Teen Coach EP.84 : โลกนี้ไม่มีคนโง่! แต่คนเราฉลาดไม่เหมือนกัน แล้วเราล่ะ..ฉลาดด้านไหน?

ความฉลาดมี 9 ด้าน แล้วเราล่ะ...ฉลาดแบบไหน?

ตัวชี้วัด “การเป็นเด็กดี” อย่างหนึ่งที่คนรอบข้างและผู้ใหญ่ใช้ตัดสินเด็ก คือ ผลการเรียน เช่น การสอบเข้าโรงเรียน/คณะชื่อดังได้ แปลว่าเด็กคนนั้นช่างแสนดีที่เรียนเก่ง ทั้งที่จริงก่อนที่จะถึงจุดนั้นเด็กยอมสละชีวิต แทนที่จะได้เล่นหรือทำกิจกรรมที่ชอบ กลับต้อง “เรียน-เรียน-เรียน” กัดฟันติวเรียนพิเศษและทำข้อสอบที่ยากเวอร์เกินความจำเป็น จนเกิดความเครียด กดดัน บางครั้งเด็กไม่ได้ต้องการทำสิ่งนั้น แต่อยากให้คนอื่นยอมรับ หรือถูกพ่อแม่พูดหรือกระทำให้เด็กเข้าใจว่าต้องเรียนให้ดีถึงจะได้รับคำชมและความรัก วิธีการที่พ่อแม่ใช้ เช่น เปรียบเทียบเด็กกับลูกบ้านอื่น ดุด่าบังคับเรื่องการเรียน จนเด็กแบกรับความทุกข์ไม่ไหวต้องมาปรึกษาพี่หมอแมวน้ำ โรคที่ตรวจพบบ่อย เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ที่มีปัญหาพฤติกรรม เช่น ทำร้ายตัวเอง หรือติดเกมใช้สารเสพติด  

เด็กและผู้ใหญ่มักจะตีความว่า “การสอบติด = เก่งฉลาด” ซึ่งหมายถึงการมีไอคิวที่ดี คนส่วนใหญ่ด่วนตัดสินไปว่า “ไอคิวดี = มีอนาคตดี” แต่ในชีวิตจริงการที่คนเราจะประสบความสำเร็จมีความสุขได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เด็กบางคนไม่ถนัดเรื่องเรียนแต่ไปถนัดสิ่งอื่น เช่น ศิลปะ หากเด็กได้ทำสิ่งที่ถนัด มีเวลาเล่นกับเพื่อน เด็กมีความสุขได้แม้ผลการเรียนจะไม่ดี

เมื่อเราพูดกันถึงเรื่องความฉลาด จะหมายถึง “ระดับไอคิว” (IQ- Intelligence Quotient) ซึ่งเป็นความสามารถทางเชาวน์ปัญญา การคิด การใช้เหตุผล การคำนวณ การเชื่อมโยง ไอคิวเป็นศักยภาพทางสมองที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ วิธีการวัดไอคิวประเมินได้จากการทำแบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Testing) โดยนักจิตวิทยา เช่น Wechsler Scale of Intelligence ค่าไอคิวโดยเฉลี่ยของคนทั่วไปอยู่ที่ 90-110 หากวัดได้ต่ำกว่า 70 จะถือเป็นบุคคลที่มีระดับสติปัญญาบกพร่อง (Intellectual Deficiency) จำเป็นที่ต้องมีคนอื่นคอยช่วยเหลือในการใช้ชีวิต ส่วนคนที่มีไอคิวสูงตั้งแต่เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 98 ขึ้นไป (เมื่อเรียงไอคิวคน 100 คน จากคนไอคิวต่ำไปสูง คนที่ได้ไอคิวสูงสุดลำดับตั้งแต่ 98 ขึ้นไป) จะสมัครเข้าสถาบัน MENSA ที่มีสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น รับทุนการศึกษา

สิ่งที่คนมักจะไม่รู้กัน คือ นอกจากความฉลาดที่เป็นเรื่องไอคิวแล้ว ยังมีความฉลาดด้านอื่นๆ อีก (Cognitive Abilities) ความฉลาดที่ไม่ใช่ไอคิวแบ่งได้หลายสำนัก หมอขอยกตัวอย่าง "ทฤษฎีของการ์ดเนอร์" (Gardner’s Theory- Theory of Multiple Intelligences) ที่แบ่งความฉลาดออกเป็น 9 ประเภท 

รู้ข้อมูลนี้ไปเพื่อ?  สิ่งที่ได้ คือ รู้ว่าเด็กถนัดเรื่องไหน ทำแล้วมีความสุข จะได้ช่วยส่งเสริม เพราะการเอาชีวิตรอดให้ได้ การเรียนเก่งเป็นแค่ปัจจัยหนึ่ง สิ่งสำคัญ คือ ผู้ใหญ่ต้องทำให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้ แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นผลการเรียนให้ดีเลิศ ขอแค่มีความรับผิดชอบ พยายามเรียนให้เต็มที่เท่าที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองและ/หรือคนอื่น ทำตัวให้เป็นประโยชน์กับส่วนรวม

ความฉลาด 9 แบบตามทฤษฎีของการ์ดเนอร์ 
“Gardner’s Theory”

1. ความฉลาดด้านธรรมชาติ (Naturalistic Intelligence)

เป็นความสามารถในการเชื่อมโยงตนเองเข้ากับธรรมชาติ รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติได้อย่างรวดเร็วและละเอียด ไม่ว่าจะเป็นทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต คนกลุ่มนี้ชอบที่จะออกไปอยู่นอกบ้านเพื่ออยู่ในที่ที่มีธรรมชาติล้อมรอบ เมื่อเพาะปลูกหรือหยิบจับสิ่งใดที่เป็นของจากธรรมชาติ สิ่งเหล่านั้นจะเจริญงอกงาม (green thumb)

อาชีพที่เหมาะสม เช่น นักพฤกษศาสตร์ (botanists), ผู้พิทักษ์ป่า (park rangers), เกษตรกร (agriculturalists)

2. ความฉลาดด้านดนตรี (Musical Intelligence)

คนที่มีความฉลาดด้านนี้จะมีความสามารถในการฟังเสียงที่ดีมาก สามารถแยกแยะคลื่นความถี่ของโน้ตดนตรี (pitch), โทนเสียง (tone), จังหวะ (rhythm) และประพันธ์เพลงได้

อาชีพที่เหมาะสม เช่น นักแต่งเพลง (composer), นักออกแบบเสียง (sound engineer), นักดนตรี (musician)

3.ความฉลาดด้านการใช้ตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence)

เป็นความสามารถเรื่องการทำความเข้าใจเรื่องตัวเลขและรูปทรง การใช้ตรรกะทั้งแบบอุปนัย (inductive reasoning) และนิรนัย (deductive reasoning) เก่งเรื่องการแก้เกมปริศนาทดสอบเชาวน์ปัญญา (logic puzzles) ทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ (conceptualize abstract ideas)

อาชีพที่เหมาะสม เช่น นักวิทยาศาสตร์ (scientists), นักคณิตศาสตร์ (mathematicians), นักบัญชี (accountants), นักวิเคราะห์ข้อมูล (analysts)

4.ความฉลาดด้านอัตถิภาวะนิยม (Existential Intelligence)

เป็นความสามารถในการทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างปรัชญา ครุ่นคิดเกี่ยวกับความหมายของการมีชีวิตอยู่ (meaning of life) เข้าใจความเป็นมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง สามารถอธิบายเรื่องที่ดูเข้าใจยากให้คนอื่นเข้าใจได้

อาชีพที่เหมาะสม เช่น นักพูดที่สร้างแรงบันดาลใจ (motivational speakers), นักจิตวิทยา(psychologists), นักเทววิทยา (theologists)

5.ความฉลาดด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal Intelligence)

ความฉลาดด้านนี้มีความสัมพันธ์กับอีคิว (EQ- emotional intelligence) ซึ่งเป็นความสามารถในการทำความเข้าใจความคิดและอารมณ์ของคนอื่น คนที่มีอีคิวดีจะเห็นอกเห็นใจคนอื่น ให้ความใส่ใจรับรู้ความคิดและความต้องการของคนอื่นได้เร็ว อยากจะช่วยเหลือและพยายามทำความเข้าใจคนอื่น

อาชีพที่เหมาะสม เช่น ผู้จัดการ (manager), นักจิตวิทยา (psychologist), นักสังคมสงเคราะห์ (social worker)

6.ความฉลาดด้านการเคลื่อนไหวของร่างกาย (Bodily-Kinesthetic Intelligence)

เป็นความสามารถในการบังคับร่างกายให้เป็นไปตามการสั่งงานของสมอง ทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวได้ดี เช่น การเล่นกีฬา การแสดงออกด้วยท่าทาง

อาชีพที่เหมาะสม เช่น ช่างฝีมือ (craftsmen), นักเต้น (dancers), นักกีฬา (athletes)

7.ความฉลาดทางภาษา (Linguistic Intelligence)

เป็นความสามารถในการถ่ายทอดสิ่งต่างๆ ออกมาเป็นภาษาพูด หรือภาษาเขียนที่สื่อสารให้อีกฝ่ายเข้าใจได้ เรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ได้เร็ว

อาชีพที่เหมาะสม เช่น นักข่าว (journalists), นักเขียน (writers), ทนายความ (lawyers)

8.ความฉลาดในการเข้าใจตัวเอง (Intrapersonal Intelligence)

เป็นความสามารถในการทำความเข้าใจตัวเอง (self-awareness) รู้ถึงความคิด ความรู้สึก และความต้องการของตัวเอง

อาชีพที่เหมาะสม เช่น นักจิตวิทยา (psychologists), นักให้คำปรึกษา (counselors)

9.ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ (Visual-Spatial Intelligence)

สามารถทำความเข้าใจสร้างจินตนาการสิ่งที่เป็นภาพสามมิติได้ดี

อาชีพที่เหมาะสม เช่น สถาปนิก (architects), นักสำรวจ (surveyors), ช่างภาพ (photographers), นักบิน (pilots)

หลังจากลองอ่านแล้วสำรวจตัวเองกันดูแล้ว มีใครถนัดด้านไหนกันบ้าง? เริ่มมองเห็นอาชีพในอนาคตกันมั้ย?

น้อง ๆ ชาว Dek-D สามารถเอาข้อมูลไปคุยกับพ่อแม่ได้ หรือผู้ปกครองเอง ถ้าได้อ่านบทความนี้ หากเห็นเด็กทำเรื่องไหนได้ดี แนะนำให้ส่งเสริม ควบคู่ไปกับเรื่องเรียนที่คงทิ้งไม่ได้ เพราะความรู้พื้นฐาน (ที่จำเป็น) จะช่วยให้ทำอาชีพที่อยากทำได้ดีมากขึ้น และเอาชีวิตรอดได้ต่อไป 

 Referencehttps://www.verywellmind.com/gardners-theory-of-multiple-intelligences-2795161https://simplypsychology.org/multiple-intelligences.htmlhttps://educationaltechnology.net/theory-of-multiple-intelligences-gardner/https://www.mensa.org/iq/what-iq

 

 หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง “จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น”

หมอแมวน้ำ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น