|
พความทุกข์ที่ เกินทน จะหลอมคนให้ ทนทานพ คำพูดข้างบนนี้ พี่ลาเต้ เชื่อว่าคงจะแทรกซึม ตราตรึงอยู่ในหัวใจ และจิตวิญญาณ ของเหล่าบรรดานักเรียน รด. เป็นอย่างดี...(โดยเฉพาะเพื่อนพ้อง รด.ปี 4 ปี 5 ที่อาจจะสะดุ้ง...โหย้ง...ทันทีเมื่อได้ยิน คำพูดนี้...อิอิ...) แต่สำหรับตอนนี้น้องๆชาว Dek-D ก็ไม่ต้องมัวไปสะดุ้ง...โหย้ง...โหย้ง...ที่ไหนกันนะครับ เพราะได้เวลาที่ พี่ลาเต้ ศิษย์เก่าเขาชนไก่คนนี้...จะมาบอกเล่าประสบการณ์ตรงจากดินแดนหลายตำนานแห่งนี้...ให้น้องๆได้ฟังกันแล้วหละคร๊าบ...ถ้าพร้อมแล้ว...ไปฟังกันเลย...
พของสำคัญที่ ไม่ควรพลาด ที่จะเอาไป เขาชนไก่พ ได้ยินครูฝึก กล่าวขวัญกันมานาน ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องไปจริงๆแล้วซิ...กลัวๆๆๆ...555...ซึ่งเมื่อเราได้รู้กำหนดการ วัน เวลา ที่พวกเราเหล่าชายชาติทหาร หรือเหล่าพรางชมพู จะได้ไปคลุกฝุ่นหัวแดงกันที่เขาชนไก่กันแล้ว...ขั้นตอนต่อไปก็คงต้องเตรียมแพ็คกระเป๋า สะพานเป้ หนีบกระติกน้ำกันแล้ว... 3 วัน 5 วัน หรือ 7 วันในดินแดนเขาชนไก่...บอกก่อนเลยว่า ทุกหลืบ ทุกทางเดิน ทุกช่องว่าง ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ...หรือเรียกง่ายๆว่ามันลำบากนั้นเอง...ดังนั้น สัมภาระที่เราเตรียมไปก็ต้องเน้นถึงสิ่งของจำพวกที่มันสามารถช่วยให้เราสบายขึ้นได้... (จะให้สบายสุดๆ คงไม่มีหรอก...เอาแค่ให้สบายเพื่อประทังชีวิตให้อยู่จบค่ายแล้วกัน)...ซึ่งรายชื่อของสำคัญที่ไม่ควรพลาด มีรายชื่อดังนี้...
พเรียนรู้คำว่า สังคมรังเกียจ เป็นอย่างไรพ 1. ชุด รด. [ให้เตรียมไปอย่างน้อย 2 ชุด ชุดหนึ่งไว้ใส่ฝึก...อีกชุดหนึ่งเก็บไว้ให้ดีที่สุด เพื่อรอใส่ในวันกลับ...เพราะจากที่ผ่านมา ครูฝึกจะไม่ให้อาบน้ำ ไม่ให้แปรงฟัน จนกว่าจะถึงวันสุดท้าย เรียกว่า เน่า กันคาเครื่องแบบเลยทีเดียว ดังนั้นจะเน่าก็ขอให้เน่าชุดเดียว อีกชุดหนึ่งไว้ใส่วันกลับ...ซึ่งหลายคนไม่คิดอย่างนั้น พอเห็นว่าชุดที่ 1 เริ่มเน่าแล้ว ก็เอาชุดที่ 2 มาเปลี่ยน เท่านั้นแหละ...พอถึงวันกลับกรุงเทพฯนั่งรถเมล์เข้าบ้าน...ก็จะรู้เลยว่า สังคมรังเกียจ มันเป็นยังไง...555...แท็กซี่ บางคัน...ยังไม่รับเลย...อิอิ...] พเรามาช่วยลดปัญหา โลกเหม็น กันเถอะ...พ 2. ถุงเท้า [เพื่อลดมลพิษทางกลิ่นในขณะนอน และรักษาน้ำใจเพื่อนร่วมเต็นท์ พี่ลาเต้ แนะนำให้เตรียมไปครบจำนวนวันครับ...ซึ่งถุงเท้านั้น...จะช่วยเราได้มากเวลาเดินทางไกล ซึ่งมีให้เดินทุกวัน...เพราะอย่างที่รู้ รองเท้า รด. เดินนานๆมันจะกัด ดังนั้น เตรียมถุงเท้าแบบนุ่มๆ แบบระบายอากาศดีๆ ไปเตรียมพร้อมได้เลย]
พเรื่อง อาบน้ำ...ไม่ต้องพูดถึง...พ 3. เครื่องอาบน้ำ [พี่ลาเต้ อยากให้น้องๆคิดไว้เสมอว่า เรามาที่เขาชนไก่ เรามาเฉพาะจิตใจ เราไม่ได้เอาร่างกายมาด้วย...เพราะที่นี้จะมีหลายๆเหตุการณ์ให้น้องได้ทดสอบสภาพจิตใจ...เรียกได้ว่าต้องวัดใจกันทุกวินาทีเลยทีเดียว...ดังนั้นเรื่องจิตใจ ต้องเป็นใหญ่ ส่วนเรื่องร่างกายนั้นลืมไปได้เลย เพราะบอกได้คำเดียวเลยว่าค่ายนี้ ไม่มีการอาบน้ำ โดยเฉพาะปี 2 เพราะเป็นน้องใหม่ของค่ายนี้...แต่เรื่องนี้ก็ไม่เสมอไปนะ...ต้องขึ้นอยู่กับว่ากองร้อย หรือผลัดที่น้องอยู่ทำบุญมามากน้อยแค่ไหน...แต่สำหรับกองร้อยที่ พี่ลาเต้ อยู่นั้น...บุญน้อยไปหน่อยเลยไม่ได้อาบน้ำสักวันเลย...จนกระทั่งคืนสุดท้ายก่อนที่จะจบค่ายและกลับกรุงเทพฯ...ครูฝึกก็จะเปิดโอกาสให้ไปอาบน้ำเอง...แต่ก็อย่าอย่างนั้น อย่างนี้เลยนะ...พี่ลาเต้ จำได้เลยว่าเขาให้เวลาอาบคนละ 5 ขัน...โอ้แม่เจ้า...จะสะอาดไหมเนี่ย...ดังนั้นสัมภาระเครื่องอาบน้ำ ไม่จำเป็นมาก ไม่ต้องเอาไปให้หนักกระเป๋า เอาไปเฉพาะ ขันตักน้ำ แปรงสีฟัน และสบู่เหลว ส่วนที่เหลือก็ขอยืมเพื่อนๆเอา...555...พูดถึงเรื่องอาบน้ำ พี่ลาเต้ ยังจำได้แม่นตอนปี 3 ไปเข้ามา 5 วัน โดย 4 วันแรกไม่ได้อาบน้ำ พอวันสุดท้ายมาได้อาบ และระหว่างที่อาบเพื่อนดันคุยกันเสียงดัง ครูฝึกโมโห เลยสั่งมอบ กลิ้ง คลุกกับพื้นหน้าห้องน้ำเลย...สรุปว่าวันนั้นได้อาบเหมือนไม่ได้อาบ เน่าว่าเดิมอีก...555...แต่ก็ประทับใจครับ...]
พเปาบุ้นจิ้น จะมาตัดสินความยุติธรรม ด้วยตัวเองพ 4. ช้อน [เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้...จะลืมถุงเท้า ลืมสบู่ หรือลืมอะไรก็ตาม...แต่ห้ามลืมช้อน เพราะช้อนจะสำคัญต่อการกินอาหารของเรา และสวัสดิภาพชีวิตเพื่อนๆในกองพันมากๆ...ซึ่งจะสำคัญขนาดไหน พี่ลาเต้ อยากให้ฟังจากเรื่องเล่านี้ครับ...โดยตอนนั้น พี่ลาเต้ ได้ไปเข้าในชั้นปี 4 อยู่ 7 วัน...ปรากฏว่ามื้อแรกที่กินข้าว ครูฝึกก็ถามว่าใครไม่มีช้อนให้ยืนขึ้น...ซึ่งก็มีคนที่โชคร้ายไม่มีช้อนแสดงตัวยืนขึ้นเพียง 4 คน จากทั้งหมด 5 ร้อยกว่าคน...ตอนนี้ พี่ลาเต้ คิดในใจว่า ไอ้พวกนี้...มันซวยแน่ๆ แต่แล้วความคิดพี่ยังไม่ทันได้จางหายไปจากหัว ครูฝึกก็พูดขึ้นมาอีกว่า เพื่อความเสมอภาคกัน ดังนั้นขอให้นักศึกษาวิชาทหารทุกคน สละช้อน และใช้มือกินข้าวร่วมกับเพื่อนทั้ง 4 คนนี้ ซึ่งตอนนั้น พี่จะบอกว่ามือที่ถือช้อนอยู่นั้นก็ไม่ได้สะอาดไรเลยนะครับ...เพราะเพิ่งผ่านการโดนยึดพื้นมาหมาดๆ...และในที่สุดมื้อนั้น รด.กว่า 5 ร้อยคนก็ต้องใช้มือที่เปื้อนฝุ่น เปื้อนโคลนในการหยิบกินอาหาร...เป็นยังไงหละครับ...ช้อนเพียงคันเดียว ก็ทำให้เพื่อนๆนับร้อย ซวย ได้เหมือนกัน...ดังนั้น ห้ามลืมช้อนเด็ดขาดนะครับ...แต่จากเหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้สร้างความเลวร้าย หรือสร้างความคับแค้นใจให้เพื่อนๆแม้แต่น้อยเลยนะครับ...แต่กลับกัน...มันได้สร้างรอยยิ้มบนใบหน้า คราบน้ำตาบนแก้ม และความสามัคคีให้ได้เห็นกัน...จนสิ้นสุดเวลาการทานข้าวในมื้อนั้นเลยหละครับ] พมันช่าง...ร้อน ตับแล่บ และ หนาว สุดใจขาดดิ้นพ 5. ผ้าห่ม [เรื่องสภาพอากาศนี้ พี่ลาเต้ ว่าไม่มีใครเกินเขาชนไก่...เพราะกลางวันร้อนตับแล่บ กลางคืนหนาวสุดใจขาดดิ้น และยิ่งเวลานอนเราก็นอนในเต็นท์ที่เปิดรับลม 380 องศา ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะหนาวได้...ดังนั้นหากกระเป๋าเป้ยังเหลือที่ว่างสักนิด พี่ลาเต้ แนะนำให้ติดผ้าห่มผืนเล็กๆไปด้วย ไม่ต้องเอาผืนใหญ่ไปนะ...จะหนักเปล่าๆ...เพราะจากที่ผ่านมา พี่ลาเต้ ไม่เคยติดผ้าห่มไปเลยสักครั้งเดียว ก็หนาวจับใจมากๆ...ขนาดเวลานอนใส่ชุด รด.แบบหนาๆ นอนนะ...ยังไม่ช่วยให้หายหนาวได้เลย...พี่ไม่รู้จะบรรยายเรื่องสภาพอากาศยังไง ทั้งร้อนสุดๆ และทั้งหนาวสุดๆ เอาเป็นว่า น้องๆคนไหนที่เคยไปแล้ว และกำลังเข้ามาอ่าน ก็มาพรรณนา บรรยาย เรื่องความหนาวให้เพื่อนๆได้ทราบกันด้วยเด้อ]
พเขาชนไก่... เทือกเขาแห่ง มิตรภาพ...พ 6. กระติกน้ำ [น้องๆรู้ไหมครับว่า 80 % ของใช้ชีวิต รด. ในเขาชนไก่นั้นต้องเดิน...จะเดินทางไกล หรือเดินทางใกล้ จะเดินขึ้นเขา หรือเดินลงเขา มีให้เดินทุกวันทุกวินาที ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยให้เดินอย่างสบาย ไม่เหนื่อยมากนั่นก็คือ กระติกน้ำ ดังนั้นสัมภาระชิ้นนี้ให้กากเครื่องหมายดอกจันใหญ่ๆไว้เลย ว่าห้ามลืมเด็ดขาด เพราะหากลืมแล้ว ทางเขาชนไก่ก็ไม่มีสำรองให้ด้วย อีกทั้งยังจะเป็นภาระของเพื่อนๆที่จะต้องคอยแบ่งน้ำ ซึ่งมันหายากมากๆ ให้เราได้ดื่มอีกด้วย และอีกอย่างที่สำคัญมากๆ อย่างที่น้องๆทราบกันดีว่าเขาชนไก่นั้น ตอนกลางวันมี 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนมาก กับฤดูร้อนมากที่สุด และน้ำก็จะเป็นสิ่งที่เหล่า รด. ทุกคนหวนแหน เพราะหาเติมได้ยากมากๆ จะกินก็กลัวหมด จะอดก็กลัวจะเป็นลม ดังนั้นเพื่อเป็นการไม่เอาเปรียบเพื่อน ถึงจะไม่ตั้งใจก็ตาม ฝากเตือนให้น้องอย่าลืมกระติกน้ำเด็ดขาดครับ
พอพูดถึงเรื่องกระติกน้ำแล้ว พี่ลาเต้ ก็อยากจะเล่าถึงมิตรภาพ ที่ได้พบเจอมาด้วยตัวเอง จากเหตุการณ์เกี่ยวกับกระติกน้ำเนี่ยหละครับ...ก็คือวันนั้นเป็นวันที่ รด.ปี 3 ทุกคนจะต้องพิชิตยอดเขาชนไก่ ในเวลาเที่ยง ลำพังเดินทางระนาบก็เหนื่อยจนเหงื่อไหลเปียกท่วมหมดตัวอยู่แล้ว นี่ต้องมาเดินทางลาดชันหันหน้าให้พระอาทิตย์ร้อนๆอีก...ระยะทางขึ้นเขาก็ถือว่าไกล สลับคดเคี้ยว คนเหนื่อยมากก็กินน้ำมาก คนเหนื่อยน้อยก็สำรองน้ำไว้ แต่ตัวข้าพเจ้านามว่า พี่ลาเต้ ไม่เหนื่อยมากเท่าไหร่ แต่น้ำในกระติกนั้นก็เหลือน้อยเต็มที่ สาเหตุที่เหลือน้อย เพราะว่าก่อนเดินขึ้นเขา เป็นการเดินทางไกลในป่าร่วม 10 กิโลฯ ทั้งเดินป่า ทั้งโดนหมอบ โดนคลาน ตลอดทาง...ยิ่งทำให้ต้องกินน้ำมาก...จนมาถึงตอนขึ้นเขาชนไก่น้ำก็เหลือน้อยตามสัดส่วน...ซึ่งระหว่างการเดินขึ้นเขาไปนั้น พี่ลาเต้ ก็คิดเสมอว่าหากไม่จำเป็น ก็จะไม่กินน้ำ เพราะไม่รู้ว่าขึ้นไปแล้วจะมีภารกิจให้ต้องกินน้ำอีกหรือเปล่า...ระหว่างทางเพื่อนๆต่างคน ก็ต่างหยิบน้ำมากินอยู่บ่อยๆ...จนกระทั่งมีเพื่อนต่างโรงเรียนคนหนึ่ง มาถาม พี่ลาเต้ ว่า น้ำในกระติกนายหมดเหรอ มากินของเราก็ได้ เราผสมเกลือแร่ กินแล้วหายเหนื่อย แล้วไม่ทำให้หิ้วน้ำบ่อยด้วย พี่ลาเต้ แอบคิดในใจ เฮ้ย...เราดูเหนื่อยขนาดนั้นเลยเหรอวะ แต่ก็ยังไม่ทันที่จะตอบตกลง หรือปฏิเสธ เขาก็ยื่นกระติกมาให้ทันที พี่ก็เลยหยิบมาแล้วดื่มไปนิดเดียว...
ต่อจากนั้นก็เดินต่อจนถึงยอดเขา...บนยอดเขาก็เป็นที่คาดการณ์ไว้อย่างไม่มีผิด ครูฝึกเช็คยอดไม่ครบ ก็สั่งลงโทษ รด. จนกว่าจะครบ...เล่นเอาเหนื่อยแทบจะไม่หายใจ...จนในที่สุดน้ำในกระติกของ พี่ลาเต้ ก็หมดอย่างจริงๆ...จนเพื่อนต่างโรงเรียนคนเดิมก็เข้ามายื่นซอง เกลือแร่ ให้...และก็พูดทำนองว่า พี่ลาเต้เป็นคนกินน้ำเยอะ...ถ้าใส่เกลือแร่ไปด้วยจะช่วยลดการอยากน้ำได้...ซึ่งก็เป็นจริงครับ...ตลอดการฝึกจากวันนั้นเป็นไปก็เป็นไปตามที่เพื่อน พี่ลาเต้ พูดทุกประการ...และจากเหตุการณ์นี้ พี่อยากจะบอกว่า มิตรภาพมันสำคัญ และสร้างความชุ่มใจ ประทับใจให้กับตัวเรามากเลยหนะครับ...ถึงแม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่เคยพูดกันเลยสักคำเดียว แต่ในที่สุดก็เป็นเพื่อนกันได้...ใครจะไปคิดหละครับ...ท่ามกลางความเหนื่อย การมุ่งพยายามที่จะพาชีวิตของตัวเองให้รอดจากความเหนื่อยมันจะเกิด มิตรภาพ น้ำใจ ขึ้นมาได้...ซึ่ง พี่ลาเต้ ก็เห็นอยู่หลายคนนะครับ...ที่ได้พบเรื่องราวแบบนี้เหมือน พี่ลาเต้ คิดไปคิดมามันก็เป็นอย่างที่หลายๆคนบอก...ที่ว่า เพื่อนแท้มักจะเจอกันในยามที่เราลำบาก จนทุกวันนี้เพื่อนคนนี้ยังเป็นเพื่อนแท้ และเพื่อนสนิท ที่คุย Msn กับ พี่ลาเต้ อยู่บ่อยๆครับ...ซึ่ง พี่ลาเต้ ก็ซื้อน้ำเลี้ยงตอบแทนมันอยู่เรื่อยๆด้วยหละครับ...555...] พทำไมครูฝึก...ชอบบอกว่า ห้ามมองที่เส้นขอบฟ้า ยามค่ำคืนพ พดินแดนที่มีแต่ผู้ชาย...หาก หื่นกระหาย จะทำยังไง
พ พก่อนเดินทางไกลนับแล้วมี 10 คน...เหตุไฉนอยู่ในป่าถึงนับได้ 11 คน...พ พเครื่องโดดหอ ทำไมใครๆก็อยาก สละสิทธิ์ ตั้งแต่เดินขึ้น...พ
พทั้งหมดนี้ติดตามได้ใน ตอนต่อไปพ |
|
พอ่าน เรื่องเล่าเขาชนไก่ ตอนที่ 1 : ดินแดนนี้มีที่มา คลิกที่นี่พ |
|
พอ่าน เรื่องเล่าเขาชนไก่ ตอนที่ 3 : ได้เวลาออกฝึก...คลิกที่นี่พ |







78 ความคิดเห็น
^^;
มาต่อเร็วๆ น่าพี่ลาเต้...
กำลังมันส์เลย...
ไม่อยากเข้าอะค่า T^T...
ชอบๆจะติดตามคร่า
อ่านแล้วซึ้งอ่ะ
เราว่ามันทางสนุกทั้งซึ้งเลย แต่ไม่รุ้ว่าผุ้ชายเค้าจะรู้สึกไงกันมั่งเนอะ