ทำไมเด็กรู้สึกหมดไฟ และหมดความสนใจในการเรียน!
เจาะลึกวิกฤตเด็กหมดไฟ พร้อมสำรวจ 4 พฤติกรรมการเรียน และทางออกที่ผู้ปกครองและโรงเรียนต้องรู้จากบทความ The Guardian
ในยุคที่ใครๆ ก็โทษว่า "มือถือ" คือตัวการทำให้เด็กๆ ไม่อยากเรียน แต่สาเหตุจริงๆ มาจากมือถือใช่ไหม วันนี้มีเรื่องน่าสนใจจากบทความรายงานพิเศษจาก The Guardian ที่ได้เจาะลึกถึงวิกฤตความเบื่อหน่ายและการขาดการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนทั่วโลก ซึ่งสะท้อนผ่านสถิติที่น่าสนใจหลายข้อ ดังนี้

สถิติที่น่าตกใจจากรายงาน
- นักเรียนที่ระบุว่าพบความน่าสนใจในสิ่งที่เรียนลดลงจาก 42% (ปี 2020–2021) เหลือเพียง 28% ในปี 2023
- สัดส่วนนักเรียนที่มีความสุขในโรงเรียนลดลงจาก 65% เหลือ 50% (ปี 2023–2024)
- ที่พีคยิ่งกว่าคือ ข้อมูลชี้ว่าเด็กๆ รู้สึกแย่ทั้งกายและใจมากกว่าช่วงที่ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เสียอีก
แบนมือถือ ช่วยได้จริงไหม
แม้หลายประเทศจะมีมาตรการแบนมือถือในโรงเรียนหรือจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงตัวเร่งที่ทำให้เด็กเบื่อง่ายขึ้นเฉยๆ เท่านั้นค่ะ โดยการยึดมือถือหรือห้ามใช้มือถือไม่ได้แก้ปัญหาต้นเหตุ หากเนื้อหาในห้องเรียนยังคงน่าเบื่อการยึดมือถือก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง
นอกจากนี้ เด็กๆ มักจะตั้งคำถามว่า "เรียนไปทำไม" ซึ่งระบบการศึกษาในปัจจุบันกลับไม่เคยตอบคำถามนี้ให้พวกเขาอย่างชัดเจนเลย อีกทั้งระบบการศึกษาปัจจุบันเป็นเหมือนการถูกต้อนให้ทำตามกฎเกณฑ์โดยไร้ความหมาย จนทำให้พวกเขาสูญเสียความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติไปและสุดท้ายก็รู้สึกว่าโรงเรียนเหมือนคุก
4 พฤติกรรมการเรียน เราเป็นแบบไหน
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ หนังสือเล่มนี้ได้แบ่งเด็กๆ ออกเป็น 4 พฤติกรรมการเรียน เพื่อให้ผู้ปกครองสังเกตเห็นตัวตนของลูกได้ชัดเจนขึ้น มาดูกันค่ะว่าเด็กๆ อย่างพวกเราหรือน้องๆ เด็กที่อยู่ในความดูแลของเราเป็นแบบไหนกัน
- Passenger หรือผู้โดยสาร เด็กกลุ่มใหญ่ที่สุดประมาณ 50% ที่เรียนไปวันๆ ไหลตามน้ำ และทำแค่พอผ่านเกณฑ์
- Resister หรือผู้ต่อต้าน เด็กที่แสดงออกด้วยการถอนตัวหรือมีพฤติกรรมเกเร ซึ่งผู้ใหญ่มักมองว่าเป็น "เด็กมีปัญหา" แต่ความจริงแล้วพวกเขาคือเด็กที่กำลังเผชิญปัญหาและต้องการความช่วยเหลือต่างหาก
- Achiever หรือนักล่าเกรด เด็กที่ขยันขันแข็ง ทำคะแนนได้ดีเลิศทุกวิชาโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไปทำไม และน่าตกใจว่า นี่คือกลุ่มที่มีอัตราความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตสูงที่สุดในบรรดาทุกกลุ่ม เพราะความกลัวความล้มเหลวและการเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกติดกับผลการเรียน
- Explorer หรือนักสำรวจ เด็กที่มีความอยากรู้อยากเห็น ตระหนักรู้ในตัวเอง และมีเป้าหมายชัดเจน น่าเศร้าที่ผลสำรวจบอกว่ามีเด็กเพียง 4% เท่านั้นที่ได้อยู่ในโหมดนี้ที่โรงเรียน
นอกจากนี้ ยังมีเด็กหลายคนเมื่อหาทางเชื่อมโยงตัวเองกับการเรียนไม่ได้ จะเริ่มรู้สึกว่าตนเองไร้ตัวตน ไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และบางคนถึงขั้นถอดใจมองว่าอนาคตของตัวเองปิดตายตั้งแต่อายุน้อยๆ
ทางออกที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ
สำหรับปัญหานี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า โรงเรียนและผู้ปกครองควรช่วยกันปรับเปลี่ยน โดยการให้สิทธิและเสียงกับเด็กมากขึ้น เช่น ให้พวกเขามีอิสระในการเลือกหัวข้อทำงานที่สนใจ ลดความกดดันจากการสอบระบบใหญ่ที่เครียดจนเกินไป เชื่อมโยงบทเรียนเข้ากับชีวิตจริง และอย่าละเลยวิชาสายศิลปะ ดนตรี หรือละคร ที่เป็นพื้นที่ให้เด็กได้ค้นหาตัวตนจริงๆ นั่นเองค่ะ
อ่านมาถึงตรงนี้ ฟังดูเหมือนจะเห็นปัญหาและแก้ได้ง่ายๆ ใช่ไหมคะ แต่ในความเป็นจริงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายไม่เพียงแต่ในระดับครอบครัวหรือโรงเรียนเลยค่ะ และเมื่ออ่านแล้วสะท้อนกลับมาที่ระบบการศึกษาของไทย ชาว Dek-D คิดเห็นอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ มาแชร์กันค่ะ
ที่มาhttps://www.theguardian.com
0 ความคิดเห็น