Teen Coach EP.76 : เปิด 'วงจรการบูลลี่' ในรั้วโรงเรียน ที่หลายคนเคยเจอ

เคยุถูกบูลลี่ หรือเป็นฝ่ายที่บูลลี่คนอื่นไหม…

เด็กวัยเรียนมักต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งกัน (bullying) ซึ่งเป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว บางเหตุการณ์ก็ตกเป็นข่าวดังเนื่องจากเด็กที่ตกเป็นเหยื่อถูกบูลลี่ทุกรูปแบบอย่างรุนแรงติดต่อกันเป็นเวลานานจนตัดสินใจจบชีวิตลง หรืออย่างซีรีส์เกาหลีชื่อดัง "The Glory" ก็สะท้อนให้เห็นว่าเหยื่อต้องเจ็บปวดปางตายทั้งด้านร่างกายและจิตใจมากขนาดไหน จากประสบการณ์พี่หมอเอง หลายเคสที่ถูกบูลลี่ทำให้เด็กป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โรค PTSD (Post Traumatic Stress Disorder) และอีกหลายโรคทางจิตเวช ซึ่งตามหลอกหลอนและสร้างความทุกข์ทรมานให้กับเหยื่อไปตลอดชีวิต

การแกล้งกัน (Bullying) เกิดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ผู้ใหญ่มักเข้าใจผิดว่า “เด็กแค่เล่นกันเฉยๆ” แต่จริงๆ เด็กมีความสามารถในการบูลลี่เพื่อน เพื่อทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี พฤติกรรมบูลลี่ในแต่ละวัยมีรูปแบบแตกต่างกัน วัยเด็กเล็กจะดูยากหน่อย เพราะวิธีการยังไม่รุนแรง หรือฝ่ายที่ถูกบูลลี่มีข้อจำกัดด้านการเล่าเรื่องเลยไม่ได้เล่า ดังนั้นผู้ใหญ่ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล เพราะการให้ความช่วยเหลือตั้งแต่แรกที่เหตุการณ์ยังไม่รุนแรงจะได้ผลดี โดยผลเสียที่ตามมาจากการบูลลี่ ไม่ใช่เกิดแค่เฉพาะกับเด็กที่เป็นเหยื่อเท่านั้น แต่เด็กที่ไปบูลลี่คนอื่น และเด็กที่เห็นเหตุการณ์จะได้รับผลกระทบไปด้วย ยิ่งปล่อยทิ้งไว้นาน ความเสียหายจะยิ่งมาก

บูลลี่เกิดได้ทางไหนบ้าง?

การแกล้งกัน (Bullying) คือ พฤติกรรมที่เด็กคนเดียวหรือเป็นกลุ่มไปแกล้งเด็กคนอื่น โดยมีเจตนาที่จะทำร้ายร่างกายหรือจิตใจอีกฝ่าย (Deliberate) เป็นการแกล้งกันซ้ำๆ (Repeated) และต้องการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสิ้นหวัง ไม่มีอำนาจที่จะสู้ได้ (Power Imbalance) แบ่งประเภทของการกลั่นแกล้งได้เป็น 5 ประเภท

 

1. ทางร่างกาย (Physical Bullying) เช่น ตี ผลัก เตะ ต่อย หยิก

2. ทางคำพูด (Verbal Bullying) เช่น ล้อชื่อ ยั่วแหย่ ข่มขู่ ปล่อยข่าวลือ

3. ทางความสัมพันธ์ (Relational Bullying) เช่น ทำเป็นเพิกเฉย ไม่ยอมรับเข้ากลุ่ม

4. ทำลายทรัพย์สิน เช่น ไถเงิน เอาของไปซ่อน

5. ทางสื่อออนไลน์ (Cyber Bullying) เช่น โพสต์ด่าทางเฟซบุ๊ก ปล่อยคลิปที่น่าอายลงในอินเทอร์เน็ต

3 บุคคลในเหตุการณ์บูลลี่ กับผลกระทบแตกต่างกัน

เด็กที่ถูกแกล้ง

เด็กที่ถูกบูลลี่มักแตกต่างจากคนอื่น (ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือลบ) เช่น  รูปร่างหน้าตา พฤติกรรม คำพูด ผลการเรียน ฐานะการเงิน  เด็กหัวโจกจะเล็งเด็กกลุ่มนี้ไว้ เพราะคิดว่ายังไงก็สู้ไม่ได้ เมื่อทดลองทำครั้งแรกแล้วเด็กที่ถูกบูลลี่มีปฏิกิริยา เช่น ร้องไห้ โวยวาย คนที่เป็นผู้กระทำจะยิ่งสนุกทำเพิ่มขึ้น บางครั้งมีการข่มขู่ไม่ให้บอกคนอื่น การถูกบูลลี่บางครั้งมีร่อยรอยให้เห็น เช่น รอยช้ำ ข้าวของเสียหาย แต่บางครั้งสังเกตได้ยาก เช่น พูดนินทา ทำเป็นไม่สนใจ กีดกันออกจากกลุ่ม นอกจากนี้ยังมีการบูลลี่รูปแบบใหม่ที่มีผลเสียรุนแรงและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว คือ ทางโซเชียลมีเดีย เช่น โพสต์ใส่ร้ายด่าว่าให้ทัวร์มาลง ตัดต่อภาพล่อเป้า

เด็กที่ถูกบูลลี่จะมีความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ (low Self-esteem)  หมดหวัง เครียดกังวล ซึมเศร้า บางคนต้องออกจากระบบโรงเรียน หรือถ้ารุนแรงมาก อาจพยายามทำร้ายตัวเอง หรือฆ่าตัวตายได้ เด็กไม่ได้เล่าเรื่องที่ถูกบูลลี่ให้ใครฟัง เพราะหวาดกลัวคำข่มขู่หรือคิดว่าไม่มีใครช่วยได้ ทำให้เก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียว คนรอบข้างต้องช่วยสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น ซึม แยกตัวไม่พูด ดูตื่นตกใจง่าย กังวล ถ้าเห็นความผิดปกติ ต้องรีบให้การช่วยเหลือด้วยการพูดคุยหาข้อมูลเพิ่มและช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นใจขึ้นว่าจะมีคนช่วยเหลือ บางครั้งเด็กที่ถูกบูลลี่ (ผู้ถูกล่า) อาจไปบูลลี่คนอื่นต่อ (ผู้ล่า) เพื่อล้างแค้นและเอาคืนสิ่งที่ตัวเองเคยถูกกระทำ

เด็กที่ไปบูลลี่คนอื่น

เด็กกลุ่มนี้อาจมีปัญหาการเรียน อารมณ์ พฤติกรรม หรือปัญหาอื่นที่ทำให้มีความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ (low Self-esteem) เลยระบายออกด้วยการไปบูลลี่คนอื่น เด็กอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อน เลยทำตัวกร่างทรงอย่างแบ๊ดเพื่อให้ตัวเองมีตัวตนมีอำนาจขึ้นมา บางคนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีเลยเป็นต้นแบบให้เด็กคิดว่าการบูลลี่เป็นสิ่งที่ทำได้ เช่น มีการใช้ความรุนแรง อาชญากรรม ยาเสพติด ผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลสั่งสอน เลี้ยงลูกด้วยวิธีผิดๆ ปกป้องและตามใจเด็กมากเกินไป หรือถูกผู้ปกครองทารุณกรรม (Abuse) หากเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ต้นเหตุของการมี Self-esteem ไม่ดี เช่น รักษาโรคสมาธิสั้น เด็กมีแนวโน้มที่จะบูลลี่คนอื่นไปเรื่อยๆ ใช้วิธีการที่รุนแรงมากขึ้น หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นตามมา เช่น ใช้สารเสพติด ชกต่อย โกหกขโมย

เพื่อนที่เห็นเหตุการณ์

เพื่อนที่พบเห็นความรุนแรงจากการบูลลี่ จะเกิดการเรียนรู้ว่าวิธีการนี้ทำให้สนุกสะใจ เด็กที่ไปบูลลี่คนอื่นได้เป็นคนมีอำนาจ ได้รับการยอมรับจากเพื่อนคนอื่น เด็กจะเปลี่ยนจากการเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์เข้าไปเป็นคนบูลลี่คนอื่นเสียเอง ด้วยเหตุผลที่อาจจะมาจากความกลัวว่าสักวันตัวเองอาจกลายเป็นเหยื่อ เลยต้องทำตัวป็นพวกเดียวกับคนที่เป็นฝ่ายกระทำ หรืออยากรู้สึกดีกับการที่ทำให้คนอื่นกลัวได้

อย่าให้ใครต้องถูกบูลลี่อีก

สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยหยุดเรื่องบูลลี่ได้ คือ ทุกคนทั้งเด็กและคนรอบข้าง ต้องเข้าใจตรงกันว่า “เรื่องบูลลี่ ไม่ใช่เรื่องปกติ” หรือเป็นเรื่องที่เด็กสามารถจัดการกันได้เอง เพราะเมื่อเริ่มมีการบูลลี่ เด็กที่เป็นเหยื่อจะถูกกระทำต่อไปเรื่อยๆ ทั้งจากคนที่เริ่มต้นและคนอื่นที่มาสมทบ โครงสร้างทางสังคมของเด็กเหมือนกับผู้ใหญ่ คือ มีคนที่เป็นจ่าฝูงกับคนที่เป็นลูกน้อง (Social Hierarchy) มีคนที่มีอำนาจสั่งการและคนที่ถูกกดขี่ ผู้ใหญ่ต้องเป็นคนที่ช่วยเด็กทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ คือ คนที่ถูกบูลลี่ คนที่ไปแกล้ง และคนที่เห็นเหตุการณ์

การช่วยเหลือเด็กที่ถูกบูลลี่

1. เมื่อเด็กมาบอกว่าถูกบูลลี่หรือผู้ใหญ่สังเกตเห็นอาการผิดแปลกไปจากเดิม ผู้ใหญ่ต้องตั้งใจฟังสิ่งที่เด็กเล่า แสดงความเต็มใจช่วยเหลือ ปลอบและให้กำลังใจ ทำให้เด็กมั่นใจว่าจะได้รับการช่วยเหลือไม่ให้เด็กถูกบูลลี่อีก ไม่ควรต่อว่าเด็ก เช่น ขี้ฟ้อง, อ่อนแอ หรือแสดงท่าทีไม่ใส่ใจ เพราะเด็กจะเรียนรู้ว่าผู้ใหญ่ไม่สามารถช่วยได้ ทำให้เด็กสิ้นหวัง ตัวเองไร้ความสามารถ

2. หาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพิ่ม เช่น ตัวเด็กเอง เพื่อน คนที่เห็นเหตุการณ์ หลีกเลี่ยงการข่มขู่คาดคั้นให้เด็กเล่า ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล ให้เวลาเด็กในการเล่าเรื่องหรือผ่านการเล่น ให้กำลังใจและความมั่นใจ ช่วยให้เด็กเข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเด็ก

3. ผู้ใหญ่ที่รู้เรื่องคนแรก ต้องบอกต่อข้อมูลกับคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาพูดคุยกันหาแนวทางช่วยเหลือ เช่น ครูต้องแจ้งพ่อแม่ของทั้งฝ่ายเด็กที่ถูกบูลลี่และฝ่ายที่ไปกระทำ

4. มีการเรียกทุกคนที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม หาแนวทางช่วยเหลือร่วมกัน และต้องมีการแจ้งเรื่องนี้ให้กับเด็กทุกคนทราบ ว่าบูลลี่เป็นเรื่องที่ “ยอมรับไม่ได้ ไม่ควรจะเกิดขึ้น” ทุกคนต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบกับเรื่องนี้ เช่น เด็กที่เห็นเหตุการณ์อาจช่วยเพื่อนได้อย่างการเข้าไปห้ามหรือไปบอกครู  

5. ฝึกทักษะการจัดการเวลาที่ถูกบูลลี่ให้กับเด็กทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กที่มีแนวโน้มจะเป็นเหยื่อ หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงตอบโต้กลับเพราะจะทำให้เรื่องรุนแรงขึ้น ตัวอย่างเช่น

  • หากเพื่อนแค่พูดแหย่ล้อ แต่ยังไม่เข้าถึงตัวเด็ก ให้เด็กทำเป็นไม่สนใจ หรือเดินหนี เพราะถ้ายิ่งไปตอบโต้ หรือมีปฏิกิริยา เช่น โวยวาย, ร้องไห้, ท่าทางกลัว คนที่แกล้งจะยิ่งสนุก (Negative Attention)
  • ถ้าคิดว่าสถานการณ์นั้นเด็กคุมตัวเองได้ ให้แสดงท่าทีว่าเด็กไม่ยอมให้เพื่อนมาทำแบบนี้ (Assertive) ด้วยการจ้องมองตาอีกฝ่าย, ยืนและวางแขนด้วยท่าทีที่มั่นคง, มั่นใจ พูดบอกเพื่อนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สั้นๆ เช่น “เราไม่ชอบที่นายทำแบบนี้”
  • ถ้าทำเป็นไม่สนใจหรือเดินหนีไปแล้ว แต่เพื่อนยังเดินตาม ให้พยายามเดินไปหาครูหรือผู้ใหญ่คนอื่น หรือเพื่อนที่น่าจะช่วยได้ เพื่อขอความช่วยเหลือ
  • ถ้าเพื่อนเข้ามาถึงตัว มีการทำร้ายร่างกาย หนีได้ให้รีบหนีไป เพื่อขอความช่วยเหลือจากคนอื่น แต่ถ้าจวนตัวจริงๆ อาจใช้กำลังเพื่อปกป้องตัวเอง แล้วรีบหนีไป

การช่วยเหลือเด็กที่ไปบูลลี่คนอื่น

1. ผู้ใหญ่ต้องเรียกเด็กที่เป็นฝ่ายบูลลี่มาพูดคุย เช่น สาเหตุที่แกล้งเพื่อน ให้เด็กรับรู้ว่าผลที่จะตามมาจากการที่ไปแกล้งคนอื่นคืออะไร เช่น ติดทัณฑ์บน

2. แจ้งให้ผู้ปกครองของเด็กที่เป็นฝ่ายบูลลี่รับทราบถึงพฤติกรรมของเด็ก เพื่อช่วยกันปรับพฤติกรรม หรือหากเด็กที่เป็นฝ่ายแกล้งมีปัญหาบางอย่าง เช่น สมาธิสั้น ปัญหาการเรียน ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม จะได้รับการช่วยเหลือต่อไป

3. ฝึกทักษะสังคมเพิ่ม เพราะเด็กที่ไปแกล้งคนอื่นมักจะมีปัญหาการเข้าสังคมบางอย่าง เช่น อยากเล่นกับเพื่อนแต่เล่นไม่เป็น เลยใช้การแหย่แกล้ง, ฝึกเรื่องความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และการแบ่งปัน

การช่วยเหลือเด็กที่เห็นเหตุการณ์

1. อธิบายให้เด็กเข้าใจว่า การบูลลี่กันเป็นพฤติกรรมไม่ดี ทั้งฝ่ายที่ถูกบูลลี่และผู้กระทำต้องรับผลเสียที่ตามมาจากการบูลลี่

2. เมื่อเกิดวงจรการบูลลี่ ทุกคนจะไม่มีความสุข เพราะมีความรุนแรงเกิดขึ้น และสักวันทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นเหยื่อได้เหมือนกัน

3. คนที่เห็นเหตุการณ์สามารถหยุดสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ เช่น เข้าไปห้ามเอง ตามผู้ใหญ่มาช่วย

หากเรามองเรื่องบูลลี่ให้ครบรอบด้านแล้ว จะเห็นว่าผลเสียที่ตามมามีผลกระทบกับหลายฝ่ายมาก การที่ผู้ใหญ่มองผ่านเรื่องนี้ เช่น คิดว่าเป็นเรื่อง “ปกติ” สมัยตัวเองเป็นเด็กก็โดนเหมือนกันยังรอดมาได้ ผู้ใหญ่ที่ละเลยกำลังบ่มเพาะให้เด็กเห็นว่าการใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นทางกาย คำพูด การกระทำ กับอีกฝ่ายที่อ่อนแอกว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ทำให้มีเด็กที่เสียชีวิตจากการฆ่าตายเพิ่มขึ้นหรือมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น ส่วนเด็กที่เป็นผู้กระทำจากแค่เรื่องบูลลี่จะลุกลามเป็นเรื่องที่ทำให้คนในสังคมซวยไปด้วยเพราะเด็กคิดว่าตัวเองมีอำนาจทำอะไรก็ไม่ผิด เช่น การขายสารเสพติด เปิดพนันออนไลน์ ดังนั้นประเทศไทยต้องให้ความจริงจังกับเรื่องนี้ ผลักดันในเป็นวาระสาธารณะที่ทุกคนต้องตระหนัก

เพราะเราทุกคนเป็นหนึ่งในคนที่สามารถช่วยหยุดวงจรการบูลลี่ได้!

 

ข้อมูลจากhttps://www.stopbullying.gov/bullying/what-is-bullyinghttps://www.healthdirect.gov.au/bullyinghttps://www.helpguide.org/articles/abuse/bullying.htmhttps://humanrights.gov.au/our-work/https://kidshelpline.com.au/teens/issues/bullyinghttps://www.onlinepsychologydegree.info/psychology-of-bullying
หมอแมวน้ำ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด