Teen Coach EP.77 : ใช่เรามั้ย? เจ็บใจทุกครั้งที่เห็นตัวเองในกระจก อาจเป็น "โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง"

ทำอย่างไรเมื่อเราไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง

วันนี้เมื่อ 1 ปีก่อน “นิด” วัย 16 ปีมานั่งร้องไห้ต่อหน้าพี่หมอแมวน้ำ

 

“หนูอยากมีจมูกแบบลิซ่ากับตาแบบเจนนี่ แต่แม่ไม่ยอมให้หนูไปทำศัลยกรรม แม่บอกว่าหนูเด็กเกินไป เพื่อนกับน้าชอบบอกว่าหนูเกือบสวย แต่ติดที่จมูกกับตา หมอช่วยคุยกับแม่ให้หนูหน่อย ถ้าได้ทำหน้าหนูหายจากซึมเศร้าแน่ ไม่ต้องกินยาแล้ว” 

 

พี่หมอรับฟังและคุยปลอบด้วยเหตุผลจนนิดอาการสงบลง

 

นิดยังคงหยิบกระจกขึ้นมาส่องหน้าตัวเองบ่อยครั้งสลับกับคำถาม “หมอว่าจมูกหนูมันแบนไปมั้ย” สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

 

นิดได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าและโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง (BDD- Body dysmorphic disorder) ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการรักษา

ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตอย่างมาก ยิ่งสื่อแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น IG Facebook ไถไปมาเห็นแต่คนหน้าตาดีหุ่นดี ทำท่าอะไรก็น่ารัก มีแต่คนชื่นชมแฟนคลับเพียบ พอกลับมามองตัวเองดูตัวฉันสิ…สิวเขรอะ ดั้งแบน ปากหนา ฟันเหยิน หุ่นเผละเนื้อแตกลาย  เปรียบเทียบกันแล้วดูแย่เอามาก ๆ อยากสวยมากกว่านี้จะได้มีคนมาสนใจเราบ้าง T^T

คำที่ถูกนำมาพูดกันบ่อย คือ "Beauty standard" หรือความงามที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งแต่ละสังคมนิยามเรื่อง “ความงาม” ต่างกัน หากเราไปอยู่ถูกที่ถูกเวลา เราสามารถเป็น “คนหน้าตาดี” ที่มีแต่คนชื่นชม ตัวอย่างเช่น เราหน้าหมวยผิวขาว ตอนอยู่ไทยมีโอกาสเป็นไอดอลสูง แต่ถ้าไปอยู่อเมริกาเราจะเป็นคนจืด ๆ ที่ไม่มีใครให้ความสนใจ หรือการที่คนบางส่วนชอบผู้หญิงที่มีหุ่นผอมบาง แม้น้ำหนักตัวจะต่ำกว่ามาตรฐานเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาด้านสุขภาพ ผู้หญิงส่วนใหญ่ยังยึดติด ต้องทำทุกทางเพื่อลดน้ำหนัก หรือใครที่ดูท้วมหน่อย แต่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่ควรจะเป็นอาจโดนบูลลี่ว่าอ้วนจนเสียเซลฟ์ได้

สื่อมีบทบาทในการชี้นำการให้คุณค่าเรื่องความงามกับคนในสังคมอย่างมาก ดูจากดาราที่ได้รับความนิยมในแต่ละยุคมีความงามเปลี่ยนไปเรื่อย อย่างแต่ก่อนคนไทยชอบดาราหญิงลูกครึ่งที่หน้าตาเป็นฝรั่งสูงยาวเข่าดี แต่มายุคหลังต้องเป็นสาวหมวย สายเกา ตัวเล็กกระทัดรัด

ถามว่าเรามีสิทธิ์เลือกมั้ยที่จะเป็น "คนหน้าดี" หรือเป็นตัวเอง คำตอบคือ ได้!! หากเรามีเงินและมีเวลามากพอ

ยิ่งสมัยนี้มีเทคโนโลยีที่โมหน้าหรือส่วนอื่นๆ เสกให้สวยหล่อได้ในชั่วข้ามคืน ยิ่งง่ายไปกันใหญ่ การที่เราจะไปทำศัลยกรรม ฉีดสารต่างๆ หรือทำหัตถการใด ๆ กับหน้าตารูปร่างหน้าตาไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากว่าเราไม่มีจุดยืน ไม่มีความภาคภูมิใจในตัวเอง (self esteem) จากด้านอื่นที่ไม่ใช่รูปร่างหน้าตา เช่น การเรียน ดนตรี กีฬา เราต้องโมไปเรื่อยวิ่งไล่ตามกระแสความงามให้ทัน สุดท้ายเราจะหลงลืมไปว่าตัวเองเป็นใครกันแน่ แม้ภายนอกจะดูสวยงามแต่จิตใจว่างเปล่าและไม่ได้ชื่นชมความเป็นตัวตนที่แท้จริง เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคคลั่งผอม (Anorexia nerversa) รวมไปถึงโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง (BDD- Body dysmorphic disorder) ที่พี่หมอแมวน้ำจะมาเล่าให้ฟังกันค่ะ

โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง (BDD- Body dysmorphic disorder)

เป็นโรคทางจิตเวชที่ทำให้คนไข้รู้สึกแย่กับส่วนใดส่วนหนึ่งของหน้าตา/รูปร่างของตัวเอง มองกระจกหรือเทียบกับคนอื่นทีไรเจ็บปวดใจทุกครั้ง เช่น คิดว่าจมูกเบี้ยว ตาสองข้างไม่เท่ากัน คิดมากกับส่วนที่ไม่พอใจเกือบตลอดเวลา กังวลว่าจะล้อดูถูกต่อว่า ทำให้ขาดความมั่นใจ จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เช่น เสียเวลาส่องกระจกเช็คส่วนที่ไม่มั่นใจบ่อย ไม่กล้าเข้าสังคมเพราะกลัวคนวิจารณ์ บางคนอาจไปศัลยกรรมหรือฉีดอีกหลายสิ่งอย่างคาดว่ารูปร่างตาจะดีขึ้นตามที่หวังไว้ ซึ่งช่วยให้รู้สึกดีขึ้นแต่แค่ไม่นาน หลังจากนั้นความกังวลจะวกกลับมาอีก ต้องทำเพิ่มไปเรื่อย ๆ

•   สาเหตุของโรค: เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น พันธุกรรม, ประสบการณ์ในชีวิต, สิ่งแวดล้อม

อย่างเคสนิด น้าสาวของนิดมีอาการคล้ายกัน ตอนนี้น้าอายุ 42 ปี ผ่าจมูกไป 7 รอบ ตา 3 รอบ ไม่นับรวมการฉีดอีกหลายอย่าง น้าเป็นคนชอบเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง น้ากังวลห่วงเรื่องหน้าตามาก น้าจะยอมออกไปข้างนอกถ้ามั่นใจว่าวันนั้นหน้าเป๊ะพอ เวลาไปเยี่ยมตากับยาย เวลานิดเจอน้า น้าจะวิจารณ์เรื่องหน้าตาของนิดมาตั้งแต่เด็ก น้าเอารูปดาราที่สวย ๆ ให้นิดดูว่าต้องหน้าประมาณนี้นะถึงจะเรียกว่าพอดูได้ จากที่ไม่ได้คิดอะไรมากยิ่งโตคำพูดของน้าฝังหัวนิดว่านิดมีข้อบกพร่องที่หน้าหลายอย่าง เวลาเพื่อนทักแซวเรื่องหน้านิดจะเก็บมาคิดหนัก นิดเริ่มเศร้า นอนไม่หลับ ไม่มีความสุข ไม่อยากเรียน แยกตัวออกจากคนอื่น บ่นว่าอยากตายเพื่อไปเกิดใหม่ให้มีหน้าตาที่สวยกว่านี้ แม่ไม่อยากให้นิดคุยกับน้าเพราะจะพากันป่วย แม่บอกว่านิดหน้าตาน่ารักอยู่แล้วจะไปทำหน้าทำไม แม่เลยพยายามกีดกันนิดกับน้าออกจากกัน แต่น้ากับนิดยังไลน์คุยปรับทุกข์และเปลี่ยนข้อมูลเรื่องรูปร่างหน้าตากันตลอด น้าเป็นคนแนะนำศัลยแพทย์ให้นิดไปผ่าทำจมูกกับตาใหม่ นิดไปขอแม่ แม่โมโหไม่พอใจมาก ทะเลาะกับนิดใหญ่โต จนต้องมาพบพี่หมอแมวน้ำ

 อาการของโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง (BDD- Body dysmorphic disorder):

การที่คนเราสนใจดูแลรูปร่างหน้าตาตัวเองให้ดูดีเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะถ้าเรามีสุขอนามัยและบุคลิกภาพที่ดี ทำให้คนอื่นสนใจอยากเข้าหาเรามากขึ้น แต่จะนับว่าเป็นโรคถ้ามีอาการดังต่อไปนี้

 

  • หมกมุ่นกับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เกิดได้กับทุกส่วน มักกังวลเรื่องใบหน้า ตำแหน่งที่กังวลจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แม้มีร่องรอยเพียงเล็กน้อย แต่คนไข้มองว่าตรงส่วนนั้นมีความผิดปกติอย่างมาก ทำให้ตัวเองดูไม่ดี น่าอับอาย
  • คิดว่าคนอื่นจะเห็นความผิดปกตินั้นและเอาไปพูดในทางที่ไม่ดี ทำให้หลีกเลี่ยงการพบเจอกับผู้คน
  • มีพฤติกรรมที่ต้องทำเพื่อลดความกังวลใจในส่วนนั้น เช่น ส่องกระจกบ่อย, แต่งหน้าซ้ำไปมา, ถามคนใกล้ชิดขอความมั่นใจ พยายามปกปิดส่วนที่กังวล  เช่น ลงคอนซีลเลอร์หนาเว่อร์, ใส่แมสก์ตลอดเวลา
  • เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตรงตำแหน่งที่กังวล

คนไข้ที่เป็น BDD มักไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย ส่วนใหญ่มักพบที่แผนกผิวหนัง ศัลยกรรมพลาสติก เพราะคนไข้ไปทำหัตถการและการรักษาหลายอย่าง แต่ยังรู้สึกว่าบริเวณที่กังวลอาการไม่ดีขึ้นเสียที จนแพทย์ต้องส่งมาปรึกษากับจิตแพทย์

หากคนไข้มีอาการของ BDD มาเป็นระยะเวลานานโดยที่ไม่ได้รักษา ส่วนใหญ่จะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าตามมา บางคนคิดอยากตายทำร้ายตัวเอง หรือพยายามฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถทนอยู่กับปมด้อยได้

คนไข้มักเริ่มมีอาการของ BDD ตั้งแต่ช่วงเป็นวัยรุ่นที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง บางคนถูกบูลลี่มา เลยหมกมุ่นว่าตรงนั้นตรงนี้ไม่สวย อยากจะแก้ให้มันดีขึ้น ซึ่งตามปกติแล้วคำแนะนำของแพทย์ที่ผ่าตัดเสริมความงามของอวัยวะต่าง ๆ เช่น ทำจมูก ทำตา จะแนะนำให้เด็กเติบโตเต็มที่ก่อน อย่างน้อยอายุ 18-20 ปีขึ้นไปค่อยมาผ่าตัด เพราะหากทำก่อนหน้านั้นอวัยวะยังมีการพัฒนา ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ต้องการได้ ต้องกลับมาผ่าแก้แล้วแก้อีก

การรักษาโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง (BDD- Body dysmorphic disorder):

ต้องใช้หลายวิธีร่วมกันทั้งการกินยา ปรับความคิดและพฤติกรรม (CBT-Cognitive Behavioral Therapy) และสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดู

 

พี่หมอแมวน้ำรักษานิดด้วยการให้กินยารักษาทั้งโรค BDD และซึมเศร้าเพื่อปรับสารเคมีในสมองให้กลับมาทำงานเป็นปกติ

 

ส่วนการปรับความคิดและพฤติกรรม (CBT-Cognitive Behavioral Therapy)

  • ให้นิดมองหาข้อดีของตัวเองที่เป็น self esteem ด้านอื่นที่ไม่ใช่หน้าตา เช่น นิดเป็นเด็กเรียนดี, มีน้ำใจ
  • ปรับ mind set เรื่องความงามว่าเป็นเรื่องที่แต่ละคนจะมอง เราไปห้ามปรับเปลี่ยนความคิดใครไม่ได้ สำคัญที่ว่าเราต้องรู้ว่าเราเป็นใคร จุดดีจุดขายเราอยู่ที่ไหน เคารพและชื่นชมตัวเองให้เป็น (self appreciation) พี่หมอพูดให้นิดเกิดความคิดใหม่ได้เอง ไม่ยัดเยียด ให้เวลาในการปรับใจ
  • ลดความถี่ในการส่องกระจก, กำหนดเวลาที่ใช้ใช้การส่อง นับ 1 ถึง 5 แล้วต้องหยุด เพราะยิ่งส่องยิ่งกังวล มีตารางเวลาในการทำสิ่งต่าง ๆ จะได้ไม่ว่างไปหมกมุ่นกับเรื่องหน้าตา
  • ลดการใช้โซเชียลมีเดีย เพราะยิ่งดูยิ่งเปรียบเทียบ, เลี่ยงการคุยกับน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้นิดเกิดอาการ
  • หากิจกรรมอย่างอื่นทำเพื่อเบี่ยนเบนความสนใจ เช่น เรียนเต้นโคฟเพลงเกาหลี
  • ติดต่อประสานงานกับที่โรงเรียนให้ช่วยเหลือเรื่องการบูลลี่ จนเพื่อนไม่ได้ล้อนิดอีก และให้นิดได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเพิ่ม self esteem

หลังจากรับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ แม้ช่วงแรกนิดจะยังคิดมากเรื่องหน้าตา ทำตามที่ตกลงกันได้บ้าง ไม่ได้บ้างและยังไม่มีความสุข แต่นิดเริ่มที่จะสนใจเรื่องอื่น นิดไปเรียนเต้น รู้จักคนเพิ่ม มีคนชมนิดหลายอย่าง ทำให้นิดใจฟู เห็นข้อดีของตัวเอง อาการของนิดดีขึ้นเรื่อย ๆ

วันนี้นิดมาเจอพี่หมอแมวน้ำด้วยสีหน้าที่แจ่มใส มั่นใจ ไม่พูดถึงเรื่องจมูกกับตา ไม่ส่องกระจก เรื่องที่มาเล่าให้ฟังเป็นเรื่องการซ้อมเต้นแข่งโคฟในวันอาทิตย์นี้และเรื่องเล่าที่ดูภูมิใจในความเป็นตัวเองอย่างมีความสุข

ถ้าน้อง ๆ หรือคนใกล้ตัวมีความกังวลเรื่องรูปร่างหน้าตา คิดวนไปมาจนชีวิตแย่ แนะนำให้ลองพบผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์ เพื่อที่จะได้พูดคุย รู้ว่าตัวเองไม่สบายเป็นอะไร รักษาอย่างไร หรือต้องปรับแก้ความคิด ปรับพฤติกรรมตรงไหน จะได้มีความสุขมากขึ้น

ถ้าใครมีประสบการณ์หรือมีเทคนิคเคล็ดลับอะไรเรื่อง BDD  แชร์กันมาได้เลย หรืออยากฟังเรื่องไหนบอกพี่หมอแมวน้ำได้เลยนะคะ อยากเล่าค่าาาา️

 

ข้อมูลจากhttps://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/body-dysmorphic-disorder/symptoms-causes/syc-20353938https://mhanational.org/body-dysmorphic-disorder-bdd-and-youthhttps://fherehab.com/learning/beauty-standards-mental-healthhttps://edition.cnn.com/specials/health/mindfulness-life-but-better
หมอแมวน้ำ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น