อดีตนักธุรกิจสาวเจอโควิดทำธุรกิจเจ๊งจนเป็นหนี้ พลิกวิกฤตหันมาเขียนนิยายออนไลน์จนปัง!  | The Chosen EP. 41 คุณหนูใหญ่สกุลจาง

โควิดทำธุรกิจเจ๊งจนเป็นหนี้ 
พลิกวิกฤตหันมาเขียนนิยายออนไลน์จนปัง!  

The Chosen EP. 41 คุณหนูใหญ่สกุลจาง

  • พี่หนิง คือ นักเขียนเจ้าของนามปากกา “คุณหนูใหญ่สกุลจาง” ผู้เขียนนิยายจีนฟีลกู๊ดเรื่อง “ย้อนเวลาไปผูกด้ายแดง ในยุค 70's”
  • ก่อนหน้านี้ เธอเคยเป็นเจ้าของธุรกิจสปาและร้านอาหารมาก่อน แต่เพราะโควิดทำให้ธุรกิจต้องปิดตัวลงพร้อมกับหนี้ก้อนโต ในช่วงที่กำลังว่างงาน เธอใช้เวลาว่างมาอ่านนิยายออนไลน์คลายเครียด และทำให้นึกถึงความฝันในวัยเด็ก
  • พี่หนิงกลับมาเขียนนิยายตามฝันในวัยเด็กอีกครั้ง และหวังว่าจะมีรายได้จากการเขียนนิยายออนไลน์มาช่วยปลดหนี้ แต่นิยายเรื่องแรกที่เขียนก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก
  • เธอไม่ท้อถอย เก็บข้อผิดพลาดจากนิยายเรื่องแรกมาเขียนนิยายเรื่องที่สองต่อทันที จนทำให้นิยายเรื่อง “ย้อนเวลาไปผูกด้ายแดง ในยุค 70's” ได้รับฟีดแบ็กที่ดี ทั้งยอดวิว และคอมเมนต์ ทั้งยังมีรายได้เพิ่มขึ้นมาจากที่เคยได้เพียงหลักร้อยกลายเป็นหลักหมื่นต่อเดือน
  • ปัจจุบันพี่หนิง ทำงานดูแลอะพาร์ตเมนต์ และตั้งใจเขียนนิยายออนไลน์เป็นอาชีพที่สอง

* * * * *

 

ยิ่งกว่าละคร… โควิดทำธุรกิจเจ๊งจนเป็นหนี้ แต่ไม่ท้อ พลิกวิกฤตเปลี่ยนเส้นทางชีวิตมาเขียนนิยายออนไลน์จนปัง! 

ชวนอ่านเรื่องราวชีวิตสุดพลิกผันของ “พี่หนิง” หรือนักเขียนเจ้าของนามปากกา “คุณหนูใหญ่สกุลจาง” ผู้เขียนนิยายจีนแสนฟีลกู๊ดเรื่อง “ย้อนเวลาไปผูกด้ายแดง ในยุค 70's”  อดีตนักธุรกิจสาวเจ้าของธุรกิจสปาและร้านอาหารที่ผันตัวมาเขียนนิยายออนไลน์ จนมีรายได้มาจุนเจือชีวิตอีกครั้ง

พี่หนิง เล่าถึงชีวิตที่เหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตอนที่ยังเด็กเธอเคยมีความฝันอยากเป็นนักเขียน แต่พอเรียนจบปริญญาตรีที่ไทยและได้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา เธอก็อยากจะเอาความรู้ที่เรียนมาใช้ในการทำงานให้เต็มที่ แต่หลังจากกลับมาทำงานที่ไทยก็ได้ค้นพบว่าตัวเองไม่เหมาะกับระบบราชการ และการทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับ เธอจึงตัดสินใจออกมาทำธุรกิจสปาและดูแลร้านอาหารไปด้วย แต่ทว่าธุรกิจที่กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ก็ต้องหยุดชะงักลงเพราะสถานการณ์โควิด และในท้ายที่สุดก็ต้องปิดกิจการลงพร้อมกับหนี้ก้อนโต 

ในช่วงที่กำลังว่างงาน พี่หนิงได้กลับไปช่วยดูแลอะพาร์ตเมนต์ของครอบครัว และอาศัยเวลาว่างจากการทำงานมาอ่านนิยายออนไลน์คลายเครียด กระทั่งวันหนึ่งเธอได้ดูคลิปสัมภาษณ์นักเขียนเด็กดีที่มีรายได้จากการเขียนนิยายออนไลน์ เธอคิดว่าตัวเองน่าจะทำได้ เลยตัดสินใจกลับมาทำความฝันในวัยเด็กที่ไม่เคยลงมือทำดูสักครั้ง และหวังว่าการเขียนนิยายครั้งนี้จะช่วยปลดหนี้ที่มีอยู่ได้

พี่หนิงเริ่มเขียนนิยายในเดือนตุลาคมปี 2565 นิยายเรื่องแรกที่เขียนไม่ได้ปังจนสามารถสร้างรายได้ให้อย่างที่หวัง แต่เธอก็ไม่ท้อ เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากนิยายเรื่องแรกมาเขียนเรื่องต่อไปทันที พอมาเขียนเรื่องที่สอง นิยายเรื่อง “ย้อนเวลาไปผูกด้ายแดง ในยุค 70's” ก็ได้รับฟีดแบ็กดีเกินคาด พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากรายได้หลักร้อย ค่อยๆ ขยับเป็นหลักพัน และขึ้นมาเป็นหลักหมื่นได้ในเวลาเพียงไม่นาน 

แม้ว่าตอนนี้ พี่หนิงจะเพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางนักเขียน และยังไม่ได้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจนสามารถปลดหนี้ทั้งหมดได้ในเร็ววันนี้ แต่เราเชื่อว่าเรื่องราวของนักเขียนมือใหม่คนนี้ รวมถึงประสบการณ์ และวิธีการเขียนนิยายของเธอ จะเป็นแรงบันดาลใจดีๆ ให้กับนักอยากเขียนทุกคนได้ ตามมาดูเส้นทางนักเขียนของเธอคนนี้กันเลย

พี่หนิง นักเขียนเจ้าของนามปากกา “คุณหนูใหญ่สกุลจาง”
พี่หนิง นักเขียนเจ้าของนามปากกา “คุณหนูใหญ่สกุลจาง” 

จากเจ้าของธุรกิจสปาและร้านอาหาร
สู่นักเขียนนิยายออนไลน์  

สวัสดีค่ะ ชื่อพี่หนิงนะคะ ปีนี้ก็อายุ 43 ปี แล้วค่ะ ปัจจุบันก็ดูแลอะพาร์ตเมนต์ด้วย ในยามว่างก็มานั่งเขียนนิยายขายค่ะ 

พี่หนิงเรียนจบปริญญาตรีที่เมืองไทย ทางด้านรัฐศาสตร์ค่ะ แล้วก็ไปต่อปริญญาโทที่อเมริกาเกี่ยวกับการท่องเที่ยว พอเราเรียนจบกลับมา เราก็อยากทำงานที่เอาความรู้เราไปใช้ได้ ก็เลยไปสมัครงานที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยค่ะ ทำงานอยู่ที่นั่นประมาณปีหนึ่ง ก็รู้สึกว่าเราอาจจะไม่เหมาะกับระบบราชการ ก็เลยตัดสินใจออกมาค่ะ

แล้วก็มีโอกาสได้เข้าไปทำงานที่ UN ต่อ พอไปทำปุ๊บก็รู้สึกว่ายังไม่ใช่เราอีก สุดท้ายก็เลยตัดสินใจออกมา ตอนนั้นเผอิญมีเพื่อนทำงานที่คลินิกเสริมความงาม เรารู้สึกว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะว่ามีการเติบโตค่อนข้างสูง ก็เลยตัดสินใจไปทำงานที่คลินิกแห่งหนึ่ง ทำแล้วก็รู้สึกว่าชอบมาก เลยตั้งใจว่าจะเปิดสถาบันเสริมความงามขึ้นมาค่ะ 

ธุรกิจค่อนข้างโอเคนะคะ ก็ไปได้เรื่อยๆ จนกระทั่งก่อนที่จะมีโควิดเกิดขึ้น พี่ชายพี่เปิดร้านอาหาร แล้วช่วงนั้นเขาดูแลกิจการต่อไม่ไหว ก็เลยให้พี่เข้าไปสานต่อ ก็เลยได้ดูแลร้านสปาควบคู่ไปกับการทำงานร้านอาหารไปด้วย ตอนแรกก็ไปได้สวยแหละ แต่ปรากฏว่าพอโควิดมา กิจการตรงนี้เป็นกิจการที่โดนผลกระทบมากที่สุดโดยตรงทั้งสองแห่ง สุดท้ายโควิดยาวนานถึง 3 ปี กิจการก็ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ก็ต้องหยุดลงทั้งคู่ค่ะ 

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กลับมาอ่านนิยายจริงๆ จังอีกครั้งหนึ่ง เพราะช่วงนั้นคือพี่หยุดยาวเลยประมาณเกือบ 2 ปีค่ะ ก็มานั่งอ่านนิยายอ่าน จนกระทั่งพ่อเห็นว่าว่างเกินไปแล้วนะ ก็เลยให้ไปช่วยดูแลอะพาร์ตเมนต์ที่คุณพ่อเขามีอยู่ เป็นกิจการของครอบครัว พอเข้าไปทำ กลางวันเราก็ไม่มีอะไรทำ ก็นั่งอ่านนิยายนี่แหละ เรียกว่าแอบอู้งานนิดหนึ่ง มานั่งอ่านนิยายในออฟฟิศ ก็เปิดอ่านไปเรื่อย แล้วแต่ว่าเราชอบอ่านเรื่องไหน จุดนี้เองก็เลยเป็นโอกาสที่ทำให้เรามีเวลามาเขียนนิยายได้ค่ะ 

ฝันอยากเขียนนิยายปลดหนี้ 
แต่นิยายเรื่องแรกไม่ปังอย่างที่คิด 

จริงๆ แล้วเราเป็นคนที่อ่านนิยายมาเยอะ แล้วก็ชอบเขียนนิยายในระดับหนึ่งค่ะ แต่ว่าเราไม่เคยจริงจังกับมัน เขียนๆ หยุดๆ ก็เลยไม่เคยมีเรื่องไหนที่จบเลยค่ะ แล้วคือไปเจอคลิปหนึ่งในเด็กดีที่มีคนได้รายได้เป็นแสนเลยจากการเขียนนิยายออนไลน์ ก็เลยจุดประกายว่า เราก็อาจจะได้แบบนั้นเหมือนกันนะ 

แล้วคือ เราก็อยากได้เงินค่ะ เพราะจากการทำกิจการที่บอกว่าทั้งเรื่องสปาและร้านอาหาร ทำให้เรามีหนี้อยู่ก้อนหนึ่ง แล้วพอมาทำงานอะพาร์ตเมนต์ เราได้เงินเดือนจากที่บ้านก็ไม่ได้เพียงพอที่จะมาจ่ายหนี้สินก้อนนี้ ก็เลยตัดสินใจว่า จะลองดู เผื่อว่าเราจะได้รายได้ อันนี้เรียกว่า มีความฝันไว้ก่อน ได้ไม่ได้ไม่รู้ ก็เลยลองลงมือทำดูค่ะ เมื่อตอนประมาณปีตุลาคมปี 65 เลยเริ่มเขียนนิยายออนไลน์เรื่องแรกค่ะ แล้วก็ลงในเด็กดีค่ะ 

พอเริ่มเขียนเรื่องแรก กระแสตอบรับยังธรรมดา ยังไม่ได้แบบดีมาก คอมเมนต์ก็น้อย นักอ่านก็น้อย แต่ด้วยความที่เรารู้สึกว่า ยังเป็นแค่เรื่องแรก ก็ยังต้องลองพยายามต่อไป คิดว่าไม่แน่หรอก เดี๋ยวพอเราเขียนต่อไปเรื่อยๆ อาจจะมีคนตามก็ได้ แล้วเป็นนิยายเรื่องแรกด้วย เราก็ยังไม่รู้ว่าคนอ่านชอบแนวไหน ถึงเราจะชอบอ่านนิยาย แต่ทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องชอบแบบเรา อีกอย่างคือเรื่องภาษาด้วย การใช้ภาษาอาจจะยังไม่ดีมาก หรือการลำดับเรื่อง การเรียบเรียงเรื่องให้น่าติดตาม อาจจะยังไม่ดีเท่าไหร่ ก็เลยทำให้ฟีดแบ็กค่อนข้างน้อยค่ะ

ตอนนั้นก็คิดว่าเรื่องแรกเหมือนเป็นการลองตลาดมากกว่า เราจะไปผิดหวังเพราะว่า เริ่มต้นแล้วล้มไม่ได้ บางทีเราต้องเอาบทเรียนตรงนี้มาแก้ดู ว่าเราพลาดตรงไหนบ้าง ทำไมคนถึงไม่ชอบอ่านนิยายของเรา เราก็กลับไปอ่านนิยายของเรา ถ้าเราอ่านนิยายแล้วเรายังไม่สนุกกับมัน ก็แปลว่าผลงานนี้มันยังไม่ใช่ค่ะ

นิยายเรื่องที่สองเรื่อง ย้อนเวลาไปผูกด้ายแดง ในยุค 70's 
นิยายเรื่องที่สองเรื่อง ย้อนเวลาไปผูกด้ายแดง ในยุค 70's   

เรื่องที่สองปังแบบพลิกชีวิต เพราะ..
ถอดบทเรียนจากเรื่องแรก เอาเรื่องใกล้ตัวมาเขียน

พอมาเขียนเรื่องที่สอง พี่ก็เลยมานั่งคิดว่าเรื่องที่เราจะเขียนจะต้องเป็นเรื่องที่น่าสนใจ อย่างน้อยตัวเราต้องชอบก่อน เราต้องรู้สึกก่อนว่า น่าติดตามนะ น่าสนใจนะ พี่มองจากตัวเองด้วยว่า พี่ชอบนิยายที่สนุก อ่านแล้วมันตลก อ่านแล้วมันคลายเครียด พี่ก็เลยเขียนนิยายเรื่อง ย้อนเวลาไปผูกด้ายแดง ในยุค 70's ขึ้นมาค่ะ

เกือบ 50% ของเรื่องเนี่ยเป็นชีวิตของตัวเองนะ คือมีอยู่วันหนึ่ง พี่เคยนั่งคิดว่า ถ้าพี่ย้อนกลับไปแก้ไขเรื่องราวในอดีตของพี่ได้ พี่อยากจะไปแก้ไขอะไรบ้าง ตอนนี้ฉันอายุ 40 แล้วเนี่ย ถ้าฉันกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ช่วงเวลาไหนที่ฉันอยากจะกลับไปแก้ไขเรื่องราวตัวเอง หรืออย่างตอนนี้เรามีประสบการณ์ชีวิตมาแล้ว เราจะกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตยังไงบ้าง เลยเกิดเป็นนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาค่ะ แต่ถ้าเกิดเราย้อนเวลากลับไปแก้ไขแบบธรรมดาๆ ก็ดูไม่ค่อยน่าสนใจ พี่เลยเติมเกี่ยวกับเรื่องของระบบเข้ามาด้วย เพราะพี่รู้สึกว่าถ้าเราย้อนเวลากลับไปแบบไม่มีตัวช่วยเลยมันจะยากไปนิดหนึ่ง พี่ก็เลยเพิ่มความง่ายให้กับนางเอกที่อายุยังน้อยแค่ 5 ขวบ ว่านางจะจัดการชีวิตต่อจากนี้ยังไง 

เรื่องที่สองก็ฟีดแบ็กโอเคเลยค่ะ โอเคจนตกใจ ก็ไม่คิดฝันเหมือนกันว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ทำให้คนอ่านชอบแล้วก็ติดตามผลงานเรามากขึ้น เรียกว่าพลิกหน้ามือเป็นหลังมือเลยค่ะ เพราะว่าจากเรื่องแรกที่เคยบอกว่าคอมเมนต์ค่อนข้างน้อย ตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้วจนถึงตอนนี้รู้สึกว่าคอมเมนต์จากเรื่องแรกยังไม่ถึง 20 คอมเมนต์เลยมั้งค่ะ แต่พอเรื่องที่สองเนี่ย คอมเมนต์น่าจะเป็นหลักพันแล้วค่ะ ต้องบอกเลยว่าคอมเมนต์จากนักอ่านเป็นกำลังใจสำหรับนักเขียนมากๆ เลยค่ะ

จากหลักร้อยสู่หลักหมื่น
นักอ่านสนับสนุนจนมีแรงเขียนนิยายทุกวัน!

คือต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้นักเขียนมีโอกาสมากขึ้น อย่างพี่เองพี่ก็ถือตัวเองว่ายังเป็นมือสมัครเล่นอยู่นะคะ สามารถเข้าวงการนี้ได้ง่ายขึ้น ทำให้คนเห็นผลงานของเราได้ง่ายขึ้น ตรงนี้ก็เลยทำให้เรามีโอกาสมากขึ้นที่จะประสบความสำเร็จแล้วก็หารายได้จากการเขียนนิยายได้ค่ะ

ตั้งแต่แรกเราวางแพลนไว้แล้วว่าจะขายตอนอ่านล่วงหน้า อย่างที่บอกว่าจุดเริ่มต้นในการเขียนนิยายของเราคือเราก็อยากได้รายได้เพื่อไปจ่ายหนี้สินที่เรามีนะคะ แต่เราก็ไม่อยากเอาภาระของเราไปให้นักอ่าน ก็เลยตั้งใจว่าเราจะไม่ขายเป็นรายตอน เพราะเราอยากให้คนที่เขางบน้อยได้อ่านนิยายของเราด้วย สำหรับนักอ่านที่พอมีกำลังทรัพย์และอยากจะติดตามนิยายของเราแบบเรียลไทม์ ก็สามารถจ่ายแบบอ่านล่วงหน้าได้ค่ะ

ตอนแรกรายได้ก็ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ แต่พอเริ่มเดือนที่สอง เดือนที่สาม นักอ่านมาจากไหนไม่รู้ค่ะ งงมาก คิดว่าอาจจะเพราะว่าพอเราลงตอนนิยายเยอะขึ้นด้วยค่ะ จากตอนแรกเราลงแค่วันละ 3 ตอนต่อสัปดาห์ พอขายก็เพิ่มมาเป็น 4 ตอนต่อสัปดาห์ จนทุกวันนี้ก็แทบจะลงทุกวันแล้วค่ะ รายได้ก็เข้ามามากขึ้นเป็นหลักหมื่น ก็ตกใจเหมือนกัน 

 

ตั้งแต่ตุลาคมปีที่ผ่านมาเนี่ย รายได้ยังไม่ถึงหลักร้อยเลยค่ะ อยู่ๆ พอเข้ามกราคมปุ๊บ เราลงเรื่องที่สองปุ๊ป รายได้จากเดือนแรกก็ขึ้นเป็นหลักหลายพันเลย พอเดือนที่สองเดือนที่สามก็ขึ้นเป็นหลักหมื่น ก็เลยทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้นว่าเราน่าจะมาถูกทางแล้วนะ เป็นกำลังใจจากนักอ่านที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีแรงในการเขียนมากขึ้นค่ะ 

ทุกอาชีพมีทั้งคนที่ทำสำเร็จและล้มเหลว
ขอแค่คุณอย่ายอมแพ้ และลงมือทำต่อไป

พี่เชื่อว่าทุกอาชีพมีคนที่ประสบความสำเร็จแล้วมีคนที่ล้มเหลว ทุกอาชีพมีสองด้านเสมอ พี่เชื่อว่านักเขียนก็มีทั้งนักเขียนที่สามารถหาเงินได้เยอะ กับนักเขียนที่หาไม่ได้เช่นกัน อยู่ที่ว่าคุณเข้าถูกตลาดไหม จังหวะของคุณได้ไหม โอกาสของคุณมาหรือยัง 

กว่าพี่จะเริ่มนิยายเรื่องนี้ก็ผ่านมา 40 ปีแล้วนะ อายุจนปูนนี้ถึงเพิ่งมาเขียนนิยายเรื่องแรกแล้วก็เพิ่งจะเริ่มเข้าสู่เส้นทางการเป็นนักเขียน แต่พี่มองว่ามันไม่ช้าเกินไป การเป็นนักเขียนเป็นอะไรที่ดีมากตรงที่ว่าอายุเท่าไหร่คุณก็เริ่มได้ คุณอายุ 60 ปีคุณก็เริ่มได้ เพราะก็มีนักเขียนบางท่านที่อายุเยอะแล้วแต่ท่านก็มาเริ่มเขียนนิยายได้ พี่นับถือเลยค่ะ 

แล้วการเขียนนิยายมีต้นทุนต่ำที่สุด แล้วก็สะดวกที่สุดเพราะอยู่ที่ไหนก็ทำได้ นั่งหน้าคอมอยู่ที่บ้านก็ได้ อยู่ที่โรงเรียนก็ได้ อยู่ร้านกาแฟก็ได้ เพราะฉะนั้นขอแค่เราเริ่มแค่นั้นเอง ถ้าเราเริ่มเราก็จะสามารถทำมันต่อไปเรื่อยๆ ได้ แค่ว่าต้องมีจุดสตาร์ทก่อนเท่านั้นเอง 

เวลาที่คุณมีความฝันนะคะ คุณแค่ต้องหาหาโอกาสให้ตัวเอง เหมือนอย่างพี่ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่เริ่มเขียนนิยาย พี่ก็มองว่าเป็นความฝันมาตลอดว่า เราอยากเขียนนิยายนะ แต่เราแค่อยากไง แต่เราไม่ลงมือทำสักที แล้วพอวันใดก็ตามที่คุณเริ่มลงมือทำแล้ว ความฝันนั้นก็จะกลายเป็นความจริงได้ จะกลายเป็นอาชีพของคุณได้ จะกลายเป็นรายได้ให้คุณได้ ก็คือเป็นรูปธรรมกลับมาให้เรานั่นแหละค่ะ 

สำหรับพี่ตอนนี้ พี่มองว่าการเขียนนิยายเป็นอาชีพที่สองของพี่ซึ่งกำลังอาจจะกลายเป็นอาชีพหลักด้วยซ้ำ พี่เชื่ออย่างหนึ่งว่าคนเราไม่จำเป็นต้องมีอาชีพเดียว อยู่แค่ว่าเราแบ่งเวลายังไงแค่นั้นเอง ถ้าเราแบ่งเวลาได้เราจะมีกี่อาชีพก็ได้ค่ะ

ชอบที่พี่หนิงบอกว่า เราจะผิดหวังเพราะเรื่องแรกไม่สบความสำเร็จไม่ได้ เพราะไม่แน่ว่าเรื่องต่อไปเราอาจจะปังก็ได้ แล้วพี่หนิงก็ทำให้เรื่องที่สองปังแบบพลิกชีวิตได้จริงๆ 

เรื่องราวของพี่หนิงในวันนี้ หากใครอ่านจนจบจะต้องได้กำลังใจดีๆ จากพี่หนิงไม่น้อย อย่างน้อยก็เรื่องของความไม่ยอมแพ้ เพราะพี่หนิงได้เล่าเส้นทางชีวิตที่เหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบให้เราฟังตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีจนได้ไปเรียนต่อเมืองนอก และกลับมาทำงานที่ไทย กระทั่งลาออกจากงานประจำมาลองทำธุรกิจจนเจ๊งเพราะโควิด และในช่วงเวลานี้เอง พี่หนิงก็ได้ก้าวเข้ามาเป็นนักเขียนมือใหม่ที่ตั้งใจจะเขียนนิยายหาเงินไปปลดหนี้ แต่นิยายเรื่องแรกกลับไม่ปังอย่างที่คิด โชคดีที่พี่หนิงไม่ยอมแพ้ เก็บบทเรียนจากเรื่องแรกมาแก้ไขในเรื่องที่สอง จนได้รับฟีดแบ็กที่ดี และแม้ว่าตอนนี้พี่หนิงจะเพิ่งเริ่มต้นเขียนนิยายได้ไม่นาน แต่เธอก็วางแผนในอนาคตว่าอยากจะเขียนนิยายออนไลน์เป็นอาชีพแล้ว

หากใครที่มีความฝันหรืออยากเขียนนิยายออนไลน์ ลองเปลี่ยนความฝันและความอยากของเราเหมือนที่พี่หนิงทำ ตั้งเป้าหมายและลงมือเขียนนิยายกันตั้งแต่ตอนนี้ได้เลย โอกาสบนเส้นทางนักเขียนเปิดรอต้อนรับทุกคนอยู่นะคะ ^^

เริ่มเขียนนิยาย

พี่แนนนี่เพน

 

อ่านผลงานของ “คุณหนูใหญ่สกุลจาง” 

 

พี่แนนนี่เพน
พี่แนนนี่เพน - Columnist สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น