Teen Coach EP.87 : ด้วยรักและห่วงใย! จะคุยยังไง? ถ้าคนใกล้ตัวใช้บุหรี่ไฟฟ้า (Pod)

ทำความเข้าใจวัยรุ่นใช้ Pod พร้อมแนะนำวิธีการเลิก

บุหรี่ไฟฟ้า (Vape/Pod) เป็นอุปกรณ์สารเสพติดที่ผิดกฎหมายตามประกาศ พ.ศ. 2557 ระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ผู้ที่ฝ่าฝืนลักลอบนำเข้าจะต้องรับโทษจำคุก-ปรับเงิน 

แต่จากประสบการณ์การรักษาคนไข้และคนรอบตัวของพี่หมอแมวน้ำ มีคนจำนวนไม่น้อยทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่เคยลองใช้ บางคนใช้อย่างยาวนานต่อเนื่องด้วยเหตุผลต่างกัน เช่น ลดความเครียด ใช้ตามกลุ่มเพื่อน ส่วนใหญ่เริ่มใช้ตั้งแต่วัยรุ่น มีการแอบใช้ทั้งที่บ้าน ในโรงเรียน และสถานที่อื่น ๆ ความเห็นของวัยรุ่นมองว่าการดูด Pod มันก็เหมือนกับการกินชานมไข่มุกที่กินแล้วฟินกระจาย ไว้แก้เบื่อเซ็ง คูลดี ใช้แค่นิดเดียวไม่เป็นไรหรอก ถ้าอยากเลิกเดี๋ยวเลิกเอง  ผู้ใหญ่จะมายุ่งกับเรื่องนี้ทำไม แต่คนที่เดือดร้อน คือ พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู ที่อยากให้เด็กหยุดใช้เด็ดขาด เมื่อมีความเห็นไม่ตรงกันความขัดแย้งเลยเกิดขึ้น ต่างฝ่ายต่างหาข้อมูลมายันสิ่งที่ตนเชื่อ ฝ่ายเด็กใช้ชุดข้อมูลที่บอกว่า Pod อันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่จริงเป็นมวน แต่ผู้ใหญ่จะหาข้อเสียว่า Pod ทำลายทั้งสุขภาพกายใจ และทำให้เกิดปัญหาการเสพติด พี่หมอแมวน้ำขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง Pod เพื่อข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่าสมควรใช้ต่อไปหรือไม่

 ทำความรู้จักบุหรี่ไฟฟ้า ( Pod/ Vape )

มีการศึกษาวิจัยพบว่าเยาวชนทั่วโลกใช้บุหรี่ไฟฟ้า (Electronic cigarettes/ E-cigarettes/ ENDS/ Vape/ Pod  ) ในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มใช้ตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะอุปกรณ์และน้ำยามีราคาถูก เข้าถึงง่าย ในหลายประเทศอนุญาตให้มีการขายบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างเสรี แต่ประเทศไทยถือเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย

บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่สร้างความร้อนให้สารนิโคตินที่อยู่ในน้ำยาระเหยออกมาเป็นไอน้ำแล้วสูบเข้าไปในปอด คนขายพยายามโน้มน้าวคนซื้อว่าการใช้ Pod ปลอดภัยกว่าการใช้บุหรี่จริงเพราะไม่ได้มีการเผาไหม้ ซึ่งร่างกายจะได้รับนิโคตินก่อนที่จะถูกพ่นออกมาและ Pod ช่วยลดปริมาณการใช้บุหรี่จริงได้  น้ำยาที่ใช้มีกลิ่นหอมและมีระดับสารนิโคตินที่มีความเข้มข้นแตกต่างกัน ทำให้คนใช้คิดว่าไม่มีอันตรายและไม่ติดนิโคติน แต่ข้อเท็จจริง คือ น้ำยาบางรุ่นมีนิโคตินในปริมาณที่สูงมากจนทำให้เสพติดได้  หลายคนอยากเลิกบุหรี่จริงเลยไปใช้ Pod แต่กลายเป็นติด Pod แทน

ส่วนผสมของน้ำยาที่โดนความร้อนทำให้เกิดสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหลายอย่างทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  

 

  • อนุภาคเขม่าขนาดเล็กจะเข้าไปในเนื้อปอดและระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งส่งผลกับหัวใจโดยตรง ทำให้มีอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตสูง เกิดภาวะหลอดเลือดสมองหดตัวเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองได้
  • สารที่เป็นตัวทำละลายของเหลวที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อโดนความร้อนจะเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งโลหะหนักนำไปสู่การเป็นมะเร็งปอดหรือโรคอื่น ๆ อีกมากมาย
  • สารแต่งกลิ่นผลไม้หรือกลิ่นหอมมีฤทธิ์ทำลายเยื่อบุหลอดลม
  • มีการปลดปล่อยอนุภาคขนาดเล็ก ***PM 2.5 *** แทรกซึมเข้าส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นการสะสมพิษไปก่ออันตรายในอวัยวะต่างๆ
  • การใช้นิโคตินทำให้สมองมีการเปลี่ยนแปลงทำงานผิดไปจากปกติ ดังนั้นยิ่งเริ่มใช้นิโคตินตั้งแต่อายุยังน้อยมากเท่าไร จะส่งผลเสียกับสมองมากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวัยรุ่นเพราะอายุนี้เป็นช่วงที่สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex-PFC) จะมีการพัฒนามากที่สุด ซึ่ง PFC มีความสำคัญในการวางแผนบริหารจัดการชีวิตและสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำ (executive functions and attention performance) เมื่อสมองโดนนิโคตินเข้าจะไปทำให้หยุดยั้งการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมองได้ เมื่อ PFC มีการทำงานผิดปกติ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดสารเสพติด มีอาการสมาธิสั้นและมีปัญหาเรื่องความคิดความจำ โรคทางอารมณ์ (Mood Disorders) ในเวลาต่อมา
  • การใช้ Pod เพิ่มโอกาสในการใช้สารเสพติดอย่างอื่น เช่น นำกัญชาที่เป็นของเหลวหรือสารเสพติดอื่นๆผสมลงไปในการสูบ นอกจากผู้ใช้จะติดและได้รับผลเสียจากนิโคตินแล้ว ยังอาจติดและรับพิษจากสารเสพติดอื่นที่ผสมลงไป คนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มว่าจะใช้สารเสพติดอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น เหล้า, กัญชา
  • กรณีคนที่ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช เช่น โรคสมาธิสั้น (ADHD), โรคซึมเศร้า (Depression), โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder), โรคการปรับตัวผิดปกติภายหลังจากประสบเหตุอันตราย (PTSD) มักใช้ Pod เพราะนิโคตินจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นชั่วคราว เป็นการลดความทรมานจากอาการทางจิตเวช ซึ่งจะนำไปสู่การติดนิโคติน และนิโคตินทำให้ยาที่ใช้รักษาทางจิตเวชได้ผลไม่ดี เพราะทำให้ยามีประสิทธิภาพในการรักษาลดลง

 ส่วนใหญ่แล้วเด็กจะเห็นเพื่อนและคนรอบข้างใช้กันจนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งพัฒนาการตามวัยของวัยรุ่นอยากเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำว่าเอาอยู่ ไม่น่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายกับตัวเอง ทำให้เด็กไม่มีแรงจูงใจที่จะเลิกใช้ Pod แต่ฝั่งผู้ปกครองศึกษาหาข้อมูลมาละเอียด เห็นแต่โทษ มองเห็นอนาคตว่าถ้าเด็กยังใช้ Pod ต่อเนื่องจะเกิดผลเสียอะไรตามมา แต่พูดยังไงเด็กก็ไม่ฟัง พี่หมอแมวน้ำขอแนะนำเทคนิคการคุยเพื่อให้เด็กได้ตระหนักรู้ถึงความห่วงใยของพ่อแม่ รับฟังเหตุผลมากขึ้น และเพิ่มแรงจูงใจในการหยุดใช้ Pod

 คุยอย่างไรเมื่อเด็กใช้ Pod

 

  1. ผู้ใหญ่ต้องคุมตัวเองให้สงบ หากไปคุยด้วยความโกรธ หงุดหงิด ด่าว่า พูดสั่งสอนยืดยาว เด็กจะ shutdown ไม่รับฟัง ดื้อต่อต้าน ทำให้เป็นการคุยที่ไม่ได้ประโยชน์
  2. คุยด้วยน้ำเสียงปกติเสมือนการคุยทั่วไปในชีวิตประจำวัน เหมือนถามว่าจะไปกินข้าวร้านไหน พูดคุยเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป อย่าง ใช้ Pod มานานเท่าไร ช่วยสอนวิธีการใช้ ถามความถี่/ปริมาณที่ใช้ ใช้แบบนิโคตินกี่ % ดูดวันละกี่หัว หาซื้อที่ไหน ใช้แล้วรู้สึกยังไง เพราะอะไรถึงยังใช้ต่อ

    เมื่อรู้ข้อมูลจะได้เข้าใจเหตุผลที่เด็กใช้ เพราะถ้าเด็กใช้จากการมีปัญหาบางอย่าง เมื่อรู้ที่มาจะได้ช่วยเหลือเด็กถูกทาง เช่น ใช้เพื่อลดความเศร้า จะได้พาไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ให้รักษาโรคซึมเศร้า หรือถ้าใช้เพื่ออยากเข้ากลุ่ม อาจช่วยพัฒนาจุดดีอย่างอื่นที่จะทำให้เพื่อนยอมรับโดยไม่ต้องใช้ Pod
  3. ชวนเด็กคุยว่ามีความรู้ความเข้าใจเรื่อง Pod มากน้อยแค่ไหน หากเด็กไม่รู้ ให้ข้อมูลเด็กเพิ่มแบบไม่ยัดเยียด เพราะบางครั้งความหวังดีที่คนรับไม่อยากได้ จะกลายเป็นเสียอารมณ์เสียความสัมพันธ์กันแทน
  4. ประเมินว่าเด็กมีแนวโน้มจะใช้ต่อไปนานแค่ไหน มีแรงจูงใจในการลดเลิกมั้ย (motivational interview)

เมื่อคนเราใช้สารเสพติดหากอยากจะลดเลิก แต่ละคนมีความตั้งใจต่างกัน

 ระยะ 1 ไม่อยากเปลี่ยนพฤติกรรม (Precontemplation stage)

คือยังอยากใช้ Pod อยู่ ถึงแม้จะรู้ถึงข้อเสีย

ระยะ 2 ลังเลว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมดีมั้ย (Contemplation stage)

 รู้ว่าการสูบ Pad ไม่ดี มีความคิดว่าอยากเลิก แต่ไม่มั่นใจว่าจะเลิกได้มั้ย

 ระยะ 3 มีความมุ่งมั่นว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรม (Preparation stage)

อยากหยุดใช้ Pod เพราะไม่อยากให้สุขภาพแย่ ไม่อยากเป็นมะเร็งปอด ไม่อยากโง่เพราะสมองพัง

ระยะ 4 ลงมือปฏิบัติปรับพฤติกรรม(Action)

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเลิกสารเสพติด ลงมือทำจริง ทิ้งอุปกรณ์ไปให้หมด หากิจกรรมอย่างอื่นทำ เบี่ยงเบนความสนใจไม่ให้กลับไปหมกมุ่นกับการใช้ Pod

 ระยะ 5 รักษาพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปแล้วนั้นให้คงอยู่ (Maintenance)

 บางทีเวลาเครียดหรือเห็นคนอื่นใช้ก็อยากใช้อีก แต่ฝืนใจไปเคี้ยวหมากฝรั่งนิโคตินแทน

 

การติดดูด Pod มันคือการเสพสุขจากนิโคติน เสพบรรยากาศและทำให้เข้ากับเพื่อนได้ หรือมีข้อดีที่ทำให้ไม่อยากเลิกใช้ แต่ข้อเสียของมันมีอยู่หลายอย่าง หากวัยรุ่นลังเลว่าจะใช้ต่อหรือพอแค่นี้ ลองลดปริมาณหรือหยุดใช้ แต่ถ้าลงแดงจนต้องกลับไปใช้ต่อ หรือคุยกับผู้ใหญ่รอบตัวแล้วไม่เข้าใจกัน พี่หมอแมวน้ำแนะนำให้พบจิตแพทย์ นักจิตวิทยา ซึ่งจะช่วยให้เด็กจะเข้าใจตัวเอง ผู้ใหญ่เข้าใจเด็กมากขึ้น หากมีโรคหรือปัญหาใดจะได้หาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เป็นการเพิ่มโอกาสในการลดหรือเลิกใช้ Pod ได้ค่ะ

 

ข้อมูลจากhttps://www.hopkinsmedicine.org/health/wellness-and-prevention/5-truths-you-need-to-know-about-vapinghttps://kidshealth.org/en/parents/e-cigarettes.htmlhttps://truthinitiative.org/research-resources/emerging-tobacco-products/colliding-crises-youth-mental-health-and-nicotine-usehttps://www.healthline.com/health/how-to-quit-vaping#motivation

 หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง “จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น”

หมอแมวน้ำ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น