รู้จัก! 8 โรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อน ป้องกันการป่วย

สวัสดีค่ะน้อง ๆ Dek-d ทุกคน น้อง ๆ คงได้สัมผัสกับอากาศในประเทศไทยช่วงนี้กันแล้วที่เข้าสู่หน้าร้อนอย่างเต็มที่สุด ๆ แถมยังร้อนอีกมาก ๆ ด้วย เรียกว่าร้อนยืนหนึ่งเลยก็ว่าได้ และเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือโรคต่าง ๆ ที่มักพบเจอได้ในอากาศที่ร้อนจัด ๆ แบบนี้

น้อง ๆ ก็ต่างต้องออกไปใช้ชีวิตข้างนอก แต่ถ้าเจออากาศร้อนจัดแบบนี้ แล้วไม่ได้ดูแลตัวเองหรือเอาใจใส่เรื่องสุขภาพก็อาจเกิดโรคที่มากับหน้าร้อนได้นะคะ น้อง ๆ อาจมองว่าไม่อันตรายไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแต่ถ้าได้รู้จักอาการ วิธีการรักษา การป้องกันไว้ก็คงจะดีกว่า งั้นวันนี้พี่นิ้งขอพาไปรู้จักกับ 8 โรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อนกันค่ะ

 

ความสำคัญของการรู้เท่าทันโรคที่มากับอากาศร้อน

แน่นอนค่ะว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนอากาศที่ร้อนอบอ้าวไม่ได้นำมาเพียงแค่แสงแดดจ้าและความสดใสของฤดูกาลแน่นอน แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่โรคต่าง ๆ มักจะระบาดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับอาหาร น้ำ และความร้อน การรู้เท่าทันและเตรียมตัวรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันความเจ็บป่วยและทำให้สนุกกับหน้าร้อนได้อย่างปลอดภัยกันค่ะ

รูปภาพจาก Freepik
รูปภาพจาก Freepik

รู้จัก! 8 โรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อน

1. โรคอาหารเป็นพิษ

อาหารเป็นพิษ เป็นภาวะที่เกิดจากรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป ทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องและท้องเสียถ่ายเหลวตามมา อาหารเป็นพิษสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยทั่วไปอาหารเป็นพิษเป็นภาวะไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง แต่หากเกิดอาการรุนแรงก็อาจทำให้เกิดการสูญเสียสารน้ำและเกลือแร่ได้

สาเหตุ

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อโรคจำพวก S.aureus หรือ B. cereus หรือ C. perfringens ที่มีการปนเปื้อนในอาหาร เช่น ข้าวผัด ขนมจีน อาหารกระป๋อง เป็นต้น โดยเชื้อโรคเหล่านี้จะมีการผลิตสารพิษ (enterotoxin) ที่ทนต่อความร้อนได้ดี เมื่อผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มี enterotoxin เข้าไปก็จะเกิดอาการของอาหารเป็นพิษตามมานั่นเองค่ะ

อาการ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนนำมาก่อนและเด่นกว่าอาการท้องเสีย อาการคลื่นไส้มีได้ทั้งรุนแรงไม่มากจนถึงรุนแรงมากจนไม่สามารถทานอาหารได้ ส่วนใหญ่มักมีอาการหลังรับประทานอาหารที่สงสัยประมาณ 2-16 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็จะมีอาการปวดท้อง ท้องเสียถ่ายเหลวเป็นน้ำตามมา นอกจากนี้ยังอาจพบผู้ที่รับประทานทานอาหารร่วมกับผู้ป่วยก็อาจจะมีอาการได้เช่นเดียวกันในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน 

วิธีการรักษา

โดยปกติถ้าอาการของผู้ป่วยไม่รุนแรง สามารถหายได้เองภายใน 24-48 ชั่วโมง โดยรักษาตามอาการ เช่น ดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทน ทานยาแก้คลื่นไส้อาเจียนหรือยาแก้ปวดท้อง ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ หากอาการไม่ดีขึ้นแนะนำให้ไปพบแพทย์

วิธีการป้องกัน

  • เลือกอาหารที่ผ่านการเตรียมเป็นอย่างดี 
  • ปรุงอาหารที่สุก ควรกินอาหารที่สุกใหม่ๆระมัดระวังอาหารที่ปรุงสุกแล้วอย่าให้มีการปนเปื้อน อาหารที่ค้างมื้อต้องทำให้สุกใหม่ก่อนรับประทาน 
  • แยกอาหารดิบและอาหารสุก ให้ระมัดระวังการปนเปื้อน 
  • ล้างมือก่อนจับต้องอาหารเข้าสู่ปาก ให้พิถีพิถันเรื่องความสะอาดของห้องครัว 
  • เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง  หนู  หรือสัตว์ อื่น ๆ
  • ใช้น้ำสะอาด

2. โรคอุจจาระร่วง

ภาวะที่มีการถ่ายอุจจาระเหลวผิดปกติ คือการถ่ายอุจจาระเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งติดต่อกัน หรือมากกว่าใน 1 วัน หรือถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่ายเป็นมูกเลือด 1 ครั้ง อาจมีอาเจียนร่วมด้วย

สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว ปรสิตและหนอนพยาธิในลำไส้ จากการรับประทานอาหาร และน้ำไม่สะอาด การไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนการเตรียมหรือปรุงอาหาร และภาชนะสกปรกมีเชื้อโรคปะปน

อาการ

มีไข้ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และอุจจาระบ่อยอาจมีมูกหรือเลือดปน เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด หากเป็นรุนแรงอาจมีภาวะขาดน้ำร่วมด้วย

วิธีการรักษา

  • รักษาตามอาการ ในกรณีติดเชื้อไวรัส (ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ)
  • รักษาตามอาการ ให้ยาปฏิชีวนะในกรณีติดเชื้อแบคทีเรีย
  • หากมีอาการถ่ายไม่หยุดหรือภาวะขาดน้ำ แพทย์จะพิจารณาให้รับประทานเกลือแร่หรือสารละลายทางหลอดเลือดดำทดแทนจนกว่าอาการจะดีขึ้น

วิธีการป้องกัน

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนปรุง หรือรับประทานอาหารและภายหลังถ่ายอุจจาระ
  • ดื่มน้ำสะอาด ถ้าเป็นน้ำต้มสุกจะดีที่สุดและเลือกซื้อน้ำแข็งที่ถูกหลักอนามัย
  • เลือกรับประทานอาหารที่สะอาดสุกใหม่ ๆ ไม่ควรรับประทานอาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม หากจะเก็บอาหารที่เหลือจากการรับประทานหรืออาหารสำเร็จรูปที่ชื้อไว้ ควรเก็บไว้ในตู้เย็นและอุ่นให้เดือดทั่วถึงทุกครั้งก่อนรับประทาน
  • ล้างผักสด ผลไม้ ด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง
  • กำจัดขยะมูลฝอย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน เช่น อุจจาระเด็กกำจัดหรือทิ้งในโถส้วมหรือกลบให้มิดชิด
  • ถ่ายอุจจาระในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ

3. โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก

โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก ( Heatstroke ) คือ โรคอันตรายที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน โดยเกิดจากที่อยู่ท่ามกลางอากาศร้อนมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ เมื่อเกิดอาการควรได้รับการรักษาในทันที เพราะอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อหัวใจ สมอง ไต และกล้ามเนื้อ

สาเหตุ

  • อากาศร้อนชื้น
  • ออกกําลังกายหรือใช้แรงมากขณะที่อยู่ในสภาพอากาศร้อน
  • สวมเสื้อผ้าที่ไม่ระบายอากาศหรือหนา ทำให้เหงื่อไม่สามารถระเหยออกได้ อุณหภูมิของร่างกายจึงไม่สูงขึ้น
  • ดื่มน้ำน้อย
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะไปรบกวนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

อาการ

  • เมื่ออุณหภูมิร่างกายที่วัดจากภายในร่างกาย ผ่านทางทวารหนักสูงตั้งแต่ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป
  • พฤติกรรมหรือสภาพจิตใจเปลี่ยนไป เช่น สับสนเฉียบพลัน หงุดหงิดฉุนเฉียว พูดไม่รู้เรื่อง เพ้อ ชัก หรือโคม่า
  • หากเป็นโรคลมแดดจากอากาศร้อน ผิวจะแห้งและร้อน
  • หากเป็นโรคลมแดดจากการออกกําลังกายอย่างหนัก ผิวจะแห้งและชื้นเล็กน้อย
  • คลื่นไส้และอาเจียน
  • ผิวหนังแดงขึ้น
  • หัวใจเต้นเร็ว หายใจหอบถี่
  • ปวดหัวตุบ ๆ

วิธีการรักษา

  • ลดอุณหภูมิของร่างกายด้วยการเช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาด ฉีดน้ำเย็นรดตัว ร่วมกับใช้พัดหรือพัดลม
  • อาบน้ำฝักบัวหรือแช่น้ำเย็น หากอยู่กลางแจ้งอาจแช่ตัวในลําธารหรือแม่น้ำ
  • นั่งในที่ร่ม หรือสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ 
  • ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มผสมเกลือแร่เพื่อชดเชยเกลือและน้ำที่สูญเสียไป
  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นจัดเพราะอาจทําให้ปวดท้อง และไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะไปรบกวนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

วิธีการป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่บริเวณอากาศร้อนจนเกินไป โดยเฉพาะหากเกิน 40 องศาเซลเซียส
  • ปกป้องผิวจากแสงแดดด้วยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป สวมหมวกปีกกว้าง และแว่นกันแดด ทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมงหรือถี่กว่านั้นหากเหงื่อออกหรือว่ายน้ำ
  • สวมเสื้อผ้าที่เนื้อผ้าเบาบาง ระบายอากาศได้ดี และไม่รัด
  • ดื่มน้ำบ่อย ๆ
  • งดทํากิจกรรมหนัก ๆ หรือออกกําลังกายในสภาพอากาศร้อน ถ้าเป็นไปได้ควรออกกำลังกายในตอนเช้าตรู่หรือตอนเย็นแทน

4. โรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้า  คือ โรคติดเชื้อในระบบประสาท ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเรบีส์ ได้เข้าสู่ร่างกายของสัตว์ จากนั้นได้ฝังตัวอยู่ที่ระบบประสาท บริเวณสมองและเยื่อหุ้มสมอง ส่งผลให้สัตว์คลุ้มคลั่ง หรือมีอาการผิดไปจากเดิมในลักษณะแปลก ๆ หรือที่ภาษาชาวบ้านจะเรียกอาการเหล่านี้ว่าบ้า

สาเหตุ

โรคนี้มาจากเชื้อไวรัสชื่อ “เรบีส์” โดยโรคนี้สามารถแพร่กระจายสู่สิ่งมีชีวิตอื่นที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ ด้วยการกัดจากสัตว์ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสโดยเฉพาะสุนัขและแมว หากผู้ที่ถูกกัดหรือสัมผัสกับน้ำลายตรงบริเวณที่มีบาดแผล จะทำให้มีโอกาสได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ด้วยเช่นกัน ไม่เพียงแค่นั้นความเสี่ยงของโรคนี้ยังเกิดจากการไปยังพื้นที่การระบาดของเชื้อไวรัส 

ผู้ที่ต้องคลุกคลีอยู่กับสัตว์ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า โดยเฉพาะสัตวแพทย์ และผู้ที่อยู่ในห้องทดลองเชื้อไวรัสดังกล่าว โดยความรุนแรงของโรคพิษสุนัขบ้ามีอันตรายสูงสุดถึงขั้นเสียชีวิตได้

อาการ

  • ระยะเริ่มต้น อาการจะคล้ายกับโรคไข้หวัด อย่างอาการมีไข้ต่ำ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร หนาวสั่น อ่อนเพลีย แต่จะมีอาการสำคัญคือ อาการเจ็บหรือคันมาก บริเวณบาดแผลที่ถูกกัดหรือเลีย แม้แผลบริเวณนั้นจะหายไปนานแล้ว
  • ระยะกลาง ผู้ป่วยจะมีอาการทางสมอง เริ่มจากกระสับกระส่าย วุ่นวายอยู่ไม่นิ่ง ขี้หงุดหงิด ดวงตาเบิกโพลง หายใจเร็ว คลุ้มคลั่งเมื่อเจอเสียงดังหรือถูกสัมผัสเนื้อตัว สะดุ้งผวาเมื่อถูกลม เกิดอาการกลัวน้ำ แม้กระทั่งกินน้ำหรือกลืนน้ำลายก็ไม่ได้ จึงเป็นสาเหตุที่คนมักเรียกโรคนี้ว่า โรคกลัวน้ำ ระยะหลังจะมีอาการชัก กล้ามเนื้อแขนขาเกร็งกระตุก และเป็นอัมพาต
  • ระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะเริ่มแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ระบบหายใจล้มเหลว เข้าสู่อาการโคม่า หัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตในที่สุด

วิธีการรักษา

สามารถทำได้ด้วยการรีบพบแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุด โดยปกติแล้วการรักษาจะต้องสังเกตอาการของสมองและสัตว์ที่กัดว่ามีเชื้อไวรัสหรือไม่ หากสัตว์ที่กัดเคยรับวัคซีนมาก่อนอาจไม่จำเป็นที่ต้องทำการรักษา แต่หากยังไม่สามารถยืนยันผลที่แน่นอนแพทย์จะให้วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าต่อไป โดยระยะเวลาและรอบการฉีดวัคซีนแต่ละครั้งจะต้องเป็นไปตามกำหนดที่แพทย์วางไว้ให้ ดังนั้นการป้องกันโรคนี้ที่สุดคือ การรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทั้งตัวของเรา และตัวของสัตว์เลี้ยง รวมถึงดูแลสัตว์เลี้ยงของตนไม่ให้ไปคลุกคลีกับสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่ฉีดวัคซีนด้วย

วิธีการป้องกัน

  • ระวังไม่ให้เด็กอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกสุนัขกัด เช่น ไม่ให้เดินหรือเล่นตามตรอกซอกที่มีสุนัขหรือสัตว์แปลกถิ่น
  • หากถูกสัตว์กัด ให้รีบทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสบู่ รีบมาพบแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีถูกกัดเป็นแผลใหญ่และถูกกัดในบริเวณที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมาก เช่น ศีรษะ ใบหน้า มือ นิ้วมือ เท้า ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที
  • เมื่อถูกสัตว์กัดและแผลมีเลือดออก มีโอกาสที่จะติดเชื้อสูง ต้องรีบให้วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าเพื่อสกัดเชื้อไว้
  • การให้วัคซีนป้องกันโรคล่วงหน้าในผู้ที่มีโอกาสสัมผัสโรคได้สูง

5. โรคไข้หวัดแดด

ไข้หวัดแดด (โรคหวัดในฤดูร้อน) คือการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจในช่วงหน้าร้อน เป็นเชื้อในกลุ่มไข้หวัดใหญ่ มักเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ถึง มิถุนายน ยิ่งอากาศร้อนมาก ก็ยิ่งทำให้ตัวร้อนมากขึ้น ก็จะเสี่ยงต่อการเป็นไข้สูง เพราะร่างกายระบายความร้อนยากขึ้น

สาเหตุ

  • ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่
  • อุณหภูมิร่างกายสูงเกินไป
  • การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว
  • ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

อาการ

  • ตัวร้อน มีไข้รุม ๆ แต่ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส
  • ปวดศีรษะ มึนศีรษะ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • ตาแดง อาจมีอาการปวดแสบที่กระบอกตา ซึ่งกรณีนี้ต้องระวังมาก เพราะเป็นอาการแสดงว่าร่างกายสะสมความร้อนไว้มาก จนร่างกายเริ่มรับไม่ไหวแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์
  • ริมฝีปากแห้ง แข็ง แต่ไม่แตกลอก ปากแห้ง คอแห้ง แสบคอ แต่ไม่ถึงกับเจ็บคอ
  • ครั่นเนื้อครั่นตัว เป็นตะคริว
  • ปากจืด ปากขม เบื่ออาหาร กินอะไรก็ไม่อร่อย คลื่นไส้ อาเจียน
  • นอนไม่ค่อยหลับ หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ
  • ปั่นป่วนท้อง ท้องเสีย ขับถ่ายไม่ปกติ เช่น ถ่ายไม่เป็นเวลา ถ่ายยาก ปัสสาวะกะปริบกะปรอย เวลาปัสสาวะจะรู้สึกมีความร้อนสูงออกมาด้วย

วิธีการรักษาและป้องกัน

  • รับประทานยา แก้ปวด ลดไข้
  • หมั่นเช็ดตัวบ่อย ๆ เพื่อระบายความร้อนภายใน
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 8 ชั่วโมงต่อวัน และไม่ควรนอนดึกเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดด ควรพกร่ม หรือใส่เสื้อคลุมกันแดด หากต้องอยู่กลางแจ้งนาน ๆ
  • หลีกเลี่ยงการไปยังสถานที่ผู้คนแออัด
  • ช่วงที่อากาศร้อน ควรสวมเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย เนื้อผ้าไม่หนาเกินไป สีอ่อน และระบายอากาศได้ดี
  • ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้ว และทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยป้องกันหวัด

6. โรคเชื้อราผิวหนัง

โรคเชื้อราผิวหนัง แบ่งออกเป็น โรคผิวหนังชั้นตื้น คือในกลุ่มที่เป็นขี้ไคลบนผิวหนัง กับเชื้อราในผิวหนังชั้นลึกลงมาคือชั้นหนังแท้และที่ติดในชั้นไขมันของเรา โดยกลุ่มเชื้อราที่พบบ่อยคือ กลุ่มที่เป็นชนิดตื้น ซึ่งแต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะ เช่น โรคเกลื้อน จะมีการบวม มีขุยหรือสะเก็ดอยู่บริเวณขอบ อาจมีขอบสี แดง ส่วนโรคกลาก นั้นจะมีลักษณะสีผิวที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นวง ๆ สีขาว หรือบางครั้งอาจจะสีคล้ำขึ้นอยู่บริเวณหน้าอกหรือหลัง

สาเหตุ

  • สภาพแวดล้อม อากาศร้อนชื้น ความชื้นสูง ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี
  • การสัมผัส การสัมผัสกับผิวหนังของผู้ที่เป็นโรค หรือสัมผัสกับสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อรา
  • ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยเอชไอวี มีโอกาสติดเชื้อราได้ง่ายกว่า
  • การใช้ยาบางชนิด ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ หรือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ อาจทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรา

อาการ

  • ผื่นแดงหรือวงกลมคล้ายเกลื้อน มีขอบชัด อาจขยายเป็นวงกว้าง
  • คันและระคายเคือง โดยเฉพาะเวลามีเหงื่อหรือตอนกลางคืน
  • ผิวลอกหรือแตกเป็นขุย มักพบที่เท้าและฝ่ามือ
  • ตุ่มน้ำหรือแผลพุพอง พบในบางชนิดของเชื้อรา
  • ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ หากเชื้อราขึ้นที่หนังศีรษะ

เชื้อราผิวหนังที่พบบ่อย 

  • กลาก 
  • ฮ่องกงฟุต 
  • เชื้อราที่ขาหนีบ 
  • เชื้อราที่เล็บ 
  • เชื้อราในร่มผ้า 

วิธีการรักษา

สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาทา ยกเว้นบางกรณี เช่น การติดเชื้อราที่ศีรษะ เส้นผม และที่เล็บ จำพวกนี้ต้องกินยาจึงจะหายขาด ส่วนในกลุ่มคนที่เลี้ยงสัตว์ควรหลีกเลี่ยงการพาเข้าไปเลี้ยงในห้องนอน เพราะเชื้อราที่มาจากสัตว์เลี้ยงค่อนข้างรุนแรง

วิธีการป้องกัน

  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน ตามสุขบัญญัติแห่งชาติเพื่อร่างกายแข็งแรงการติดเชื้อราเกิดในคนภูมิกันต่ำ
  • ไม่คลุกคลีกับผู้ที่เป็นโรคเชื้อรา
  • ใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำให้ถูกต้องครบถ้วนและพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง

7. โรคไทฟอยด์

ไข้รากสาดน้อย หรือ ไข้ไทฟอยด์ เป็นการเจ็บป่วยที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Salmonella enterica serovar Typhi พบได้ทั่วโลกโดยติดต่อผ่านทางการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ป่วยโดยเชื้อแบคทีเรียก่อโรคนี้จะเจาะทะลุผนังลำไส้แล้วถูกจับกินโดยเซลล์แมโครฟาจ จากนั้นเชื้อ Salmonella typhi จะเปลี่ยนโครงสร้างตัวเองเพื่อดื้อต่อการทำลายและสามารถหลบหนีออกจากแมโครฟาจได้ กลไกดังกล่าวทำให้เชื้อดื้อต่อการทำลายโดยแกรนูโลไซต์ ระบบคอมพลีเมนต์ และระบบภูมิคุ้มกัน จากนั้นเชื้อก่อโรคจะกระจายไปทั่วร่างกายผ่านทางน้ำเหลืองขณะที่อยู่ในเซลล์แมโครฟาจ ทำให้เชื้อเข้าสู่ระบบเรติคูโลเอนโดทีเลียม และไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรง ที่เรียกว่า Salmonella Typhi โดยสามารถติดต่อได้ ผ่านการแพร่กระจายจากคนสู่คน เช่น การรับประทานอาหาร น้ำที่มีการปนเปื้อน และการสัมผัสกับผู้ป่วยที่มีเชื้อ เป็นต้น แต่ถึงแม้ผู้ป่วยที่เป็นไข้ไทฟอยด์ จะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้ว แต่เชื้ออาจจะยังค้างอยู่ภายในถุงน้ำดี หรือลำไส้ ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้ยังคงนับเป็นพาหะนำโรค 

อาการ

  • ช่วงแรกจะมีไข้ต่ำ แต่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกลางคืน
  • ไอแห้ง ปวดศีรษะ ปวดท้อง มีเหงื่อออก 
  • ผื่นขึ้นที่บริเวณหน้าอก และท้อง
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย อาจจะมีอาการท้องผูก หรือท้องเสียร่วมด้วย
  • เบื่ออาหาร และน้ำหนักตัวลดลง 

ไข้ไทฟอยด์ จะมีระยะฟักตัวอยู่ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก แต่จะแสดงอาการช่วงสัปดาห์ที่ 3-4 นับจากตอนที่ได้รับเชื้อ 

วิธีการรักษา

  • การให้ยาลดไข้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีไข้ขึ้นสูง เช่น ให้ยาพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง 
  • การเช็ดตัวให้ผู้ป่วย เพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย
  • อาจให้สารน้ำทดแทนผ่านทางหลอดเลือด หากผู้ป่วยมีภาวะท้องเสีย และอาเจียนอย่างรุนแรง
  • การผ่าตัด สำหรับกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้ทะลุ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในช่องท้อง

วิธีการป้องกัน

  • ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งทั้งก่อน และหลังรับประทานอาหาร หรือเข้าห้องน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานผัก และผลไม้ดิบที่ไม่สามารถปอกเปลือกออกได้ (ถ้าไม่มั่นใจว่ามีความสะอาด)
  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่มีสารปนเปื้อน
  • ฉีดวัคซีนต้านไข้ไทฟอยด์ แต่จะมีผลป้องกันแค่ 2-5 ปี และระยะเวลาในการป้องกัน จะขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีนที่ได้รับ 

8. โรคอหิวาตกโรค

อหิวาตกโรค เป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงและสามารถระบาดได้อย่างรวดเร็ว แหล่งที่ เกิดโรคมักเกิดในชุมชนที่อยู่กันอย่างหนาแน่น และในถิ่นที่ไม่มีน้ำสะอาดใช้อย่างพอเพียง ไม่มีส้วมที่ถูกสุขลักษณะ มีการสุขาภิบาลที่ไม่ดี

สาเหตุ

เป็นโรคที่เกิดกับลำไส้เล็กโดยเชื้อแบคทีเรีย พบได้กับคนทุกเพศทุกวัยแต่พบน้อยในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี มักเกิดในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะหลังความแห้งแล้งไม่มีฝนตกเป็น เวลานาน และมักเกิดหลังจากงานเทศกาล งานฉลองซึ่งมีคนจากที่ต่าง ๆ มารวมกันมาก

อาการ

ผู้ป่วยเป็นอหิวาตกโรค อาจมีอาการเล็กน้อยจนถึงขั้นรุนแรง ผู้ที่เป็นรุนแรงโรคจะเกิด ขึ้นทันทีและหนัก ทำให้เกิดอาการขาดนํ้า ขาดแร่ธาตุอย่างรวดเร็ว หากไม่ได้รับการรักษา อย่างทันท่วงทีผู้ป่วยอาจช็อคและถึงแก่กรรมได้ง่าย

แบ่งอาการของโรคได้เป็น 3 ระยะ คือ

ระยะแรก ผู้ป่วยจะมีอาการท้องเดิน ลักษณะอุจจาระในระยะแรกจะมีเศษอาหาร ต่อมาจึงถ่ายเป็นนํ้าคล้ายนํ้าซาวข้าวและมีกลิ่นเหม็นคาวจัด ถ้าเป็นอยู่นาน ๆ จะมีนํ้าดีออกมาด้วย ไม่มีมูกเลือด ผู้ป่วยจะอาเจียน และมีอาการขาดนํ้าและแร่ธาตุทำให้อ่อนเพลีย

ระยะที่ 2 ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหากไม่ได้รับการรักษาภายใน 2-12 ชั่วโมงจะเข้าสู่ ระยะช็อค โดยจะรู้สึกกระหายนํ้าอย่างรุนแรง เป็นตะคริว เสียงแห้ง แก้มตอบ เบ้าตาลึก ผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ แห้ง มือและนิ้วเหี่ยวย่น ตัวเย็น เนื่องจากการเสียเกลือแร่ไปกับอุจจาระมาก ชีพจรและความดันโลหิตจะต่ำจนวัดไม่ได้ ผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตในระยะนี้

ระยะที่ 3 หากได้รับการรักษาหรืออาการไม่รุนแรงจะเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือระยะกลับเป็นปกติ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจตายภายในไม่กี่ชั่วโมงเนื่องจากการไหลเวียนของโลหิตล้มเหลว ถ้าไม่ทำการรักษาอัตราการตายของโรคนี้จะสูงกว่า 50% แต่ถ้ารักษาให้ถูกวิธีจะช่วยลดอัตราการตายของโรคนี้ได้มาก คือต่ำกว่า 1%

วิธีการรักษา

  • ให้จิบผงละลายเกลือแร่ ที่ผสมในน้ำต้มสุก เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ในเลือดที่ร่างกายสูญเสียไป
  • ให้สารน้ำทดแทน ทางน้ำเกลือในกรณีที่เกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่มาก เพื่อรักษาภาวะขาดน้ำและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะช็อคจากการขาดน้ำเฉียบพลัน
  • ให้ยาปฏิชีวนะบางชนิดเพื่อช่วยลดระยะเวลาในการเกิดอาการท้องร่วง เช่น ยาดอกซีไซคลิน หรือยาอะซีโธรมัยซิน 
  • ให้แร่ธาตุสังกะสีเพื่อช่วยลดระยะเวลาในการเกิดอาการท้องร่วง ซึ่งมักใช้รักษาอาการท้องร่วงในเด็ก

วิธีการป้องกัน

  • ควรดื่มนํ้าและรับประทานอาหารที่ สะอาด ถูกหลักอนามัย ไม่รับประทานอาหาร ที่มีแมลงวันตอม อาหารที่ปรุงสุกแล้วควรมีฝาชีครอบ ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร ให้มีส้วมที่ถูกสุขลักษณะ กำจัดแมลงวัน ซึ่งเป็นพาหะของโรค
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรค เมื่อมีการระบาดของอหิวาตกโรค

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญมาก ๆ เลยก็คือการดูแลความสะอาดของตัวเองให้ดีค่ะ ทั้งการล้างมือก่อนและหลังรับประทานอาหาร หรือตอนเข้าห้องน้ำเสร็จ และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ปรุกสุกใหม่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย เพียงเท่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันการติดโรคต่าง ๆ ได้ค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างเอ่ย หน้าร้อนที่อากาศอับชื้นและอบอ้าวแบบนี้ก็ทำให้สามารถเกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่าย ยังไงพี่นิ้งหวังว่าบทความนี้จะทำให้น้อง ๆ รู้จักกับโรคต่าง ๆ มากขึ้นพร้อมรู้จักวิธีป้องกันนะคะ หน้าร้อนแบบนี้อย่าลืมใส่เสื้อผ้าที่สบายและดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ

 

ที่มาhttps://url.in.th/emPzUhttps://url.in.th/Ebmcdhttps://www.vibhavadi.com/th/blogs/food-poisoning-causes-symptoms-treatment-and-prevention-with-10-key-ruleshttps://www.tropmedhospital.com/knowledge/food_poisoning.htmlhttps://www.chularat3inter.com/th/contents/diarrhoeal-diseaseshttps://www.medparkhospital.com/disease-and-treatment/heatstrokehttps://www.bangkokhospitalkhonkaen.com/en/article/1679901154https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Rabies_detailhttps://www.bangpakok1.com/care_blog/view/130https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/typhoidhttps://www.thaksinhospital.com/thaksin/hot.php?id=221https://www.pobpad.com/%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84
พี่นิ้ง

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น