Teen Coach EP.122 : ไม่ใช่ดวงตกแต่เป็นความจริง ที่เรื่องซวยๆ มักเกิดแต่เรา!!!

ก้าวขาออกจากบ้านผิดข้าง มันจะมีเรื่องผิดพลาดไปทั้งวันจริงมั้ย?

Murphy’s Law หรือ กฎของเมอร์ฟี

"Anything that can go wrong will go wrong" แปลเป็นไทยว่า  "ทุกสิ่งที่สามารถผิดพลาด มันจะผิดพลาด"

นี่คือประโยคที่เมอร์ฟีกล่าวเอาไว้  จนมันถูกนำไปใช้อย่างแพร่พลายในปัจจุบัน คำกล่าวนี้มักถูกนำมาใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรือโชคร้าย เช่น ทำกาแฟหกใส่เสื้อก่อนออกจากบ้าน รถติดเมื่อรีบไปประชุม หรือโทรศัพท์แบตหมดระหว่างที่ออกมาข้างนอก

ถามว่ามันเป็นการมองโลกในแง่ร้ายไหม? หรือว่าเราคิดไปเอง? จริง ๆ แล้วกฎของเมอร์ฟีมีการอธิบายไว้ด้วยวิทยาศาสตร์ด้วยนะ

กฎของเมอร์ฟีมีที่มาจาก Edward A. Murphy Jr. วิศวกรการบินของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1949 ขณะทำการทดลองเกี่ยวกับแรง G บนร่างกายมนุษย์ มีการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดความเร่งที่ร่างกายของนักบิน แต่พบว่าเซ็นเซอร์ทั้งหมดถูกติดตั้งผิด ทำให้ข้อมูลใช้งานไม่ได้

Murphy พูดว่า "If there’s any way to do it wrong, he will" ซึ่งต่อมาพัฒนากลายเป็น "If anything can go wrong, it will" และถูกเรียกว่า "กฎของเมอร์ฟี"

แม้ว่ากฎของเมอร์ฟีจะเริ่มจากบริบททางวิศวกรรม แต่มันกลับถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย

ในความเป็นจริง สามารถอธิบายด้วยคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ ความซวยต่างๆ เหล่านี้เกิดจากกระบวนการทำงานของสมองมนุษย์ที่มีอคติในการรับรู้ (Cognitive Bias) เช่น

1. อคติทางลบ (Negativity Bias)

มนุษย์มีแนวโน้มที่จะ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นลบมากกว่าสิ่งที่เป็นบวก ซึ่งเป็นกลไกทางวิวัฒนาการที่ช่วยให้เรารอดชีวิตได้ในอดีต เป็นการระมัดระวังอันตรายที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น หรือสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของเรา แต่ในปัจจุบัน สิ่งนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการรับรู้อันตราย และทำให้เราจินตนาการทางลบเกินกว่าความเป็นจริง เช่น

  • ถ้าเราทำงานผิดพลาด เรามักจะจำความผิดพลาดนั้นได้แม่นยำกว่าความสำเร็จที่ผ่านมา
  • หากวันหนึ่งเราเจอปัญหาหลายอย่าง เรามักจะโฟกัสไปที่ปัญหามากกว่าสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน

2. การให้ความสนใจแบบเลือกได้ (Selective Attention)

สมองของเรามีขีดจำกัดในการรับรู้ข้อมูล เราไม่สามารถจดจำทุกสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้น เราจึงมักให้ความสนใจกับสิ่งที่ตรงกับความคาดหวังหรือความเชื่อของเรา

 

หากเราคิดว่า "วันนี้เป็นวันซวย" เราจะสังเกตเฉพาะสิ่งที่เป็นลบและมองข้ามสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องแย่ ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเพียงการรับรู้ของเราเอง

3. อคติยืนยันความเชื่อ (Confirmation Bias)

เมื่อเรามีแนวคิดว่ากฎของเมอร์ฟีเป็นจริง เรามักจะมองหาหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อนี้ และละเลยหลักฐานที่ขัดแย้งกับมัน เช่น

 

ถ้าเราคิดว่ารถไฟฟ้าจะมาสายเสมอ เราจะจดจำเฉพาะวันที่รถไฟฟ้าสาย และมองข้ามวันที่มันมาตรงเวลา

ตัวอย่างของกฎของเมอร์ฟีในชีวิตประจำวัน

  • ในวันที่รีบมาก รถจะติดเสมอ : ในความเป็นจริง รถติดเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเรารีบ เราจะให้ความสนใจกับความล่าช้ามากกว่าปกติ
  • ขนมปังจะตกด้านที่ทาแยมเสมอ : ความจริงคือโอกาสที่ขนมปังจะตกด้านไหนขึ้นอยู่กับความสูงและมุมของการตก ไม่ใช่โชคร้าย
  • เราไม่ถูกหวยสักที หวยกินทุกรอบ : ความน่าจะเป็นที่จะมีโอกาสถูกหวยในแต่ละรอบต่ำมาก
  • เราไม่เคยสุ่มดวงเป็นผู้โชคดีกับศิลปินที่ชอบสักรอบ : ในความเป็นจริง แต่ละครั้งโอกาสที่จะสุ่มได้ของเรามีแตกต่างกันไป น้อยหรือมากตามสัดส่วนที่กำหนด ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ความน่าจะเป็น

เราต่างก็เคยรู้สึกว่า ชีวิตมันแย่ ดวงตก อันนี้ก็ไม่ได้ อันนั้นก็ไม่ดี จนเรารับรู้ถึงเรื่องลบ ๆ เรื่องที่เราพลาดตลอด และมองข้ามสิ่งที่เราได้รับจนเกินไป

นอกจากนี้ บางครั้งมันเกิดจากความคาดหวังของเรา ที่เรามองว่าสิ่งที่เราคิด ไม่เกิดขึ้นตามที่เราหวัง โดยเราลืมมองโอกาสและคำนวนความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้นั่นเอง

ลองนึกถึง Avengers Infinity War ดูสิ จังหวะที่ Dr. Strange บอกว่าโอกาสที่จะชนะธานอสมีเพียงน้อยนิด แต่สุดท้ายก็ยังหาวิธีกลับมาชนะได้ แม้ว่าจะช้าไป 5 ปีก็ตาม เราอย่าพึ่งถอดใจ หรือรู้สึกแย่กับเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ มันเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ ที่อาจจะผ่านไปได้ในเร็ววันนั่นเอง

แล้วเราจะรับมือยังไงดี พี่มีมาแนะนำ สำหรับคนที่รู้สึกว่าตนเองมองโลกในแง่ร้ายเกินไป และห้ามความคิดตัวเองไม่ได้

1. เปลี่ยนมุมมอง (Reframe Your Thinking)

แทนที่จะคิดว่า "ทุกอย่างผิดพลาดเสมอ" ให้มองว่า "ข้อผิดพลาดเป็นโอกาสในการเรียนรู้" ถ้าเราเตรียมตัวให้ดีขึ้น เราก็จะลดโอกาสเกิดความผิดพลาดได้

2. มีสติและสมาธิ (Mindfulness & Awareness)

หากเรารู้ว่าความคิดทางลบสามารถส่งผลต่อการรับรู้ของเรา การฝึกสติและตระหนักถึงอคติทางความคิดจะช่วยให้เรามองโลกอย่างสมดุลมากขึ้น

3. วางแผนรับมือกับข้อผิดพลาด (Plan for Failure)

แทนที่จะหวังว่าอะไร ๆ จะเป็นไปตามแผนเสมอ ให้เตรียมแผนสำรอง ตัวอย่างเช่น

  • ออกเดินทางก่อนเวลาเผื่อรถติด
  • สำรองไฟล์เอกสารไว้หลายที่
  • ตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนใช้งาน

กฎของเมอร์ฟีเป็นผลมาจากอคติทางความคิดของเรา ซึ่งความคิดเชิงลบทำให้เรามองเห็นโลกในแง่ลบมากกว่าความเป็นจริง หากเราเข้าใจว่ากฎของเมอร์ฟีเป็นเพียงการรับรู้ของเรา และเรียนรู้วิธีจัดการกับมัน เราก็จะสามารถลดความเครียด และใช้ชีวิตด้วยมุมมองที่เป็นกลางมากขึ้น

แทนที่จะยอมรับว่าทุกอย่างต้องผิดพลาด ลองเปลี่ยนมุมมองเป็น เตรียมพร้อมและรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น แล้วเราจะพบว่า ทุกเรื่องราวที่เราเจอมันไม่ได้แย่ในแบบที่เราคิดนั่นเอง

ข้อมูลจาก https://www.psychologytoday.com/intl/blog/darwins-subterranean-world/202404/the-evolutionary-psychology-of-murphys-lawhttps://web.colby.edu/cogblog/2017/04/17/murphys-law https://medium.com/@sparkcc94/murphys-law-a577e4311303
โค้ชพี่นักเก็ต

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น