ์ ตั้งแต่เดินขึ้น...

 

 

ทั้งหมดนี้ติดตามได้ใน ตอนต่อไป

 
 

อ่าน เรื่องเล่าเขาชนไก่ ตอนที่ 1 : ดินแดนนี้มีที่มา คลิกที่นี่

 

อ่าน เรื่องเล่าเขาชนไก่ ตอนที่ 3 : ได้เวลาออกฝึก...คลิกที่นี่

 
พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

78 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
| ๐ n e | y - W ๐ | f Member 9 ม.ค. 51 16:58 น. 2
ไปมาแล้วปีที่แล้ว กองพันข้าน้อย อินทรี ตอนไปบอกอยากกลับบ้านนน แต่พอถึงวันเข้าตี+ตั้ง(ห)รับ ชอบมากก จนไม่อยากกลับ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
YA MAHA อุด ??? 9 ม.ค. 51 19:35 น. 7
จะได้ไปแล้ว ปี 2 ผลัด 6 วันที่ 13 - 15 ม.ค. 51 ไม่รู้จะเจออะไรบ้าง แต่ก็น่าลุ้นดีคับ มาลงเร็วๆน่ะครับ^^
0
กำลังโหลด
Bebe 9 ม.ค. 51 19:43 น. 8
เราไปมาปีที่แล้ว ตอนอยู่ปี 2 สุดยอด กินข้าวผสมฝุ่นจริงๆ ร้อนสุดๆ แล้วก็หนาวสุดๆ วันที่ 2 ฝึกตั้งแต่ตี 5 ถึง 2 ทุ่ม เหนื่อยโ_ตร แต่ยังโชคดีที่ได้อาบน้ำทุกวัน
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ยมทูตฟ้า Member 9 ม.ค. 51 23:23 น. 15

ชอบๆจะติดตามคร่า
อ่านแล้วซึ้งอ่ะ
เราว่ามันทางสนุกทั้งซึ้งเลย แต่ไม่รุ้ว่าผุ้ชายเค้าจะรู้สึกไงกันมั่งเนอะ

0
กำลังโหลด
มทบ. 21 10 ม.ค. 51 00:41 น. 16
ตอนปี4-5 เค้าถือว่าเราโตๆกันแล้วนะ ฝึกเบากว่าปี1-3เยอะ แต่ว่าก็ต้องเดินๆๆๆๆๆๆๆและเดินเหมือนเดิม ฝึกไม่เท่าไหร่หรอก แต่เดินกับวิ่งขึ้นเขากลางแดดนี่สิ ัวันละเกือบ 10กิโลอ่ะ นี่ขนาดเราเป็นผู้หญิงนะเนี่ย เหนื่อยมากๆๆๆๆๆๆ แล้วเรื่องเสื้อผ้า ของผู้หญิงนะ มันจะมีรับซักรีดอ่ะ แล้วก็ได้อาบน้ำทุกวันด้วย พูดจริงๆแล้ว มีแต่ทดสอบด้านจิตใจมากกว่า ร่างกายไม่เท่าไหร่อ่ะ คือตั้งแต่ไปเหยียบนี่ก็อยากกลับแล้วอ่ัะ ใจมันไม่สู้เลยอ่ะ ต้องผลัดกันให้กำลังใจเพื่อนตลอดเลยอ่ะ ต้องบอกตัวเองทุกเช้าที่ตื่นเลยนะ ว่า....เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้กลับแล้ว เต็มที่นะ แล้วเราก็บอกตัวเองว่าจะไม่ยอมป่วยเด็ดขาด มา5วันนี้ต้องเอา-ความทรงจำดีๆ-กลับไปให้มากที่สุดอ่ะ ความทรงจำที่คนอื่นไม่ได้มีโอกาศได้มีเหมือนเรา เชื่อสิ ถ้าไม่ตายก็ไม่ลืมเด็ดขาด เขาชนไก่อ่ะ จาก ผึ้งน้อย.....
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
เหอะๆ 10 ม.ค. 51 01:34 น. 18
พี่มาแนะนำครับ เรื่องของอย่าเอาไปเยอะครับ พี่เคยไม่เชื่อคนที่แนะนำเอาไปเยอะ แบกกันหลังหักนะครับ แต่ถ้าพลาดเอาไปเยอะ ถ้าเขามีให้ทิ้งไว้ที่ค่ายตอนแรกก็ใส่ถุงทิ้งไว้เลยครับ อย่าเอาขึ้นเขา เพราะ เราต้องแบก ติดหลัง ไกล พอสมควร กระติกน้ำพี่อาศัยกินกับเพื่อนกับซื้อร้านกินเอานะ มันชอบกระเชาะแล้วก็หนัก พี่ว่าไร้สาระอ่ะน้ำมีให้กินตลอดทาง แล้วขอบอกว่า น้ำหน้ะ ถ้ากินมันยิ่งเหนื่อยนะครับ อันนี้นักกีฬาก็คงรู้ (ถึงแม้เขาจะบอกว่าถ้ากระหายน้ำมากสมองเสื่อมก็เหอะ แต่กว่าจะถึงขนาดนั้นก็มีให้กินแล้ว) ถุงเท้ากับรองเท้าน้องอาจไม่อยากจับเลยก็ได้ครับเพราะแมร่งจะสกปรกมากแต่เตรียมไปก็ดีครับี่ก็เอาไปมีเพื่อด้วยแต่ฟุ่นก็คงไม่เท่าไรเพราะน้ำมูก ดำกันทุกคน ถุยน้ำลายยังมีคาบฝุ่นเลยอ่ะครับ ฮ่าๆๆ ข้อสุดท้ายกฎนี้พึงละลึกเลยครับ ถ้า หากน้องพูดถึงเขาชนไก่แล้วยังมีคำว่า ลำบากอยู่ในหัวใจ พี่ขอแนะนำ กฎใจกล้าหน้าด้านครับ เพราะเวลาที่ครูฟึกเขาสั่งแดรก แบบไร้เหตุผลนี่ ถ้าเลี่ยงได้น้องชิ่งเลยครับ ทำตามแต่อย่าให้ลำบากตาม พี่ไม่มีตัวอย่าง เอาตัวอย่างในเรื่องอย่างถ้าน้อง เจอสั่งให้กันกับมือแล้ว ไม่อยาก กินปากสกเลยครับไม่ต้องผ่านมือ หรือมีกฎเสริมอีกข้อถ้า คุณไว ทำแล้วไม่ได้รับโทษ ถ้าน้องตัดสินใจไว ทำอะไรไว อย่างตอนเจอสั่ง จ้วงๆ ห้าวิ อิ่มช้อนก็ทำได้ครับ เพราะส่วนใหญ่คนมันจะกลัวใจตัวเองทั้งนั้น รบกับใครไม่เท่ารบกับใจตน อย่าไปคิดครับ กล้าทำทำให้ไว ทำได้ทุกอย่างครับในเขาชนไก่ ส่วนเรื่องหมอบเรื่องวิ่งก็ทำไปเถอะครับ ปกติ แล้วอันนี้พี่ไม่แนะนำให้เลี่ยง พอกล้บมาแล้วจะคิดถึงครับ มีเศษหญ้าไรติดมาด้วย โดด หอ ไม่มีไรน่ากลัวโดดไปเลยครับมันไม่หล่นลงมาหลอก แต่มันจะกระฉากนิดหน่อย จับเชือกแน่นๆ ก็ดี จะกระฉาก สองสาม จังหว่ะ น้ำอัดลม นี่ กระดกกันเป็นว่าเล่นเลยครับ สงัสยคงได้หลายงบเพราะ น้ำเต็ม ฮ่าๆๆ วันที่มีทำกับข้าวแนะนำให้ซื้อหนมปังไว้ตั้งแต่เที่ยงครับท่ร้านหน่ะแหละเพราะถ้าแดรกไม่ได้ก่อนเขาพาไปดูดาวร้านหนมกับน้ำมันจะปิดไปแล้ว ช้อนเอาช้อนพลาสติกไปที่มันแถมๆ นี่แหละใช้ง่ายสบายคล่องกินเสรดก็ไม่ต้องล้าง ตอนใกล้ๆ กับจะมีความสุขมากยิ่งวันลงจากเขามา เพราะเขาจะปล่อยให้ฮาๆ สบายๆ แล้วก็เกงในเอาไปเยอะๆ
0
กำลังโหลด
ตี้คุง 10 ม.ค. 51 01:47 น. 19
ก่อนไป ผมกังวลมาก ยิ่งไปดูภาพยนตร์เรื่องเขาชนไก่แล้ว ยิ่งรู้สึกหวั่นๆ เพราะอิกประมานเดือนนึง หลังจากนั้นต้องไปเจอของจิงแล้ว แต่เมื่อผ่านมันมาได้ มันคุ้มค่ามาก นับว่าเปงช่วงเวลาดีๆอิกช่วงนึงที่ลองนึกถึงเมื่อไหร่ ก้อจะยิ้มได้ทุกที เกิดมาทั้งที การได้ไปเขาชนไก่ ก้อทำให้เราเกิดมาไม่เสียชาติเกิดแล้วคับ เชื่อผมเถอะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด