สวัสดีค่ะ น้องๆ ชาว Dek-D.com มีใครเคยรู้สึกว่า เวลาคุยกับคนในครอบครัวมักจะสื่อสารกันไม่เข้าใจ จนเกิดความขัดแย้งบ้างมั้ยคะ แถมคำพูดบางคำที่ได้ฟังก็ดันทำร้ายความรู้สึก และบั่นทอนจิตใจของเราด้วย หรือในบางครั้งก็เป็นตัวเราเองที่เผลอพูดคำพูดรุนแรง เพื่อสื่ออารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดออกไป ซึ่งมันก็อาจทำร้ายความรู้สึกของคนฟังเหมือนกัน
เราไม่มีทางรู้เลยว่า แต่ละประโยคที่ที่เราพูดออกไป มันจะทำให้คนฟังรู้สึกแย่ขนาดไหน กลับกันพอเป็นเราเองที่ได้ฟังคำพูดเหล่านั้นบ้าง…ก็คงรู้สึกเจ็บหัวใจไม่น้อยเลย ใช่มั้ยล่ะคะ? เชื่อว่าน้องๆ ก็คงอยากจะเป็นทั้งผู้พูดที่ดี และผู้ฟังที่อยากได้ยินคำพูดดีๆ เหมือนกัน ซึ่งวันนี้พี่แป้งมี How to พูดรักษาความสัมพันธ์ ด้วยเทคนิค ‘I-Message’ มาแนะนำทุกคนค่ะ จะมีขั้นตอนอะไรบ้าง มาอ่านไปพร้อมๆ กันเลย!
ช่วงวัยที่ห่างกับความคิดที่ต่าง
ด้วย Generation ที่ต่างกัน บวกกับช่วงอายุที่ห่างกัน ระหว่างวัยรุ่นและคนในครอบครัว ส่งผลให้ความคิด ความเชื่อ และทัศนคติในเรื่องต่าง ๆ ของคนทั้งสองวัยนั้นมีความแตกต่างกันมากพอสมควร ซึ่งคงเป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้วที่บางทีอาจมีเรื่องให้ต้องทะเลาะ และถกเถียงกัน เพราะความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน แต่ถ้ามีเรื่องให้ต้องถกเถียงกันบ่อยๆ ก็อาจทำให้แต่ละคนสร้างกำแพงระหว่างกัน จนทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแย่ลงได้
ยอมรับในความแตกต่างระหว่างวัย เพื่อรักษาสายสัมพันธ์
พี่แป้งมีโอกาสได้พูดคุยกับ พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หรือคุณหมอมีมี่ เจ้าของเพจ ‘หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง’ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาความสัมพันธ์และความแตกต่างระหว่างวัยของคนในครอบครัว โดยคุณหมอได้ให้คำแนะนำว่า
เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ต้องเริ่มจากที่ทุกคนในครอบครัว เปิดใจยอมรับในความแตกต่างซึ่งกันและกัน โดยที่ไม่ตัดสินว่าใครถูกใครผิด เพราะแต่ละคนล้วนเติบโตมาด้วยสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน ถ้าทุกคนสามารถทำความเข้าใจมุมมองความคิดของคนในแต่ละ Generation ได้ มันก็จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว และการสื่อสารพูดคุยกันภายในครอบครัวก็จะเป็นเรื่องง่ายมากขึ้นค่ะ
I-Message คืออะไร?
ได้ยินคำว่า I-Message น้อง ๆ หลายคนคงคิดว่า ใช่แอปพลิเคชันรับส่งข้อความในโอโฟนหรือเปล่านะ? ถ้าในมุมเทคโนโลยีก็ใช่ค่ะ แต่ถ้าเป็นเทคนิคจิตวิทยาแล้วล่ะก็ I-Message คือ วิธีแสดงความคิดและความรู้สึก ซึ่งถือว่าเป็นการสื่อสารเชิงบวกรูปแบบหนึ่ง โดยที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจ เปิดใจรับฟัง และไม่เกิดการต่อต้านกับคำพูดเหล่านั้น รวมถึงสามารถกระตุ้น และโน้มน้าวให้ผู้ฟังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อีกด้วย
ขั้นตอนการพูดด้วยเทคนิค I-Message
วิธีที่ดีที่สุดในการพูดถึงประเด็นหรือปัญหาได้อย่างชัดเจน และตรงไปตรงมาโดยที่ไม่ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกไม่ดี ควรพูดตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้
- ฉันคิดว่า__________ (ความคิดของตัวเองเกี่ยวกับสถานการณ์) ฉันรู้สึก__________ (อย่าลืมระบุอารมณ์มากกว่าความคิด เช่น ตื่นเต้น กังวล เป็นห่วง ฯลฯ)
- เพราะ__________ (ให้เหตุผลที่เจาะจงที่ทำให้เรารู้สึกแบบนี้ โดยควรยกตัวอย่างให้ชัดเจน)
- ฉันต้องการ__________ (ให้คำแนะนำในสิ่งที่เราคิดว่าสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้)
ตัวอย่างการใช้ประโยคแบบ I-Message
สถานการณ์สิ่งรบกวนระหว่างมื้ออาหารของครอบครัว :
ฉันคิดว่าเวลาอาหารเย็นเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว ฉันรู้สึกหงุดหงิดและกังวลที่ครอบครัวของเราบางคนส่งข้อความหาเพื่อน หรือดูทีวีระหว่างมื้ออาหาร เพราะฉันคิดว่าเวลาอาหารเย็นเป็นโอกาสดีที่จะได้คุยกัน ฉันต้องการให้ทุกคนปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในระหว่างมื้อค่ำ เพื่อให้เราได้พูดคุยกันมากขึ้น
Tip : เวลาพูดสามารถปรับเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเองเป็นอย่างอื่นก็ได้นะคะ ไม่จำเป็นจะต้องใช้คำว่า 'ฉัน' อย่างเดียว ควรเลือกใช้สรรพนามให้เหมาะสม ดูสถานการณ์ว่าตอนนั้นเรากำลังพูดคุยอยู่กับใคร ถ้าผู้ฟังโตกว่าเราอาจจะแทนตัวเองด้วยคำว่า หนู/ผม หรือบางคนจะใช้เป็นชื่อตัวเองก็ได้เหมือนกันค่ะ
You-Message ตัวการสำคัญที่อาจทำให้เกิดการทะเลาะ
น้องๆ ทราบกันมั้ยคะว่า ประโยคต่างๆ ที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน หรือที่ได้ยินอยู่ตลอดเวลา ส่วนใหญ่แล้วเป็นการสื่อสารแบบ You-Message ซึ่งเป็นประโยคที่บางครั้งเราฟังแล้วอาจรู้สึกว่า ผู้พูดกำลังตำหนิ กล่าวโทษ หรือสั่ง มากกว่าพูดเพื่อให้แก้ไขซะอีก ซึ่งส่งผลให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกเชิงลบ และอาจทำให้เกิดความขัดแย้งกันได้ในบางครั้ง
ความแตกต่างระหว่าง I-Message และ You-Message
หลายคนอาจสงสัยว่าแล้ว I-Message และ You-Message ต่างกันยังไง เพื่อให้ภาพชัดมากขึ้น พี่แป้งจะทำตารางเปรียบเทียบให้ดูค่ะว่า การสื่อสารทั้ง 2 รูปแบบนี้มีข้อแตกต่างกัน
I-Message | You-Message |
|
|
ตัวอย่างประโยคแบบ I-Message และ You-Message
I-Message | You-Message |
|
|
จะเห็นได้ชัดเลยว่า การสื่อสารทั้ง 2 รูปแบบมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลกระทบที่มีต่อความรู้สึกของผู้ฟัง การพูดแบบ You-Message จะทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกว่า ผู้พูดนั้นกำลังสั่งตัวเอง ซึ่งอาจทำให้เขาเกิดความรู้สึกหงุดหงิดใจและต่อต้านผู้พูดได้ ส่วน I-Message ผู้ฟังจะสามารถรับรู้ถึงความห่วงใย หรือความต้องการที่แท้จริงของผู้พูด และอยากที่จะทำตามนั่นเองค่ะ
สิ่งสำคัญสำหรับการใช้เทคนิค I-Message
แม้ว่าการใช้ I-Message จะเป็นทักษะที่มีประโยชน์ ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกเชิงบวกเพิ่มขึ้น แต่ยังมีอีก 3 องค์ประกอบสำคัญที่ทุกคนจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ น้ำเสียง, สีหน้า, ท่าทาง และควรหลีกเลี่ยงคำหยาบคาย หรือถ้อยคำรุนแรงที่อาจทำร้ายความรู้สึก เพื่อถนอมน้ำใจผู้ฟัง รวมถึงตัวเราเองด้วยนะคะ
สิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่าง คือ หากตอนที่คุยกันเรายังคงมีอารมณ์โกรธหรือโมโหอยู่ อย่าเพิ่งพูดโต้กลับไปทันที เพราะอาจจะทำให้เรื่องเลยเถิดไปกันใหญ่ น้องๆ ควรถอยออกมาจัดการกับอารมณ์ของตัวเองก่อน เมื่อสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ค่อยกลับไปคุยกันใหม่อีกครั้ง รับรองว่าการสื่อสารภายในครอบครัวจะเป็นไปด้วยความเข้าใจอย่างแน่นอนค่ะ

ใช้พูดกับใครก็ได้ ไม่ใช่แค่คนในครอบครัว
อย่างที่ีพี่แป้งบอกไปค่ะว่า I-Message เป็นการสื่อสารเชิงบวกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าชีวิตนี้เราคงไม่ได้พูดคุยแค่กับคนในครอบครัวเท่านั้น เรายังต้องออกไปเจอสังคมภายนอก ไปใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน คุณครู แฟน ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนในสังคมนั้นล้วนมีความคิดและทัศนคติต่างกันโดยสิ้นเชิง และยากที่จะควบคุมมากกว่าคนในครอบครัวของเราซะอีก ดังนั้น การสื่อสารแบบ I-Message จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย เพื่อให้เราสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข และเกิดการบาดหมางกันน้อยที่สุด
เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับเทคนิค I-Message ที่พี่แป้งนำมาฝากน้องๆ กันในวันนี้ น้องๆ สามารถนำไปปรับใช้ และแนะนำคนในครอบครัว หรือเพื่อนๆ ได้เลยนะคะ บอกเลยว่า เป็นอีกหนึ่งเทคนิคดีๆ ที่ทำให้คนอื่นยอมรับความคิดของเรามากขึ้น แถมยังเป็นเทคนิคที่จิตแพทย์ และนักจิตวิทยาส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้อีกด้วยค่ะ
ข้อมูลจาก : https://extension.usu.edu/relationships/research/effective-communication-skills-i-message-and-beyondhttps://www.beyondintractability.org/essay/i-messages#:~:text=One%20way%20to%20do%20this,(another%20bad%20thing).%22รูปภาพจาก : www.freepik.com
0 ความคิดเห็น