เรื่องนี้โรงเรียนไม่ได้สอน : รวบตึง 4 เทคนิคจัดลำดับความสำคัญ งานเยอะแค่ไหนก็เอาอยู่!

งานเยอะท่วมหัว แต่เวลามีจำกัด จะทำยังดี? 

ใน 1 วัน ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน  แต่ในเวลานั้นเราต่างมีสิ่งที่ต้องทำมากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะน้องๆ ชาว Dek-D ที่ต้องเรียนหนังสือ ช่วงเวลากลางวันก็หมดไปกับการเรียนที่โรงเรียน ตกเย็นก็ต้องไปเรียนพิเศษ เรียนเสร็จก็ยังมีการบ้าน รายงาน งานเดี่ยว งานกลุ่มรออีกเป็นตั้ง ถามว่าจะได้นอนกี่โมง? 

ปีนี้เราจะเป็นคนใหม่ ที่ได้นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ แม้ว่าจะมีงานกองท่วมหัว แต่เราก็เอาอยู่ ด้วยเทคนิคการจัดลำดับความสำคัญเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด!

เทคนิค Eisenhower Matrix

ไอเซนฮาวร์ แมทริกซ์  (Eisenhower Matrix) เป็นเทคนิคที่ใช้ในการจัดลำดับความสำคัญของงาน โดยจะแบ่งงานออกเป็น 4 ส่วนตามความเร่งด่วน และความสำคัญ  โดยจะแบ่งออกเป็น 4 ตาราง แล้วลิสต์งานลงไปในแต่ละช่องตามลำดับความสำคัญ  

  • ช่องที่ 1 เร่งด่วนและสำคัญมาก : ต้องทำทันที และทำให้เสร็จเร็วที่สุด
  • ช่องที่ 2 ไม่เร่งด่วนแต่สำคัญมาก : ต้องวางแผน และกำหนดเวลาในการทำเพื่อให้เสร็จตามเวลา
  • ช่องที่ 3 เร่งด่วนแต่สำคัญน้อย : เป็นงานที่ต้องทำทันที แต่ไม่สำคัญ อาจจะแจกแจงงานให้คนอื่นช่วยทำแทนก็ได้ เพื่อเอาเวลาไปโฟกัสสิ่งที่สำคัญกว่า
  • ช่องที่ 4 ไม่เร่งด่วนและไม่สำคัญ : ถ้าเป็นงานที่ไม่จำเป็นต้องทำ ก็ไม่ต้องทำ เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาไปโดยไม่ได้อะไร

เทคนิค MoSCoW

วิธีการจัดลำดับความสำคัญของงานโดยแบ่งประเภท และทำตามความเร่งด่วนตามลำดับนี้ M-S-C-W

Must have : ต้องทำ

Should have : ควรทำ

Could have : ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้

Won’t have : ไม่ต้องทำ

เทคนิค 1-3-5

เป็นการจัดลำดับความสำคัญของงาน โดยวิธีง่ายๆ แค่เน้นที่ตรงที่ความสำคัญและความเร่งด่วนของงาน โดยตั้งให้งานที่ต้องทำอย่างแรก คืองานที่สำคัญที่สุด  เสร็จแล้วค่อยทำ 3 งานที่สำคัญรองลงมา แล้วค่อยทำงานย่อยๆ ที่เหลือ 

กฎ 80/20 Pareto principle

ทฤษฎี Pareto มาจากนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี Vilfredo Federico Damaso Pareto ที่พบว่าในประเทศมีจำนวนประชากรเพียง 20% ที่เป็นกลุ่มทุน และมีอิทธิพลภาย และอีกกว่า 80% ที่เป็นเพียงคนธรรมดา และ 20% ที่ว่านั้นเองก็เป็นคนควบคุมเศรษฐกิจกว่า 80% ของประเทศ

ซึ่งทำให้เห็นความสำคัญของ 20% ก่อนที่จะลงมือทำ เราต้องวิเคราะห์ว่างานไหนให้ผลลัพธ์ หรือผลตอบแทนที่ดีที่สุด โดยจะโฟกัสงาน 20% ส่วนนั้นก่อน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ 80% ตามมา ส่วนงานที่ต้องทำถึง 80% แต่ได้ผลลัพธ์ 20% ก็ให้หาวิธีที่ลดเวลาในการทำ เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปงานที่ไม่คุ้มค่า  

น้องๆ สามารถนำเทคนิคนี้ไปปรับใช้กับการทำการบ้าน ทำรายงาน การอ่านหนังสือ หรือทุกๆ เรื่องในชีวิตประจำวันได้ เพื่อให้เวลา 24 ชั่วโมงของเราเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ใครใช้เทคนิคไหนแล้วได้ผลอย่างไร มารีวิวในคอมเมนต์ข้างล่างนี้ได้เลยนะคะ 

ข้อมูลจากhttps://www.proofhub.com/articles/how-to-prioritize-taskshttps://oneproductivity.substack.com/how-to-prioritize-tasks-7-powerfulhttps://www.dek-d.com/teentrends/57107/
พี่แพม
พี่แพม - Columnist คอลัมนิสต์สายติ่งเกาหลี นอนน้อยเพราะดูซีรีส์ สาระไม่ค่อยมี หน้าตาดีไปวันๆ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น