สวัสดีค่ะ น้องๆ ชาว Dek-D ทุกคน มีใครเคยเป็นเหมือนพี่แป้งบ้างมั้ยคะ ที่บางวันก็รู้สึกว่าอยากจะนอนเฉยๆ อยู่บนเตียงทั้งวันภายในห้อง หรือนั่งจิ้มนั่งไถหน้าจอมือถือไปเรื่อยๆ ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากพบเจอกับใครทั้งนั้น ซึ่งบางทีมันอาจจะเกิดจากความเหนื่อยล้า หรือก่อนหน้านี้เราได้พบเจอกับเรื่องที่มันหนักเกินกว่าใจจะรับไหว หรือไม่ก็อาจจะกำลังโดนเจ้าตัวขี้เกียจเล่นงานอยู่ เราเลยไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น ซึ่งบางคนก็นิยามพฤติกรรมเหล่านี้ว่าตัวเองเป็นคน “โลกส่วนตัวสูง”
แต่! ถ้าหากว่าใครมีพฤติกรรมถึงขั้นที่อยากจะแยกตัวออกจากสังคม ไม่อยากพูดคุย หรือแทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัวเลย โดยเฉพาะคนในครอบครัว เอาแต่เก็บตัวอยู่ภายในห้องเป็นระยะเวลานานหลายเดือน บางทีน้องๆ อาจจะตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “ฮิคิโคโมริ” อยู่ก็ได้ค่ะ
ทำความรู้จักกับ “ฮิคิโคโมริ” อาการของคนชอบเก็บตัว ไม่อยากออกไปเจอสังคม
ฮิคิโคโมริ (Hikikomori) มีอีกหนึ่งชื่อเรียกสั้นๆ ว่า “ฮิคกี้” เป็นคำที่อธิบายถึงพฤติกรรมของคนที่ชอบเก็บตัว พยายามปลีกตัวออกจากสังคม และกักขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง รวมถึงพยายามหลบหนี เพื่อไม่ให้ตัวเองพบปะกับผู้คน หรืออาจเรียกได้ว่า พยายามทำให้ตัวเองหายไปจากโลกความจริง
โดยส่วนใหญ่แล้วจะพบผู้ที่มีอาการฮิคิโคโมริในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ทางสังคม รวมถึงระบบการศึกษาที่ทำให้ในประเทศญี่ปุ่นมีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้หลายๆ คนเกิดความกดดันและเครียด จนท้ายที่สุดจึงเลือกที่จะหลบหนีออกจากสังคม ด้วยการเก็บตัวอยู่ในห้อง เพื่อที่ให้ตัวเองหลุดพ้นจากสภาวะกดดันที่พบเจอ
ลักษะณะอาการของฮิคิโคโมริ
ต้องบอกก่อนว่า ฮิคิโคโมริไม่ใช่โรค ที่ญี่ปุ่นเขานิยามให้ฮิคิโคโมริเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ทางสังคม โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในกลุ่มวัยรุ่น มีช่วงอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 15-39 ปี ซึ่งเป็นวัยที่อยู่ในช่วงเรียนมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย และมักจะเกิดกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
สำหรับอาการของฮิคิโคโมริจะไม่แสดงความผิดปกติทางร่างกายแต่อย่างใด เพราะเป็นภาวะที่เกิดขึ้นกับจิตใจ โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะแสดงพฤติกรรมที่ชอบอยู่แต่ในห้องคนเดียว ไม่ออกไปพบปะผู้คน หมกมุ่นทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ บางคนอาจหนักถึงขั้นไม่ยอมไปโรงเรียนเลยก็มีค่ะ
คนที่มีอาการนี้จะมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เป็นแบบปุบปับทันที แต่จะเริ่มจากเกิดความรู้สึกขาดความมั่นใจ พูดน้อยลง ไม่มีความสุข และพยายามตีตัวออกห่างจากเพื่อนๆ หรือคนใกล้ชิด ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า คนที่เสี่ยงมีอาการฮิคิโคโมริจะต้องมีการปลีกตัวออกจากสังคมอย่างน้อย “6 เดือน” ขึ้นไป
“ฮิโคโมริ” ในประเทศไทย
ปัจจุบันภาวะฮิคิโคโมริ นอกจากจะพบในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ยังสามารถพบได้ในประเทศเกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ แต่ในประเทศไทยยังไม่มีรายงาน “อย่างเป็นทางการ” เกี่ยวกับการพบอาการฮิคิโคโมริค่ะ
จากการเปิดเผยของ แพทย์หญิงพรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต พบว่า ในประเทศมีเด็กหรือกลุ่มคนที่มีอาการคล้ายกับฮิคิโคโมริอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถให้คำจำกัดความได้ว่าเป็น “ฮิคิโคโมริ” หรือไม่
คุณหมอกล่าวว่า “ถามว่าเป็นภาวะเดียวกันหรือเปล่า อาจจะใช่ แต่ในญี่ปุ่นจะมีการสังเกตพฤติกรรมอาการ ซึ่งเรียกไม่เหมือนกัน ถ้าเข้าไปดูอาการวินิจฉัยทางจิตเวชของญี่ปุ่น เขาจะมีเยอะมาก ซึ่งพอมีปรากฏการณ์นี้ก็ใช้ศัพท์ที่เฉพาะ ไม่ได้ใช้ชื่อที่เป็นสากลที่จะสามารถอธิบายความเชื่อมโยงได้” ซึ่งคุณหมอจึงขอเรียกลักษณะอาการที่คล้ายกับฮิคิโคโมริว่า "โรคแยกตัวจากสังคม" โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่มคือ
- กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ป่วย - มีภาวะเข้าสังคมไม่ได้ จึงแยกตัวเองออกมา รวมถึงอาจเคยพบเจอเรื่องราวที่รู้สึกสะเทือนใจ จนทำให้ไม่สามารถทนอยู่ในสังคมได้
- กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่ไม่ป่วย - แต่ตัดสินใจไม่อยู่ในสังคม โดยจะอยู่กับความสนใจเฉพาะตัว และไม่ต้องการพูดคุยกับใคร ขอแค่ได้มีความสุขและอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบก็พอ
สำหรับกลุ่มที่ป่วยจะมีอาการเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง กลุ่มนี้จะมีความรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากเล่นกับเพื่อน และไม่ออกจากห้องเลย แต่โชคดีที่ระบบครอบครัวของไทยจะไม่ปล่อยให้เด็กมีชีวิตตามลำพังเท่าไหร่ โดยมาก 2-3 เดือนก็เป็นปกติ
ต่างจากครอบครัวของญี่ปุ่น หากพบว่าลูกของตัวเองมีปัญหาดังกล่าว ผู้ปกครองจะพยายามปกปิดอาการไว้ เพราะความอาย กลัวโดนนินทา จึงแก้ปัญหาด้วยการปล่อยให้เด็กมีพฤติกรรมแบบนั้นต่อไป ดังนั้นที่ญี่ปุ่นจึงมองว่า คนกลุ่มนี้คือตัวทำลายเศรษฐกิจ
สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะฮิคิโคโมริ
ปัจจัยที่ส่งผลให้ให้เกิดภาวะฮิคิโคโมริ มีดังนี้
1.แรงกดดัน - ทั้งแรงกดดันจากสังคม ครอบครัว คนรอบข้าง รวมถึงตัวเอง ที่ส่งผลร้ายแรงเกินกว่าจะแบกรับไหว เช่น เรื่องเรียนหรือความสามารถ ทำให้เกิดความเครียดสะสม และหลีกหนีการพบปะผู้คน
2.ความผิดหวัง - พบเจอกับความผิดหวัง หรือเรื่องที่ทำให้ใจสลายจากสังคมภายนอก ครอบครัว หรือแม้แต่ตัวเอง ส่งผลให้เกิดการกล่าวโทษและกักขังตัวเอง เพื่อหนีความผิด
3.ความแตกต่าง ไม่เหมือนคนอื่น - มนุษย์เราแต่ละคนล้วนมีความแตกต่าง แต่บางครั้งความแตกต่างก็กลายเป็นประเด็นที่ทำให้คนรอบข้างมองว่า เป็นตัวประหลาด ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่โดนกระทำนั้นขาดความมั่นใจ จนต้องแยกตัวจากสังคม
4.ปัญหาครอบครัว - ไม่ว่าจะเป็น การทะเลาะ การขาดความเอาใจใส่และไม่มีเวลาให้กัน การใช้ความรุนแรง ที่อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและจิตใจ ทำให้เด็กๆ ไม่ไว้และไม่กล้าพูดคุยกับคนในครอบครัว
ผลกระทบจาก COVID-19 อาจส่งผลให้เกิดอาการฮิคิโคโมริ
อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลให้เกิดอาการฮิคิโคโมริ ก็คือ สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ที่ทำให้ประชากรทั่วโลก ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นรูปแบบใหม่เพื่อรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งภายใต้สถานการณ์ COVID-19 นี้ เราถูกบังคับให้ตัดขาดจากสังคมเป็นเวลายาวนาน ทำให้หลายคนรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว กระวนกระวาย ฟุ้งซ่าน จนส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต โดยเฉพาะกับนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องเรียนออนไลน์กันเป็นเวลานานก็ยิ่งทำให้เกิดความเครียดและความกดดันมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นลดลง ซึ่งส่งผลให้บางคนเริ่มแยกตัวออกจากสังคมอีกด้วยค่ะ

แยกให้ออกระหว่าง โลกส่วนตัวสูง vs ฮิคิโคโมริ
อ่านมีถึงตรงนี้แล้วบางคนอาจจะเริ่มเป็นกังวลคิดว่า เอ๊ะ นี่เรากำลังมีอาการฮิคกี้อยู่หรือเปล่านะ? อย่าเพิ่งตกใจกันไปนะ จริงๆ แล้วคนที่มีโลกส่วนตัวสูงกับคนที่มีอาการฮิคิโคโมรินั้นแตกต่างกันค่ะ
ในกรณีของโลกส่วนตัวสูง คนกลุ่มนี้จะไม่ค่อยชอบออกไปเจอสังคมหรือใช้เวลาร่วมกันผู้อื่นมากเท่าไหร่ แต่ยังสามารถพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้ และไม่แสดงอาการต่อต้านอย่างน่ากลัว ต่างกับกลุ่มที่มีอาการฮิคิโคโมริ ที่แม้แต่จะก้าวขาออกมาจากห้องนอนก็จะไม่ยอมออกไปเด็ดขาด หากจำเป็นจริงๆ ก็จะออกมาเพื่อหาอาหารกินเท่านั้น ซึ่งส่วนมากจะเป็นตอนกลางคืนที่คนในบ้านหลับไปแล้วหรือในตอนที่ไม่คนอยู่บ้าน แต่ถ้าต้องออกไปนอกบ้านก็จะปกปิดใบหน้าตัวเองอย่างมิดชิด เพื่อหลีกหนีการพบปะผู้คน
5 สัญญาณเตือนอาการ "ฮิคิโคโมริ"
หากน้องๆ คนไหนที่กังวลว่า ตัวเองเสี่ยงตกอยู่ในภาวะฮิคิโคโมริ หรือเปล่า ลองเช็กอาการดูกันได้นะ
- ไม่ยอมออกจากบ้าน แม้ว่าจะเป็นแค่การไปที่ใกล้ๆ อย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป
- หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น แม้แต่คนในครอบครัว เพราะไม่ต้องการให้ใครถามไถ่หรือยุ่งกับตัวเอง
- ห้ามใครเข้าไปในห้องเด็ดขาด และสามารถอยู่ในห้องได้ทั้งวันทั้งคืน เป็นเดือนๆ เพื่อทำเพียงแค่สิ่งที่สนใจอย่าง เช่น อ่านการ์ตูน เล่นเกม
- เล่นโซเชียลมีเดีย แต่ไม่ติดต่อสื่อสารกับใครเลย
- บางครั้งมีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือต่อต้านอย่างรุนแรง หากโดนบังคับหรือถูกพาออกมาจากโลกที่ตัวเองสร้างไว้
วิธีป้องกันและรับมือกับฮิคิโคโมริ
แม้ว่าฮิคิโคโมริจะไม่ใช่โรค แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยปละละเลยไปค่ะ ผู้ที่มีอาการจะต้องได้รับการเยียวยาโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นอาจจะพัฒนาไปสู่ภาวะของการเป็นโรคทางจิตเวชอื่นๆ ได้ โดยมีวิธีป้องกันและรับมือง่ายๆ ดังนี้
สำหรับผู้ที่มีอาการ
- ตัดความคิดลบทิ้งไป และมองโลกในแง่บวกมากขึ้น
- พยายามพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ทำให้เราได้รับพลังบวก
- ลดการกดดันหรือคาดหวังในตัวเองลง
- ออกไปพบปะและพูดคุยกับคนที่ทำให้เราสบายใจ
- หากิจกรรมที่ชอบหรือสนใจที่สามารถทำได้นอกบ้าน
- ชื่นชมและให้กำลังใจในตัวเองบ่อยๆ
- ปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อเข้ารับการบำบัด
สำหรับคนใกล้ชิด
- สังเกตพฤติกรรมหรือความชอบ และพูดคุยเรื่องที่เขาสนใจให้มากขึ้น
- อย่าสร้างความกดดันหรือตำหนิ เพราะจะยิ่งทำให้เขาไม่ไว้ใจและรู้สึกแย่กว่าเดิม
- เปิดใจรับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้เขากล้าแสดงออก
- แสดงออกทางการกระทำมากกว่าการพูด และคอยอยู่เคียงข้าง
- ส่งเสริมการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น แต่ไม่บีบบังคับ
- หมั่นชื่นชมและให้กำลังใจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเขามากขึ้น
แม้ว่าอาการฮิคิโคโมริจะยังไม่ถูกพบอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่น้องๆ เริ่มมีพฤติกรรมชอบเก็บตัวโดยที่ไม่ออกจากห้องเลยติดต่อกัน 2-3 วัน หรือนานกว่านั้น แนะนำว่าให้รีบชวนเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ทำกิจกรรมที่ชอบ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด เพื่อให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรือฟุ้งซ่าน ที่สำคัญไม่ควรปล่อยไว้นานๆ เพราะอาจลุกลามกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ค่ะ เอาเป็นว่า ถ้าใครที่มีเรื่องแย่ๆ หรือไม่สบายใจก็สามารถมาระบายหรือพูดคุยกับพี่แป้งได้เสมอนะคะ ^^
ข้อมูลจาก : http://www.sure.su.ac.th/xmlui/bitstream/id/f7cdeb04-a5d3-4503-9b29-889b5dac7095/BA_Pornsarin_Rattanaphotchanad.pdf?attempt=2https://www.britannica.com/science/hikikomorihttps://www.parentsone.com/hikikomori-kid/ภาพจาก : https://www.freepik.com/
0 ความคิดเห็น