เช็กให้ชัวร์! แค่โลกส่วนตัวสูงหรือเสี่ยงเป็นภาวะ “ฮิคิโคโมริ” กันแน่

สวัสดีค่ะ น้องๆ ชาว Dek-D ทุกคน มีใครเคยเป็นเหมือนพี่แป้งบ้างมั้ยคะ ที่บางวันก็รู้สึกว่าอยากจะนอนเฉยๆ อยู่บนเตียงทั้งวันภายในห้อง หรือนั่งจิ้มนั่งไถหน้าจอมือถือไปเรื่อยๆ ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากพบเจอกับใครทั้งนั้น ซึ่งบางทีมันอาจจะเกิดจากความเหนื่อยล้า หรือก่อนหน้านี้เราได้พบเจอกับเรื่องที่มันหนักเกินกว่าใจจะรับไหว หรือไม่ก็อาจจะกำลังโดนเจ้าตัวขี้เกียจเล่นงานอยู่ เราเลยไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น ซึ่งบางคนก็นิยามพฤติกรรมเหล่านี้ว่าตัวเองเป็นคน “โลกส่วนตัวสูง”

แต่! ถ้าหากว่าใครมีพฤติกรรมถึงขั้นที่อยากจะแยกตัวออกจากสังคม ไม่อยากพูดคุย หรือแทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัวเลย โดยเฉพาะคนในครอบครัว เอาแต่เก็บตัวอยู่ภายในห้องเป็นระยะเวลานานหลายเดือน บางทีน้องๆ อาจจะตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “ฮิคิโคโมริ” อยู่ก็ได้ค่ะ

เช็กให้ชัวร์! แค่โลกส่วนตัวสูงหรือเสี่ยงเป็นภาวะ “ฮิคิโคโมริ” กันแน่
เช็กให้ชัวร์! แค่โลกส่วนตัวสูงหรือเสี่ยงเป็นภาวะ “ฮิคิโคโมริ” กันแน่

ทำความรู้จักกับ “ฮิคิโคโมริ” อาการของคนชอบเก็บตัว ไม่อยากออกไปเจอสังคม

ฮิคิโคโมริ (Hikikomori) มีอีกหนึ่งชื่อเรียกสั้นๆ ว่า “ฮิคกี้” เป็นคำที่อธิบายถึงพฤติกรรมของคนที่ชอบเก็บตัว พยายามปลีกตัวออกจากสังคม และกักขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง รวมถึงพยายามหลบหนี เพื่อไม่ให้ตัวเองพบปะกับผู้คน หรืออาจเรียกได้ว่า พยายามทำให้ตัวเองหายไปจากโลกความจริง  

โดยส่วนใหญ่แล้วจะพบผู้ที่มีอาการฮิคิโคโมริในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ทางสังคม รวมถึงระบบการศึกษาที่ทำให้ในประเทศญี่ปุ่นมีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้หลายๆ คนเกิดความกดดันและเครียด จนท้ายที่สุดจึงเลือกที่จะหลบหนีออกจากสังคม ด้วยการเก็บตัวอยู่ในห้อง เพื่อที่ให้ตัวเองหลุดพ้นจากสภาวะกดดันที่พบเจอ

ลักษะณะอาการของฮิคิโคโมริ

ต้องบอกก่อนว่า ฮิคิโคโมริไม่ใช่โรค ที่ญี่ปุ่นเขานิยามให้ฮิคิโคโมริเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ทางสังคม โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในกลุ่มวัยรุ่น มีช่วงอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 15-39 ปี ซึ่งเป็นวัยที่อยู่ในช่วงเรียนมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย และมักจะเกิดกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  

สำหรับอาการของฮิคิโคโมริจะไม่แสดงความผิดปกติทางร่างกายแต่อย่างใด เพราะเป็นภาวะที่เกิดขึ้นกับจิตใจ โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะแสดงพฤติกรรมที่ชอบอยู่แต่ในห้องคนเดียว ไม่ออกไปพบปะผู้คน หมกมุ่นทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ บางคนอาจหนักถึงขั้นไม่ยอมไปโรงเรียนเลยก็มีค่ะ

คนที่มีอาการนี้จะมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เป็นแบบปุบปับทันที แต่จะเริ่มจากเกิดความรู้สึกขาดความมั่นใจ พูดน้อยลง ไม่มีความสุข และพยายามตีตัวออกห่างจากเพื่อนๆ หรือคนใกล้ชิด ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า คนที่เสี่ยงมีอาการฮิคิโคโมริจะต้องมีการปลีกตัวออกจากสังคมอย่างน้อย “6 เดือน” ขึ้นไป

  “ฮิโคโมริ” ในประเทศไทย 

ปัจจุบันภาวะฮิคิโคโมริ นอกจากจะพบในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ยังสามารถพบได้ในประเทศเกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ แต่ในประเทศไทยยังไม่มีรายงาน “อย่างเป็นทางการ” เกี่ยวกับการพบอาการฮิคิโคโมริค่ะ  

จากการเปิดเผยของ แพทย์หญิงพรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต พบว่า ในประเทศมีเด็กหรือกลุ่มคนที่มีอาการคล้ายกับฮิคิโคโมริอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถให้คำจำกัดความได้ว่าเป็น “ฮิคิโคโมริ” หรือไม่

คุณหมอกล่าวว่า “ถามว่าเป็นภาวะเดียวกันหรือเปล่า อาจจะใช่ แต่ในญี่ปุ่นจะมีการสังเกตพฤติกรรมอาการ ซึ่งเรียกไม่เหมือนกัน ถ้าเข้าไปดูอาการวินิจฉัยทางจิตเวชของญี่ปุ่น เขาจะมีเยอะมาก ซึ่งพอมีปรากฏการณ์นี้ก็ใช้ศัพท์ที่เฉพาะ ไม่ได้ใช้ชื่อที่เป็นสากลที่จะสามารถอธิบายความเชื่อมโยงได้” ซึ่งคุณหมอจึงขอเรียกลักษณะอาการที่คล้ายกับฮิคิโคโมริว่า "โรคแยกตัวจากสังคม" โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่มคือ

 

  • กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ป่วย - มีภาวะเข้าสังคมไม่ได้ จึงแยกตัวเองออกมา รวมถึงอาจเคยพบเจอเรื่องราวที่รู้สึกสะเทือนใจ จนทำให้ไม่สามารถทนอยู่ในสังคมได้
  • กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่ไม่ป่วย - แต่ตัดสินใจไม่อยู่ในสังคม โดยจะอยู่กับความสนใจเฉพาะตัว และไม่ต้องการพูดคุยกับใคร ขอแค่ได้มีความสุขและอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบก็พอ

สำหรับกลุ่มที่ป่วยจะมีอาการเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง กลุ่มนี้จะมีความรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากเล่นกับเพื่อน และไม่ออกจากห้องเลย แต่โชคดีที่ระบบครอบครัวของไทยจะไม่ปล่อยให้เด็กมีชีวิตตามลำพังเท่าไหร่ โดยมาก 2-3 เดือนก็เป็นปกติ  

ต่างจากครอบครัวของญี่ปุ่น หากพบว่าลูกของตัวเองมีปัญหาดังกล่าว ผู้ปกครองจะพยายามปกปิดอาการไว้ เพราะความอาย กลัวโดนนินทา จึงแก้ปัญหาด้วยการปล่อยให้เด็กมีพฤติกรรมแบบนั้นต่อไป ดังนั้นที่ญี่ปุ่นจึงมองว่า คนกลุ่มนี้คือตัวทำลายเศรษฐกิจ  

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะฮิคิโคโมริ

ปัจจัยที่ส่งผลให้ให้เกิดภาวะฮิคิโคโมริ มีดังนี้

1.แรงกดดัน - ทั้งแรงกดดันจากสังคม ครอบครัว คนรอบข้าง รวมถึงตัวเอง ที่ส่งผลร้ายแรงเกินกว่าจะแบกรับไหว เช่น เรื่องเรียนหรือความสามารถ ทำให้เกิดความเครียดสะสม และหลีกหนีการพบปะผู้คน

2.ความผิดหวัง - พบเจอกับความผิดหวัง หรือเรื่องที่ทำให้ใจสลายจากสังคมภายนอก ครอบครัว หรือแม้แต่ตัวเอง ส่งผลให้เกิดการกล่าวโทษและกักขังตัวเอง เพื่อหนีความผิด

3.ความแตกต่าง ไม่เหมือนคนอื่น - มนุษย์เราแต่ละคนล้วนมีความแตกต่าง แต่บางครั้งความแตกต่างก็กลายเป็นประเด็นที่ทำให้คนรอบข้างมองว่า เป็นตัวประหลาด ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่โดนกระทำนั้นขาดความมั่นใจ จนต้องแยกตัวจากสังคม

4.ปัญหาครอบครัว - ไม่ว่าจะเป็น การทะเลาะ การขาดความเอาใจใส่และไม่มีเวลาให้กัน การใช้ความรุนแรง ที่อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและจิตใจ ทำให้เด็กๆ ไม่ไว้และไม่กล้าพูดคุยกับคนในครอบครัว  

ผลกระทบจาก COVID-19 อาจส่งผลให้เกิดอาการฮิคิโคโมริ

อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลให้เกิดอาการฮิคิโคโมริ ก็คือ สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ที่ทำให้ประชากรทั่วโลก ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นรูปแบบใหม่เพื่อรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งภายใต้สถานการณ์ COVID-19 นี้ เราถูกบังคับให้ตัดขาดจากสังคมเป็นเวลายาวนาน ทำให้หลายคนรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว กระวนกระวาย ฟุ้งซ่าน จนส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต โดยเฉพาะกับนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องเรียนออนไลน์กันเป็นเวลานานก็ยิ่งทำให้เกิดความเครียดและความกดดันมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นลดลง ซึ่งส่งผลให้บางคนเริ่มแยกตัวออกจากสังคมอีกด้วยค่ะ  

แยกให้ออกระหว่าง โลกส่วนตัวสูง vs ฮิคิโคโมริ

อ่านมีถึงตรงนี้แล้วบางคนอาจจะเริ่มเป็นกังวลคิดว่า เอ๊ะ นี่เรากำลังมีอาการฮิคกี้อยู่หรือเปล่านะ? อย่าเพิ่งตกใจกันไปนะ จริงๆ แล้วคนที่มีโลกส่วนตัวสูงกับคนที่มีอาการฮิคิโคโมรินั้นแตกต่างกันค่ะ  

ในกรณีของโลกส่วนตัวสูง คนกลุ่มนี้จะไม่ค่อยชอบออกไปเจอสังคมหรือใช้เวลาร่วมกันผู้อื่นมากเท่าไหร่ แต่ยังสามารถพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้ และไม่แสดงอาการต่อต้านอย่างน่ากลัว ต่างกับกลุ่มที่มีอาการฮิคิโคโมริ ที่แม้แต่จะก้าวขาออกมาจากห้องนอนก็จะไม่ยอมออกไปเด็ดขาด หากจำเป็นจริงๆ ก็จะออกมาเพื่อหาอาหารกินเท่านั้น ซึ่งส่วนมากจะเป็นตอนกลางคืนที่คนในบ้านหลับไปแล้วหรือในตอนที่ไม่คนอยู่บ้าน แต่ถ้าต้องออกไปนอกบ้านก็จะปกปิดใบหน้าตัวเองอย่างมิดชิด เพื่อหลีกหนีการพบปะผู้คน  

5 สัญญาณเตือนอาการ "ฮิคิโคโมริ"

หากน้องๆ คนไหนที่กังวลว่า ตัวเองเสี่ยงตกอยู่ในภาวะฮิคิโคโมริ หรือเปล่า ลองเช็กอาการดูกันได้นะ

  • ไม่ยอมออกจากบ้าน แม้ว่าจะเป็นแค่การไปที่ใกล้ๆ อย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป
  • หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น แม้แต่คนในครอบครัว เพราะไม่ต้องการให้ใครถามไถ่หรือยุ่งกับตัวเอง
  • ห้ามใครเข้าไปในห้องเด็ดขาด และสามารถอยู่ในห้องได้ทั้งวันทั้งคืน เป็นเดือนๆ เพื่อทำเพียงแค่สิ่งที่สนใจอย่าง เช่น อ่านการ์ตูน เล่นเกม
  • เล่นโซเชียลมีเดีย แต่ไม่ติดต่อสื่อสารกับใครเลย
  • บางครั้งมีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือต่อต้านอย่างรุนแรง หากโดนบังคับหรือถูกพาออกมาจากโลกที่ตัวเองสร้างไว้

วิธีป้องกันและรับมือกับฮิคิโคโมริ

แม้ว่าฮิคิโคโมริจะไม่ใช่โรค แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยปละละเลยไปค่ะ ผู้ที่มีอาการจะต้องได้รับการเยียวยาโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นอาจจะพัฒนาไปสู่ภาวะของการเป็นโรคทางจิตเวชอื่นๆ ได้ โดยมีวิธีป้องกันและรับมือง่ายๆ ดังนี้

สำหรับผู้ที่มีอาการ

  • ตัดความคิดลบทิ้งไป และมองโลกในแง่บวกมากขึ้น
  • พยายามพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ทำให้เราได้รับพลังบวก
  • ลดการกดดันหรือคาดหวังในตัวเองลง
  • ออกไปพบปะและพูดคุยกับคนที่ทำให้เราสบายใจ
  • หากิจกรรมที่ชอบหรือสนใจที่สามารถทำได้นอกบ้าน
  • ชื่นชมและให้กำลังใจในตัวเองบ่อยๆ
  • ปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อเข้ารับการบำบัด

สำหรับคนใกล้ชิด

  • สังเกตพฤติกรรมหรือความชอบ และพูดคุยเรื่องที่เขาสนใจให้มากขึ้น
  • อย่าสร้างความกดดันหรือตำหนิ เพราะจะยิ่งทำให้เขาไม่ไว้ใจและรู้สึกแย่กว่าเดิม
  • เปิดใจรับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้เขากล้าแสดงออก
  • แสดงออกทางการกระทำมากกว่าการพูด และคอยอยู่เคียงข้าง
  • ส่งเสริมการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น แต่ไม่บีบบังคับ
  • หมั่นชื่นชมและให้กำลังใจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเขามากขึ้น

แม้ว่าอาการฮิคิโคโมริจะยังไม่ถูกพบอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่น้องๆ เริ่มมีพฤติกรรมชอบเก็บตัวโดยที่ไม่ออกจากห้องเลยติดต่อกัน 2-3 วัน หรือนานกว่านั้น แนะนำว่าให้รีบชวนเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ทำกิจกรรมที่ชอบ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด เพื่อให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรือฟุ้งซ่าน ที่สำคัญไม่ควรปล่อยไว้นานๆ เพราะอาจลุกลามกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ค่ะ เอาเป็นว่า ถ้าใครที่มีเรื่องแย่ๆ หรือไม่สบายใจก็สามารถมาระบายหรือพูดคุยกับพี่แป้งได้เสมอนะคะ ^^

 

ข้อมูลจาก :  http://www.sure.su.ac.th/xmlui/bitstream/id/f7cdeb04-a5d3-4503-9b29-889b5dac7095/BA_Pornsarin_Rattanaphotchanad.pdf?attempt=2https://www.britannica.com/science/hikikomorihttps://www.parentsone.com/hikikomori-kid/ภาพจาก  : https://www.freepik.com/

 

 

พี่แป้ง

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น