|
เป็นอีกข่าวหนึ่งที่ พี่ลาเต้ ตั้งใจนำมาให้น้องได้อ่านกันนะครับ...ซึ่งเป็นความจริงที่ทางอาจารย์สอนสาขาวิชาแพทย์ออกมายอมรับว่า...สิ่งที่นักศึกษาแพทย์ได้เรียนกันนั้น...ในชีวิตจริงๆนำมาใช้น้อยมาก... อาจารย์แพทย์ชี้หมอถูกฟ้องเยอะเหตุคนไข้คาดหวังสูง ยอมรับสิ่งที่เรียนมาใช้งานจริงน้อย รักษาผู้ป่วยได้ต้องสั่งสะสมประสบการณ์เป็นหลัก แนะปรับรูปแบบการเรียนการสอนมองตามสภาพจริง นพ.สกลสิงหะ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวถึงการจัดเวทีสัมมนา อาจารย์แพทย์อยากสอนอะไร นักเรียนแพทย์อยากเรียนอะไร ในงานประชุมประชุมวิชาการระดมพลังสร้างระบบสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ให้เต็มที่ทุกอำเภอ เมื่อเร็วนี้ๆ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กทม. ว่า กรณีที่มีแพทย์ถูกฟ้องเยอะมาก ส่วนหนึ่งมากจากคนไข้มีความคาดหวังสูงกับแพทย์ คนไข้จะฟ้องแพทย์เพื่อเรียกค่าเสียหาย ความยุติธรรมแก่ครอบครัว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แพทย์ถือว่ามีภาระหน้าที่เยอะ เพราะนอกจากต้องดูแลผู้ป่วย ประชาชนที่เข้ามารักษาแล้ว บางคนยังทำหน้าที่เป็นครู พ่อ แม่ สามี ภรรยา ดูแลคนในครอบครัว
ทั้งนี้โดยส่วนตัวตอนเป็นนักศึกษาแพทย์อยากเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีและภาคปฏิบัติทุกอย่าง แต่สิ่งที่ได้เรียนเป็นเรื่องกายวิภาคเยอะมาก สิ่งที่เรียนมาจึงไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะตอนทำงานดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย สิ่งที่ต้องคำนึงมากที่สุด คือ ความเป็นความตายของคนไข้ การรักษาจะต้องรอบคอบ ละเอียด ความปลอดภัย และชีวิตของคนไข้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ใช่คำนึงถึงเพียงการวัดไข้ หรือดูแลเบื้องต้นเท่านั้น ตอนเรียนไม่มีการสอนให้เราไปดูแลรักษาคนไข้ระยะสุดท้าย แต่พอตอนทำงาน เรากลับต้องไปทำในสิ่งที่เราไม่ได้เรียนมาจากหนังสือ แต่กลับนำการสังเกต ประสบการณ์ทำงานมาใช้ หลักสูตรที่เราเรียนจึงไม่ได้ช่วยอะไร ทำได้เพียงให้เรารู้ภาคทฤษฎี แต่การทำงานจริงๆ ในชีวิตของคนเป็นหมอ ต้องเรียนรู้ สะสมจากประสบการณ์ทั้งหมด สิ่งที่หมอทุกคนต้องเรียนรู้จึงเป็นประสบการณ์ ไม่ใช่การเรียนเพียงอย่างเดียว นพ.สกลกล่าว นพ.สกล กล่าวอีกว่า เมื่อไปทำงานเป็นแพทย์ สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ อยากกลับไปเรียนใหม่ เพราะสิ่งที่เรียนมาไม่ตรงกับเวลาทำงานจริงๆ อีกทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ เวลาไปอยู่ในโรงพยาบาลอาจไม่ครบครันเหมือนตอนเรียน ขอฝากคนที่มีส่วนร่วมวางรูปแบบการเรียนการสอน ควรมองสภาพความจริงที่เกิดขึ้น และสิ่งที่เรียนนั้นสามารถนำไปใช้ได้จริงๆ หรือไม่ ส่วนนักศึกษาแพทย์อย่าหลงว่าตัวเองเป็นคนเก่ง เพราะเวลามาทำงานจะรู้ว่าการได้ช่วยชีวิตคนที่กำลังจะตายและรอดได้ เห็นรอยยิ้มของญาติผู้ป่วยนั้นมีความสำคัญมากกว่าการเป็นคนเก่ง และควรมองตัวเองว่าเรียนเพื่ออะไร จะอยู่ในส่วนไหนของสังคม |
|
พพี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกพ |

7 ความคิดเห็น
แพทย์น่ะ เรียนโดยตรงกับการรักษาคนไข้เลยไม่ใช่เหรอ? การเรียนที่ต้องนั่งข้างหมอจริงๆแล้วต้องคอยวินิจฉัยโลกไปพร้อมกับอาจารย์หมอ และพอปีสูงขึ้นก็ต้องลงมือรักษาคนไข้เอง เช่น การทำคลอดคนไข้ หรือการตรวจภายในโดย น.ศ.พ.
... นี่ไม่ใช่การเรียนกับของจริงอีกเหรอเนี่ย?
หรือเป็นเฉพาะบางที่
แต่เราเห็นด้วยที่แพทย์ปัจจุบันถูกฟ้องเยอะมาก คนไข้ค่อนข้างคาดหวังกับหมอเยอะ เพราะโรคปัจจุบันมียารักษาได้หายขาด ถึงได้คิดว่า ไปหาหมอแต่ครั้งเดียวก็น่าจะหาย ... แต่โรคบางโรคต้องรักษานานๆ และรักษาค่อนข้างยาก
บางโรคแม้จะเป็นแต่เกิดกับคนละคน วิธีรักษาก็ต่างกันแล้ว
การรักษาให้หายอย่างรวดเร็วจะส่งผลร้ายแก่ตัวคนไข้เอง การใช้ยาแรงๆให้หายเร็วก็เกิดผลร้ายต่อตัวคนไข้เอง เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก
งึมๆ แค่คนไข้ไม่ค่อยเข้าใจข้อนี้ซะเท่าไร หายช้าหรือไม่หายแบบคนอื่นที่เขาเป็นโรคเดียวกันก็ฟ้อง... หมอก็จำนวนน้อยไม่พอต่อจำนวนคนไข้ ... เป็นหมอน่ะ เงินดีก็จริง แต่เครียดจะตายไป
ถ้าเรียนแค่ให้รู้ แต่ใช้ประโยชน์อะไรจากมันไม่ได้เลย
ก็ไม่ค่อยน่าเรียนนักนะคะ เรียนก็หนัก พอทำงาน
กลับต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่เนี่ย
วันๆ นึงไม่รู้เจอคนตั้งเท่าไร
มันเป็นเรื่องธรรมดาที่หมอต้องมีล้ากันบ้างล่ะนะ
หมอก็คน ถ้าเป็นหุ่นยนต์ก็ว่าไปอย่าง
สมควรที่เด็กไทยจะหันความสนใจไปเรียนอย่างอื่น