Teen Coach EP.86 : ล้มได้..แต่ต้องลุกให้ไหว ด้วยการเสริมสร้างพลังใจให้ตัวเอง Self-Empowerment

เสริมสร้างพลังใจ…สู้ต่อไปนะตัวเรา!

เติ้ลกับแต้วเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน ถึงแม้สองคนจะรูปร่างหน้าตาคล้ายกันแต่มีบุคลิกลักษณะต่างกันมาก ปีนี้ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย เติ้ลอยากเข้าคณะวิศวฯ ส่วนแต้วอยากเรียนคณะแพทยฯ

“เติ้ล” (ชาย) เป็นเด็กหัวดี เก่งคำนวณ ไม่ชอบการท่องจำเพราะขี้เกียจ ที่อยากเข้าคณะวิศวฯ เพราะเพื่อนชวน การเรียนเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับเติ้ล เขาใช้วิธีอ่านหนังสือสอบแบบ one night miracle มาโดยตลอด ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมปลายเติ้ลไปเรียนพิเศษพร้อมกับแต้ว เพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย เติ้ลตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง บางทีโดดเรียนเพราะติดเพื่อน ต่อให้ไม่เข้าเรียนเติ้ลยังสอบได้คะแนนระดับท็อป และมากกว่าแต้วที่ขยันเรียนด้วยซ้ำ เติ้ลไม่ได้วางแผนเรื่องการสอบ TCAS เท่าไรนัก หวังพึ่งพาแต้วที่ขยันหาข้อมูล ตอนประถมเติ้ลเคยสอบวิชาภาษาอังกฤษได้น้อยกว่าแต้วจนเพื่อนแซวว่าทำไมเติ้ลแพ้แต้ว เติ้ลเสียหน้ามาก หลังจากนั้นวิชาไหนที่เติ้ลคิดว่าทำได้คะแนนไม่ดีเขาจะเท ไม่อ่านเลย เพราะประเมินว่าอ่านไปก็ทำไม่ได้เสียเวลาในชีวิต

“แต้ว” (หญิง) ถือว่าเป็นเด็กเรียนเก่งแต่ยังไงก็สอบได้คะแนนน้อยกว่าเติ้ลอยู่ดี แต้วไม่อยากจะเปรียบเทียบตัวเองกับเติ้ล แต่คนรอบข้างชอบพูดให้แต้วนอยด์ แต้วพยายามตั้งเป้า “แข่งกับตัวเอง” แต้วรู้ตัวเองดีว่าไม่ได้หัวดีเหมือนเติ้ล ที่แค่ได้ยินเนื้อหาหรืออ่านผ่าน ๆ รอบเดียวก็จำได้แล้ว แต้วต้องกลับมาอ่านทบทวนและทำ shortnote จนเติ้ลล้อแต้วว่าขยันเกินเบอร์ขนาดนี้เมื่อไรจะได้คะแนนมากกว่าเติ้ลที่แสนจะชิล แต้วฟังแล้วหน้าชา โกรธ อยากสวนกลับว่าที่เติ้ลได้คะแนนดีแบบนี้ เพราะมาอ่านชีทสรุปของแต้วก่อนสอบทุกครั้ง และแต้วเป็นคนให้ข้อมูลด้านการเรียนกับเติ้ลมาตลอด ไม่ใช่แค่เติ้ลที่แต้วช่วย เพื่อนอีกหลายคนมาขอความช่วยเหลือด้านการเรียน ส่วนเรื่องอื่นที่แต้วไม่ถนัดแต่จำเป็นต้องทำให้เป็น เช่น ด้าน IT แม้ช่วงแรกจะทำได้ไม่ดี แต่แต้วไม่เคยถอดใจ พยายามตั้งเป้าหมายที่ตัวเองสามารถทำได้ แต้วจะพยายามทำให้ถึงที่สุดก่อนเพื่อไม่ให้เสียใจทีหลัง แต้วอยากเข้าคณะแพทยฯ เพราะชอบที่ได้ช่วยให้คนอื่นมีความสุข

ก่อนสอบ  TCAS ทั้งเติ้ลและแต้วไปสอบสนามจำลองอยู่หลายที่ เติ้ลประเมินตัวเองว่าคะแนนต้องติดอันดับต้น ๆ แน่นอนเพราะลองทำโจทย์ข้อสอบเก่าไป 1 ฉบับแล้วถูกเกือบหมด ส่วนแต้วแอบลุ้นบ้างว่าในการสอบสนามจำลองเธอน่าจะติดคณะแพทยฯ เพราะแต้วเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีตั้งแต่เรียนชั้นม.4 ทบทวนทำโจทย์มาตลอด ปรากฎว่าผลคะแนนออกเติ้ลไม่ติดคณะวิศวฯ ตามที่หวังไว้ เติ้ลโกรธมาก โทษว่าเป็นเพราะสถาบันที่ไปสอบสนามจำลองเฉลยคำตอบผิด ออกข้อสอบไม่ดี ภายนอกเติ้ลดูไม่ใส่ใจกับผลสอบนี้ “ก็แค่สอบเล่น ๆ” แต่ภายในใจรู้สึกเครียดท้อใจ กลัวว่าตอนสอบจริงจะทำไม่ได้ เติ้ลไม่อยากพยายามเพราะกลัวผิดหวัง ส่วนผลสอบของแต้วก็ไม่ติดคณะแพทยฯ เหมือนกัน เธอรู้สึกแย่แต่คิดว่ามันยังไม่ใช่การสอบจริง ยังมีหวังอยู่ แต้วกลับไปดูเฉลยข้อสอบและพยายามฝึกทำโจทย์ทบทวนเรื่องที่ไม่ถนัด...

 

การใช้ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายสิ่งอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ เช่น ตั้งใจอ่านหนังสือแทบตายแต่ไม่ตรงกับที่ข้อสอบออก อดหลับอดนอนทำโปรเจ็กต์แต่ได้คะแนนน้อยเพราะไม่ถูกใจครู กลายเป็นว่าสิ่งที่เราทำไปดูผิดพลาดไปหมด ไม่ถูกใจคนรอบข้าง ถูกตำหนิต่อว่า เราคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถในการที่จะควบคุมอะไรได้เลย (Powerlessness) ความรู้สึกนี้ทำให้เราขาดความมั่นใจในตัวเอง หงุดหงิดทั้งตัวเองและคนอื่น  ท้อ มึนตึ้บเหมือนโดนชก นอนหงายลุกไม่ขึ้น ไม่รู้จะเอาอย่างไรต่อไปในการจัดการแก้ปัญหา ซึ่งความคิดและความรู้สึกลบที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดได้เมื่อเราผิดหวัง แต่หากเราเป็นคนที่มีพลังใจดี สามารถให้กำลังใจตัวเองได้ (Self-Empowerment) เราจะพักยกชั่วคราวแล้วฮึบกลับไปสู้ชีวิตต่อ ล้มแล้วลุก ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ   แต่ละคนมีพลังใจในระดับที่ไม่เท่ากัน คนที่ความภาคภูมิใจในตัวเองไม่ดี (Low Self-Esteem) พลังใจมักจะน้อยไปด้วย เมื่อเจอความผิดหวังต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน ส่วนคนที่มีความภาคภูมิใจในตัวเองดี (Healthy Self-Esteem) เวลาผิดหวังจะไม่สิ้นหวัง คิดว่ายังมีทางแก้ไขให้สิ่งต่าง ๆ ดีขึ้นได้ มีความพยายาม พักไม่นานฟื้นตัวเร็ว แล้วกลับไปจัดการแก้ปัญหาต่อ

การเสริมสร้างพลังใจ (Self-Empowerment)

“Self Empowerment” หมายถึง การที่เรารู้สึกว่าเราสามารถควบคุมการใช้ชีวิตและสิ่งที่เกิดรอบตัวได้ เมื่อเรามีความมั่นใจในตนเองเราจะคิดวิเคราะห์ตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม และเมื่อกำหนดเป้าหมายใดแล้ว สามารถคงความพยายามที่จะไปให้ถึงจุดหมายได้ แม้จะเจอปัญหาอุปสรรคก็ตาม

4 ขั้นในการฝึกสร้างพลังใจให้ตัวเอง (self-empowerment)

1. ทำความรู้จักตัวเอง

เมื่อเราผิดหวัง รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถจัดการหรือควบคุมอะไรได้เลย เราจะสูญเสียความมั่นใจและตัวตนของเราไป การที่รู้สึกแบบนี้เพียงชั่วคราวเป็นเรื่องปกติ สำคัญที่เราต้องรู้ตัวให้ไว (self-awareness) เพื่อที่จะจัดการกับตัวเองได้อย่างเหมาะสม ให้ลองคิดว่าเรื่องผิดหวังที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุที่เราคุมได้กับคุมไม่ได้ มีสิ่งใดที่เราคุมได้บ้าง อะไรที่เป็นจุดอ่อนจุดแข็งของเรา เขียนออกมาเราจะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เพื่อที่ครั้งต่อไปเราจะได้เสริมในจุดดี ปรับแก้จุดที่ผิดพลาด ส่วนปัจจัยภายนอกเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

2. ทบทวนเป้าหมายกำหนดให้แน่ชัด (Smart goals)

เป้าหมายที่ดีใช้หลัก “SMART goals” เพื่อกำหนดสิ่งที่จะทำให้เป็นรูปธรรม ทำตามได้จริง

Specific : พยายามใช้วิธีง่ายที่สุด ไม่ยุ่งยากซับซ้อน, เห็นภาพชัดเจน

Measurable : ชั่งตวงวัดผลลัพธ์ได้, สร้างแรงจูงใจให้อยากทำ

Achievable : เป็นสิ่งที่ท้าทาย แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่น่าจะทำได้จริง

Relevant : แต่ละขั้นตอนมีความเชื่อมโยงกัน สมเหตุสมผล มีทรัพยากรที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้

Time bound : มีการกำหนดระยะเวลาในการทำตามขั้นตอนต่าง ๆ, แต่ละช่วงเวลามีตัวชี้วัดความคืบหน้า, ใช้เวลาน้อยแต่ได้ผลประโยชน์สูงสุด

3. พัฒนาความสามารถของตนเอง

การที่เราจะรู้สึกว่าเรา “สามารถทำได้” มาจากทั้งความมั่นใจของตัวเราเองและจากที่คนอื่นบอกกับเรา เช่น คำชมจากคนรอบข้าง หากเราได้ฝึกในทักษะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะที่ทำเป็นอยู่แล้วหรือทักษะใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ฝึกและฝึกและฝึกจนเชี่ยวชาญมากขึ้น จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเอง ซึ่งทักษะและองค์ความรู้ที่เราต้องฝึกควรมีความสอดคล้องกับ smart goals ที่ตั้งไว้

4. หาที่ที่เป็นของเรา

หากเราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและพัฒนาตัวเองจนเข้าใกล้ smart goals มากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะมีความเชื่อมั่นในตัวเอง และรู้สึกว่าที่แห่งนี้เป็นที่ของเรา เราสามารถที่จะพัฒนาตัวเองไปได้มากกว่านี้อีก

เคล็ดลับการฝึกพลังใจ (Empowerment)

ทุกคนต้องเคยเจอกับอุปสรรคที่มาขวางให้เราต้องเฟลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ การที่หมดแรงถอดใจไม่ได้เป็นปัญหา ตราบใดที่เราหยุดพักแล้วลุกขึ้นมาสู้ต่อ การที่จะมีพลังใจดีไม่หมดหวังในสถานการณ์ต่างๆ ต้องได้รับการฝึก ซึ่งมีเคล็ดลับเสริมที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เรามีพลังใจที่ดีมากขึ้น ตัวอย่างเช่น

 เปิดโอกาสให้กับตัวเองในการทำสิ่งต่างๆ

การที่ได้พยายามคิดหรือทดลองทำสิ่งใหม่ๆ จะเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง บางคนที่มีความคิดด้านลบจะกลัวการเผชิญกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคย เพราะคิดว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่สามารถจัดการรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ เลยหลีกเลี่ยงปิดกั้นโอกาสของตัวเอง หากเราต้องการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตดีขึ้น การยอมเสี่ยงออกจากพื้นที่ปลอดภัย (safe zone) เป็นสิ่งที่น่าทำ เพราะเป็นการเพิ่มโอกาสในการไปเจอสิ่งที่ดีกว่า หรือต่อให้เราไปทดลองทำสิ่งนั้นแล้วไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ใหม่ๆว่าอะไรทำแล้วเวิร์คไม่เวิร์ค

 

 แข่งกับตัวเอง

แต่ละคนมีความสามารถไม่เหมือนกัน การแข่งกับคนอื่นจะทำให้เราเหนื่อยและบางทีเราอาจจะไม่ได้ในสิ่งที่เป็นความต้องการของเราจริงๆ ดังนั้นให้เราวางเป้าหมายที่เป็นของเรา ก้าวเดินด้วยจังหวะของตัวเอง แข่งกับตัวเองว่าตอนนี้ต่างกับในอดีตอย่างไรบ้าง

 

การทำงานร่วมกับคนอื่น

การที่เราทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปแข่งหรือทำตัวให้เหนือเขา ความสำเร็จของงานเกิดจากหลายคนร่วมมือร่วมใจกันทำ แต่ละคนมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การที่ได้ทำงานกับคนที่หลากหลายจะมีคนที่ช่วยทำสิ่งที่เราไม่ถนัดให้ ตัวเราเองก็สามารถไปช่วยแก้จุดอ่อนของคนอื่นได้เช่นกัน เวลาที่ทำงานร่วมกันต้องมีการชื่นชม ให้กำลังใจกัน เมื่อเรามีสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมงานจะเป็นการเพิ่มพลังใจให้เราด้วย เพราะเราจะรู้สึกดี ภูมิใจ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมและความสำเร็จที่เกิดขึ้น

 

รักในสิ่งที่ทำ

หากเราได้ทำในสิ่งที่เราชอบ เราจะมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น แต่หากเราต้องไปทำสิ่งที่เราไม่ชอบ เราควรมองหาข้อดีของงานนั้นเท่าที่จะหาได้ เพื่อกระตุ้นให้ตัวเองมีพลังใจในการทำงาน

 

หากผิดหวังล้มเหลวก็ไม่เป็นไร

 การที่เราตั้งใจทำอะไรแล้วผลออกมาไม่ได้เป็นตามที่คาดหวังไว้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ หากเราจะเศร้า เสียใจ ผิดหวังก็ไม่เป็นไร ทำใจยอมรับความรู้สึกแย่ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่โทษตัวเอง เปลี่ยนวิธีคิดว่าความล้มเหลวไม่ได้หมายถึงเราแย่ แต่เป็นการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆทำให้เราเก่งขึ้น 

...วันสอบ TCAS ของจริงแต้วมีความมั่นใจมากขึ้นเพราะอ่านและซ้อมทำโจทย์มาเป็นอย่างดี ในห้องสอบแต้วกาข้อคำตอบด้วยความมั่นใจ ข้อไหนยากก็ช่างมัน ต่างจากเติ้ลที่เห็นข้อสอบแล้วสติแตกเหมือนไม่เคยเรียนมาก่อน กาทิ้งดิ่งไปเลย ผลคะแนนที่ออกมาแต้วสอบติดคณะแพทยฯ ที่ต่างจังหวัด แม้ไม่ใช่อันดับแรกที่เธอเลือก แต่อย่างน้อยเธอก็ได้เรียนตามที่คาดหวังไว้ ส่วนเติ้ลติดคณะที่ตัวเองไม่ได้อยากเรียน แต่เลือกเผื่อไว้เพื่ออย่างน้อยจะได้สอบติดไม่เสียหน้าคนอื่นเติ้ลยังคงงงกับชีวิตต่อไปว่าจะเอาอย่างไรต่อดี เพราะใจจริงอยากเรียนวิศวฯ มากกว่า

และสิ่งที่เติ้ลและแต้วมีไม่เหมือนกันคือ Self-Empowerment หรือพลังใจนั่นเอง แล้วน้องๆ ชาว Dek-D ละคะ วันนี้มีเป้าหมายและฝึกพลังใจแล้วหรือยัง?

 

แหล่งอ้างอิงhttps://www.mindtools.com/aiaydss/achieving-personal-empowermenthttps://www.developgoodhabits.com/self-empowerment/https://bestself.co/blogs/articles/self-empowerment-techniques-that-help-you-be-your-besthttps://storiesbytrinh.medium.com/the-importance-of-self-empowerment-its-not-what-you-think-49aefb4b4a6ahttps://www.mindtools.com/a4wo118/smart-goals

 

 หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง “จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น”

 

หมอแมวน้ำ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น