สวัสดีค่ะ น้องๆ ชาว Dek-D ทุกคน พอขึ้น ม.ปลาย หลายคนคงเริ่มวางแผนสอบเข้ามหาวิทยาลัย และน่าจะได้ยินคำแนะนำมากมาย เช่น ต้องอ่านหนังสือวันละ 8 ชั่วโมง ต้องเก่งทุกวิชา จนบางครั้งเราอาจคิดว่า ถ้าเตรียมตัวไม่เหมือนคนอื่น แปลว่ากำลังทำผิด
แต่จริง ๆ แล้ว การสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกคน สิ่งสำคัญคือการรู้ว่า เป้าหมายของเราคืออะไร และควรเตรียมตัวยังไงให้เหมาะกับตัวเอง มาดู 5 ความเข้าใจผิดที่เจอกันบ่อย พร้อมวิธีรับมือที่ทำได้จริงกันเลยค่ะ
ชวนเช็ก 5 ความเข้าใจผิด เกี่ยวกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย พร้อมวิธีเตรียมตัวให้เหมาะกับเป้าหมาย!
1. ต้องรู้ตั้งแต่ ม.4 ว่าจะเรียนคณะอะไร
ความจริง : ยังไม่รู้ตอน ม.4 ก็ไม่เป็นไร ค่อย ๆ สำรวจตัวเองได้
พอขึ้น ม.ปลาย หลายคนมักโดนถามว่า “อยากเรียนคณะอะไร?” พอตอบไม่ได้ น้องอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเป้าหมาย แต่จริง ๆ แล้วการที่ยังไม่รู้ ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีอนาคต สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การบังคับตัวเองให้ตอบว่า “เราจะเรียนคณะอะไร” ให้ได้ทันที แต่ค่อย ๆ สำรวจตัวเองผ่านการลงมือทำ ลองใช้วิธี 3 ลิสต์ โดยแบ่งกระดาษออกเป็น 3 ช่อง
ช่องที่ 1 สิ่งที่ชอบ
- เขียนสิ่งที่เราชอบ เช่น วิชา งาน หรือกิจกรรมที่ทำแล้วรู้สึกสนุก
ช่องที่ 2 สิ่งที่ทำได้ดี
- ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด แต่อะไรที่คนอื่นมักชม หรือเป็นสิ่งที่เราพัฒนาได้ค่อนข้างเร็ว
ช่องที่ 3 สิ่งที่ไม่ชอบ
- ข้อนี้สำคัญไม่แพ้กัน เพราะการรู้ว่าเราไม่ชอบอะไร จะช่วยตัดตัวเลือกให้แคบลงได้
จากนั้นลองดูว่า 3 อย่างนี้มีอะไรที่เชื่อมโยงกันบ้าง เช่น ชอบภาษา + เขียนได้ดี + ไม่ชอบการคำนวณ อาจลองสำรวจคณะสายภาษา นิเทศศาสตร์ อักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ต้องรีบเลือกทันที ลองหาข้อมูลต่อว่าแต่ละคณะเรียนอะไร จบไปทำงานอะไร และชีวิตจริงของคนที่เรียนสายนั้นเป็นอย่างไร ถ้ามีโอกาสลองคุยกับรุ่นพี่หรือเข้ากิจกรรม Open House ก็จะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้น
ที่สำคัญ เป้าหมายเปลี่ยนได้เสมอ สิ่งที่ชอบตอน ม.4 อาจเปลี่ยนไปเมื่อเราได้ลองเรียนหรือลองทำอะไรใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นไม่ต้องรีบหาคำตอบที่ใช่ที่สุดตั้งแต่วันแรก ค่อย ๆ สำรวจและปรับเป้าหมายไปตามสิ่งที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองก็ได้
2. ต้องอ่านหนังสือวันละหลายชั่วโมง
ความจริง : ชั่วโมงที่อ่านไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่ได้จากการอ่าน
ช่วงเตรียมสอบ เรามักเห็นหลายคนแชร์ว่าอ่านหนังสือวันละหลายชั่วโมง บางคน 6 ชั่วโมง บางคน 8 ชั่วโมง จนอดคิดไม่ได้ว่า “เราอ่านน้อยไปหรือเปล่า?” แต่จริง ๆ แล้ว จำนวนชั่วโมงไม่ได้เป็นตัววัดว่าเราเตรียมตัวได้ดีหรือไม่ดี เพราะแต่ละคนมีวิธีเรียนรู้และสมาธิไม่เหมือนกัน บางคนอ่านวันละไม่กี่ชั่วโมง แต่เข้าใจและจำเนื้อหาได้ดี ก็ถือว่าเป็นการอ่านที่มีประสิทธิภาพเหมือนกัน
แทนที่จะตั้งเป้าจำนวนชั่วโมง ลองเปลี่ยนมาโฟกัสว่า วันนี้เราจะอ่านอะไรให้จบบ้าง เช่น “ทำโจทย์คณิต 30 ข้อ + ทบทวนเรื่องที่ผิด + อ่านชีวะ 1 บท” แบบนี้เราจะรู้ชัดเจนว่าวันนี้ต้องทำอะไร และเมื่อทำเสร็จก็เห็นความคืบหน้าของตัวเองได้ทันที
ระหว่างอ่าน ลองวางมือถือไว้ไกลตัว และกำหนดให้ชัดว่าเวลาที่มีในแต่ละรอบจะใช้ทำอะไร ถ้าวันนี้มีเวลาแค่ 2 ชั่วโมง ก็ใช้ 2 ชั่วโมงนั้นให้เต็มที่ และหลังจากอ่านจบให้ลองเขียนสรุปสั้นๆ ตาม 3 หัวข้อนี้
- วันนี้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง?
- เรื่องไหนที่ยังไม่เข้าใจ?
- พรุ่งนี้จะกลับมาแก้ตรงไหน?
ทำแบบนี้ต่อเนื่อง เราจะเริ่มเห็นพัฒนาการของตัวเองชัดกว่าการนับจำนวนชั่วโมงอ่านหนังสือ
3. ต้องเก่งทุกวิชา ถึงจะมีโอกาสสอบติด
ความจริง : ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกวิชา แค่รู้ว่าวิชาไหนสำคัญกับเป้าหมาย
อีกความเชื่อที่ทำให้เด็ก ม.ปลายเครียดไม่น้อย คือต้องเก่งทุกวิชา ถึงจะสอบติดคณะในฝัน แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าเรามีเป้าหมายว่าจะเข้าคณะไหน ก็ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกวิชาเท่ากัน เพราะน้องต้องรู้ก่อนว่าคณะ/มหาวิทยาลัยที่สนใจใช้เกณฑ์อะไรในการคัดเลือก และแต่ละวิชามีสัดส่วนคะแนนเท่าไร เช่น
คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ใช้คะแนน TGAT 20% , TPAT3 30%, คณิต1 20%, ฟิสิกส์ 20%, เคมี 10 %
จากนั้นค่อยนำข้อมูลเหล่านี้มาวางแผนว่า วิชาไหนควรให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ แนะนำให้น้องๆ ลองแบ่งวิชาออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1: วิชาที่สำคัญกับเป้าหมาย
- เป็นวิชาที่มีน้ำหนักคะแนนมาก หรือเป็นวิชาที่จำเป็นสำหรับคณะที่อยากเข้า กลุ่มนี้ควรเป็นวิชาที่เราให้เวลาเป็นอันดับต้น ๆ
กลุ่มที่ 2: วิชาที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว
- ถ้าฝึกเพิ่มอีกหน่อย มีโอกาสพัฒนาคะแนนได้ กลุ่มนี้อาจเป็นวิชาที่ใช้เก็บคะแนนเพิ่มเติม
กลุ่มที่ 3: วิชาที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา
- ไม่จำเป็นต้องปล่อยทิ้ง แต่ตั้งเป้าหมายให้เหมาะกับตัวเอง เช่น จากที่ทำโจทย์ไม่ได้เลย ค่อย ๆ พัฒนาให้ทำข้อพื้นฐานได้ก่อน
เพราะฉะนั้น ถ้ามีเวลาอ่านหนังสือวันละ 4 ชั่วโมง ก็ไม่จำเป็นต้องแบ่งให้ทุกวิชาเท่ากัน อาจให้เวลากับวิชาหลักมากกว่า แล้วแบ่งเวลาที่เหลือไปทบทวนหรือทำโจทย์วิชาอื่นตามความเหมาะสม สิ่งสำคัญไม่ใช่การพยายามเก่งทุกวิชาพร้อมกัน แต่คือการรู้ว่าอะไรควรทำก่อน แล้วค่อย ๆ จัดเวลาให้สอดคล้องกับเป้าหมายของเรา แบบนี้จะช่วยให้เราโฟกัสได้มากขึ้น และเห็นพัฒนาการของตัวเองชัดเจนขึ้นด้วย
4. ม.6 แล้ว เทเกรดได้เลย
ความจริง : ห้ามเท GPAX เพราะบางคณะยังใช้เป็นเกณฑ์
แม้หลายคณะในรอบ Admission จะใช้คะแนนสอบกลาง เช่น TGAT/TPAT และ A-Level เป็นหลัก แต่ GPAX ก็ยังมีผลในบางเกณฑ์การคัดเลือก เช่น บางคณะกำหนด GPAX ขั้นต่ำไว้ หรือบางคณะนำ GPAX มาเป็นส่วนหนึ่งในการคำนวณคะแนน ในกรณีที่คะแนนของผู้สมัครใกล้เคียงกัน ความแตกต่างของ GPAX เพียงเล็กน้อยก็อาจมีผลต่ออันดับได้ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งคิดว่า ม.6 แล้วจะปล่อยเกรดได้เต็มที่ ลองเช็กเกณฑ์ของคณะและมหาวิทยาลัยที่สนใจไว้ก่อนว่าใช้ GPAX หรือไม่ และใช้ในรูปแบบไหน โดยสามารถเช็กจากระเบียบการรับสมัครของในเว็บไซต์ของแต่ละมหาวิทยาลัยได้เลย
ฟังดูอาจจะเหนื่อยหน่อย ทั้งต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย สอบภายในโรงเรียน การบ้านก็ต้องทำ และยังต้องรักษาเกรดอีก แต่ถ้าเกรดดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ยื่นรอบไหนก็ไม่ลำบากค่ะ
5. ต้องมีกิจกรรมเยอะ ๆ ถึงจะมี Portfolio ที่ดี
ความจริง : ควรเลือกผลงานที่คณะ “ต้องการ”
พูดถึง Portfolio หลายคนอาจเริ่มกังวลว่า ตัวเองมีกิจกรรมน้อยไปหรือเปล่า? โดยเฉพาะเวลาเห็นเพื่อนมีทั้งเกียรติบัตร รางวัลการแข่งขัน หรือเข้าร่วมกิจกรรมมากมาย จนรู้สึกว่าถ้าเรามีไม่เยอะ ก็คงสู้คนอื่นไม่ได้ แต่จริง ๆ แล้ว Portfolio ไม่ได้วัดกันที่จำนวนกิจกรรมหรือจำนวนใบประกาศเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญกว่าคือ กิจกรรมที่เรามี สะท้อนความสนใจ ความสามารถ และตัวตนของเราได้มากแค่ไหน
สมมติว่าอยากเข้าคณะนิเทศศาสตร์ เราอาจเคยทำเพจโรงเรียน ถ่ายวิดีโอ ทำโปสเตอร์ หรือช่วยประชาสัมพันธ์งานโรงเรียน กิจกรรมเหล่านี้อาจไม่ได้ดูยิ่งใหญ่ในตัวมันเอง แต่ถ้าเราอธิบายได้ว่า ทำอะไร >> รับผิดชอบอะไร >> เจอปัญหาอะไร >> แก้ยังไง >> ได้เรียนรู้อะไร ก็สามารถทำให้เห็นได้ว่าเราสนใจและมีประสบการณ์ในด้านนั้นจริง
ถ้าตอนนี้กิจกรรมน้อย ควรทำยังไง?
ไม่จำเป็นต้องรีบสมัครทุกกิจกรรมที่หาได้เพียงเพราะอยากเพิ่มจำนวนใน Portfolio ลองเลือก 1 เรื่องที่สนใจ หรือตรงกับคณะเป้าหมายที่เราจะสมัคร แล้วค่อย ๆ ลงมือทำและพัฒนาต่อเนื่อง เช่น
- ชอบเขียน >> ลองเขียนบทความ รีวิว หรือทำเพจ
- ชอบออกแบบ >> ลองฝึกทำงานกราฟิก
- ชอบวิทยาศาสตร์ >> ลองทำโปรเจกต์หรือทดลองและบันทึกผล
- ชอบภาษา >> ลองทำคอนเทนต์หรือฝึกแปล
อย่าเพิ่งกังวลว่าตัวเองมีกิจกรรมน้อยกว่าคนอื่น แต่ลองดูว่าจากสิ่งที่เราสนใจ มีอะไรที่สามารถลงมือทำและพัฒนาต่อได้บ้าง เพราะเกณฑ์รอบ Portfolio ของแต่ละมหาวิทยาลัยและคณะไม่เหมือนกัน บางที่กำหนดประเภทหรือคุณสมบัติของผลงานไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นก่อนสมัครควรเช็กเกณฑ์ให้ละเอียดว่าเราต้องเตรียมผลงานอะไรบ้าง และผลงานที่มีตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดหรือไม่
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่มีสูตรตายตัวว่า ต้องอ่านกี่ชั่วโมง ต้องเก่งทุกวิชา หรือมีกิจกรรมเยอะแค่ไหน เพราะแต่ละคนมีเป้าหมายและพื้นฐานต่างกัน ถ้าตอนนี้ยังไม่พร้อมก็ไม่ต้องกังวล ค่อย ๆ ลอง ค่อย ๆ ปรับ และเตรียมตัวให้ตรงกับเป้าหมายของตัวเองก็พอค่ะ
0 ความคิดเห็น