นักเขียนออนไลน์ในตำนาน
ปิดเทอมเขียนนิยาย เปิดเทอมเรียนหมอ!
เรื่องจริงของ “พิณณ์อวี” ที่หาเงินจากนิยาย
มาจ่ายค่าเทอมจนเรียนจบแพทย์
จากเด็กสาววัย 15 ที่เริ่มเขียนนิยายเล่นๆ มีคนอ่านแค่ 1–2 คนก็ดีใจแล้ว ใครจะคิดว่าวันหนึ่ง “พิณณ์อวี” จะกลายเป็นทั้งนักเขียนนิยายรักและ “หมอวี่” แพทย์เฉพาะทางด้านการรักษาเนื้องอกของสมองและกระดูกสันหลัง
ตอนเริ่มเขียนใหม่ๆ เธอเคยลองปริ้นท์นิยายขายเอง ใช้เชือกป่านทำหน้าปก และได้กำไรก้อนแรก 2,000 บาท จนเจ้าตัวบอกว่า “ดีใจมากๆ งงเลย หาเงินได้ด้วย” แต่ใครจะคิดว่าอีกไม่กี่ปีต่อมา เงินจากการเขียนนิยายจะช่วยเธอจ่ายค่าเทอมแพทย์ เก็บเงินไปฝึกงานต่างประเทศ และยังเป็นรายได้สำคัญตอนเรียนต่อที่อเมริกาอีกด้วย
ตลอดเกือบ 25 ปี พิณณ์อวีมีผลงานสร้างชื่อมากมายอย่าง “ดั่งใจรักลวง”, “วิวาห์รักลวงหัวใจ”, “ดุจใจซ่อนกล” และอีกหลายเรื่อง แม้จะมีช่วงที่ห่างหายจากงานเขียนไปบ้าง แต่เธอก็ได้กลับมาเขียนนิยายและพบกับนักอ่านอีกครั้งบน Dek-D แถมวันนี้ยังมีความตั้งใจอยากนำรายได้จากงานเขียนไปช่วยเหลือผู้ป่วยด้วย และนี่คือเรื่องราวของเธอ #เกิดมากับเด็กดี #โตมากับเด็กดี #เป็นนักเขียนเด็กดี #พิณณ์อวีก็เริ่มจากที่นี่
ก่อนจะเป็นนักเขียน พิณณ์อวีในวัยรุ่นชอบอ่านหนังสือมาก เรียกว่าอ่าน “เป็นตู้ๆ เป็นร้าน” เลยก็ว่าได้ เพราะคุณแม่ชอบอ่านนิยายและมักพาไปร้านเช่าหนังสือด้วยกัน แม่เลือกนิยาย ส่วนเธอก็เลือกการ์ตูน หนังสือวิทยาศาสตร์ก็อ่าน นิยายก็อ่าน อะไรที่แม่ซื้อมาให้ก็อ่านแทบหมด แต่ถ้าไม่ได้อ่านหนังสือ เธอก็ออกไปวิ่งเล่นในทุ่งนา เก็บข้าว จับปลากัดเหมือนเด็กคนอื่นๆ แถมยังเป็นเด็กขี้สงสัยมากด้วย ถึงขั้นเคยหยิบ “ทาก” ที่ตายอยู่ในเครื่องซักผ้ามาผ่าดูว่าข้างในมีอะไร แล้วจดบันทึกว่าสิ่งขยุกขยุยที่เห็นน่าจะเป็น “สมองของทาก” โตมาถึงได้รู้ว่า... นั่นมันลำไส้! 555
พิณณ์อวีเริ่มเขียนนิยายตอนอายุ 15 เรื่องแรกเป็น Fragment สั้นๆ เขียนลงสมุด มีต้นเรื่องและตอนจบอยู่ไม่กี่หน้า ไม่ได้ตีพิมพ์ ไม่ได้ขาย และไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะต้องเป็นนักเขียนอาชีพ “เขียนเล่นๆ เอาสนุกไม่ได้คิดอะไรเลย มีคนอ่านก็ดีใจแล้ว” จนประมาณปี 2545 เธอเริ่มเอางานของตัวเองมาเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต หนึ่งในผลงานช่วงแรกๆ ที่เจ้าตัวจำได้ว่าน่าจะเป็น “สายลับสุดหัวใจ” ตอนนั้นไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมีคนติดตามมากมาย แต่ก็แอบคิดเหมือนกันว่า “จะมีคนอ่านมั้ยนะ”
คำตอบคือ... มีค่ะ! แต่ช่วงแรกมีประมาณ 1–2 คน ก่อนจะค่อยๆ ขยับเป็น 2–3 คน ส่วนนอกนั้นก็เป็นเพื่อนที่เข้ามาให้กำลังใจ ถึงจำนวนจะไม่มาก แต่นักอ่านบางคนจากวันนั้นก็ยังพูดคุยกับเธอมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะนักอ่านชื่อ “คุณ scottie” ที่เข้ามาคอมเมนต์งานของเธอแทบทุกวัน แถมยังเป็นคอมเมนต์ที่จริงใจและตรงไปตรงมา จนพิณณ์อวีเริ่มชินกับการเฝ้ารอว่าวันนี้คุณ scottie จะมาหรือเปล่า วันไหนที่เขาหายไป เจ้าตัวถึงกับอยู่ไม่ติด เพราะกลัวว่าเขาจะเลิกตามอ่านนิยายของเธอแล้ว
หลังจากเริ่มมีคนติดตาม วันหนึ่งก็มีคนอยากได้นิยายของเธอไปอ่านเป็นเล่ม แต่ตอนนั้นพิณณ์อวียังหาสำนักพิมพ์ไม่ได้ เลยตัดสินใจทำหนังสือเองค่ะ เธอปริ้นท์นิยายเองและใช้เชือกป่านมาทำหน้าปก สุดท้ายหนังสือทำมือครั้งนั้นทำกำไรได้ประมาณ 2,000 บาท ส่วนเงินก้อนแรกที่ได้มา เธอก็เอาไปซื้อขนม ซื้อของที่อยากได้ แล้วก็หมดไปตามประสาเด็กคนหนึ่งที่เพิ่งหาเงินจากสิ่งที่ตัวเองชอบได้เป็นครั้งแรก แต่หลังจากนั้นงานเขียนของเธอเริ่มขายได้มากขึ้น และเงินจากนิยายก็เริ่มมีความสำคัญกับชีวิตมากกว่าแค่การซื้อขนมแล้วค่ะ
นอกจากความชอบในการเขียนนิยายแล้ว พิณณ์อวียังมีอีกหนึ่งความฝันที่อยากทำมาตั้งแต่เด็ก นั่นก็คือการเป็น “หมอ” โดยเฉพาะด้านระบบประสาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่คุณแม่เป็นพยาบาล ช่วงที่กำลังจะสอบเข้าแพทย์ เธอจึงลังเลเหมือนกันว่าจะเลือกทางไหนดี ระหว่างงานเขียนที่เริ่มไปได้ดีและสร้างรายได้แล้ว กับความฝันในการเป็นหมอที่อยากทำมาตั้งแต่เด็ก แต่สุดท้ายพิณณ์อวีก็ตัดสินใจเรียนหมอ ด้วยความคิดง่ายๆ ว่า “เรียนหมอก็เขียนนิยายได้น่า” แล้วเธอก็ทำทั้งสองอย่างจริงๆ ค่ะ!
ช่วงปิดเทอมพิณณ์อวีจะใช้เวลาเขียนนิยาย พอเปิดเทอมก็นำงานที่เขียนไว้มาขาย แล้วเอาเงินจากการขายนิยายมาจ่ายค่าเทอมให้ตัวเอง เล่มไหนขายดีและมีเงินเหลือก็เก็บสะสมไว้ จนเงินเก็บจากงานเขียนมีมากพอที่จะช่วยให้เธอได้ไปฝึกงานต่างประเทศในช่วงเรียนแพทย์ปี 5–6 และการเดินทางครั้งนั้นยังทำให้เธอได้รู้จักกับอาจารย์ต่างประเทศที่ติดต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ด้วย ใครจะไปคิดว่าจากเงิน 2,000 บาทก้อนแรกที่เคยเอาไปซื้อขนมและของที่อยากได้จนหมด วันหนึ่งเธอจะหาเงินจากการเขียนนิยายได้มากพอที่จะส่งตัวเองเรียนหมอ แถมยังมีเงินเก็บไปฝึกงานต่างประเทศอีกต่างหาก
ระหว่างที่เดินบนเส้นทางนักเขียน วันหนึ่งพิณณ์อวีก็ได้รับการติดต่อจากสำนักพิมพ์ เจ้าตัวดีใจมากจนต้องเปิดอ่านข้อความนั้นซ้ำเป็นสิบรอบ เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีใครติดต่อมาทาบทามในฐานะนักเขียน “เกิดมาไม่เคยมีคนมาทาบทาม ก็ดีใจที่เค้าเห็นเราเป็นนักเขียนคนหนึ่งได้” หลังจากนั้นชื่อ “พิณณ์อวี” ก็เริ่มมีผลงานออกมาให้นักอ่านรู้จักมากขึ้น ทั้ง “ดั่งใจรักลวง”, “วิวาห์รักลวงหัวใจ”, “ดุจใจซ่อนกล”, “หนี้รักซ่อนหัวใจ”, “ปฏิกิริยาค้นหาหัวใจ”, “บ่วงหัวใจ” และ “หนี้รักพรางใจ” รวมถึงผลงานอีกหลายเรื่อง ใครที่เคยอ่านงานของพิณณ์อวี น่าจะพอคุ้นเคยกับลายเซ็นของเธอที่ชอบพาคนอ่านไปอยู่กับอารมณ์ของตัวละครในนิยายรักและโรแมนติกดราม่า
หลังจากเรียนจบและเริ่มทำงานแพทย์เต็มตัว ชีวิตของพิณณ์อวีก็มีสองบทบาทที่ต้องดูแลไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือ “ไวโอเล็ต” คุณหมอที่ทำงานรักษาคนไข้ ส่วนอีกด้านคือ “พิณณ์อวี” นักเขียนนิยายรักที่นักอ่านรู้จัก เจ้าตัวเคยอธิบายสองด้านของตัวเองไว้ว่า “ไวโอเล็ต เป็นหมอ พิณณ์อวี เป็นนักเขียน เหมือนเป็นคนละคน แต่ก็เป็นคนเดียวกันนะ” แต่เมื่อภาระงานแพทย์มากขึ้น ช่วงหนึ่งพิณณ์อวีก็ต้องห่างหายจากการเขียนนิยายไปพักใหญ่ ถึงอย่างนั้นเธอไม่เคยคิดว่าจะเลิกเขียน และไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไม่ได้กลับมาเขียนอีกเลยด้วย เพียงแค่คิดเอาไว้ว่าไม่ว่ายังไง “หลังเกษียณถ้าว่างจะกลับมาเขียนใหม่” แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ต้องรอจนถึงวันเกษียณค่ะ
ในช่วงที่กลับมาเรียนต่อด้าน Neurosurgery ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี พิณณ์อวีได้กลับมาจับงานเขียนอีกครั้ง และ Dek-D ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่เปิดโอกาสให้เธอได้ลงนิยายเรื่องใหม่ หลังจากห่างหายจากงานเขียนไปพักใหญ่ เจ้าตัวเล่าถึงเด็กดีเอาไว้ว่า “เป็นพื้นที่ที่ให้โอกาสเราได้แสดงผลงานและมีคนมาติดตามนะ โดยเฉพาะการกลับมาตอนสมัยที่เรียนต่อตอนนั้นเด็กดีให้โอกาสมากเลยในการลงเรื่องใหม่และคัมแบค” นอกจากช่วงเรียนแพทย์ในประเทศไทยแล้ว งานเขียนยังมีบทบาทสำคัญกับชีวิตของเธอในช่วงที่ไปเรียนต่อที่อเมริกาด้วยค่ะ
ตอนนั้นพิณณ์อวีไม่สามารถทำงานแพทย์ที่อเมริกาได้ เพราะไม่มีใบอนุญาตสำหรับทำงานที่นั่น เมื่อมีเวลามากขึ้น เธอจึงกลับมาเขียนนิยาย และรายได้จากงานเขียนก็ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายระหว่างเรียนต่อได้มาก “ถ้าไม่ได้เงินจากการเขียนนิยายพี่คงไม่ได้เรียนจบหมอ แล้วช่วงไปเรียนต่อที่อเมริกาก็คงจะเครียดกว่านี้ เพราะเงินที่หาได้ระหว่างช่วงไปเรียนมาจากงานเขียนล้วนๆ เลย” งานเขียนที่เคยเริ่มต้นจากความสนุกในวัย 15 ปี จึงไม่ได้เป็นเพียงงานอดิเรกที่เธอทำในเวลาว่าง แต่เป็นสิ่งที่อยู่กับเธอในหลายช่วงสำคัญของชีวิต ตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนแพทย์ จนถึงวันที่ต้องเดินทางไปเรียนต่อในต่างประเทศ
เมื่อกลับมาเขียนอีกครั้ง งานของพิณณ์อวีก็ยังคงเป็นโรแมนติกดราม่าที่เน้น “อารมณ์” เหมือนเดิม เจ้าตัวยังถึงขั้นแซวงานเขียนของตัวเองด้วยว่า “งานเขียนพี่จะค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นการเน้นที่อารมณ์ เส้นเรื่องหรือพล็อตไม่ค่อยแข็งแรง 555” แต่พอเขียนมานานเกือบ 25 ปี มุมมองของคนเขียนก็เปลี่ยนไปตามประสบการณ์ชีวิตด้วยเหมือนกัน เวลาย้อนกลับไปอ่านงานสมัยอายุยี่สิบกว่าๆ พิณณ์อวีถึงกับบอกว่า “อารมณ์วัยรุ่นอะเนอะ” แม้แต่นิยามความรักก็เปลี่ยนไปด้วยค่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ความรักอาจหมายถึงความซู่ซ่า ความตื่นเต้น หรืออะไรบางอย่างที่ทำให้หัวใจเต้นแรง แต่สำหรับพิณณ์อวีในวันนี้ เธอนิยามความรักเอาไว้ว่า “ความรักคือการที่เราอยู่กับคนๆ หนึ่งแล้วหงุดหงิดสุดๆ แต่ยังไปต่อได้” อ่านแล้วนักอ่านวัยเดียวกันน่าจะมีคนพยักหน้าตามอยู่ไม่น้อยเลย 555
แม้จะเขียนนิยายมาเกือบ 25 ปี มีผลงานออกมาหลายเรื่อง และมีนักอ่านบางคนที่รู้จักกันมาตั้งแต่ยุคแรกๆ แต่พิณณ์อวีกลับยังไม่ได้มองว่าตัวเองเดินมาถึงคำว่า “ประสบความสำเร็จ” ในอาชีพนักเขียนแล้ว เธอบอกกับเราว่า “ยังไม่คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในอาชีพนักเขียนเลย แต่ก็มีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่… มันคือสิ่งดีๆ ที่เติบโตมาพร้อมกับเรา” สำหรับเธอ งานเขียนเป็นสิ่งที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่อายุ 15 ปี ผ่านทั้งช่วงที่มีคนอ่านเพียงไม่กี่คน ช่วงที่เริ่มมีรายได้ ช่วงที่ต้องพักงานเขียนไปทำหน้าที่หมอ และช่วงที่ได้กลับมาพบกับนักอ่านอีกครั้ง แต่วันนี้พิณณ์อวีเริ่มมีอีกหนึ่งความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่งานเขียนจะทำได้ นอกเหนือจากการสร้างความสุขให้ตัวเองและนักอ่าน
ปัจจุบัน “ไวโอเล็ต” หรือ “หมอวี่” เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านการรักษาเนื้องอกของสมองและกระดูกสันหลัง ทำให้เธอได้พบคนไข้หลายคนที่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย บางคนไม่มีแม้แต่เงินสำหรับเดินทางมาหาหมอ พิณณ์อวีจึงมีไอเดียอยากชวนเพื่อนนักเขียนมาทำรวมเรื่องสั้น แล้วนำรายได้ไปช่วยมูลนิธิด้านเนื้องอกในสมอง “เงินอาจจะเป็นจำนวนไม่มาก แต่ช่วยให้เขาไม่ลำบากในการรักษาได้” เพราะเมื่อมองย้อนกลับไป งานเขียนก็เคยช่วยเธอมาแล้วหลายครั้ง ทั้งค่าเทอมแพทย์ ค่าใช้จ่ายระหว่างเรียน และช่วงที่ไปเรียนต่อที่อเมริกา
นอกจากนี้ เธอยังมองว่าตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ตัวเองได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนมากมาย ทั้งบรรณาธิการ เจ้าของสำนักพิมพ์ พื้นที่บนเว็บ Dek-D นักอ่าน เพื่อนร่วมงาน และคนที่เคยยื่นโอกาสให้ในช่วงต่างๆ ของชีวิต จากคนที่เคยได้รับโอกาส วันนี้เธอจึงอยากเป็นฝ่ายส่งต่อโอกาสนั้นให้คนอื่นบ้าง เหมือนอย่างที่พิณณ์อวีเคยกล่าวไว้ว่า “ชีวิตเราได้รับโอกาสมาเยอะแล้ว มันก็คงดีไปอีกถ้าเราได้เป็นคนให้โอกาสนั้นกับคนอื่นบ้าง”
รู้หรือไม่?
“พิณณ์อวี” เปิดเพจของตัวเองที่เล่าเกี่ยวกับการรักษาคนไข้และรักษาสมองด้วย เขียนสนุกไม่แพ้นิยายเลย แวะไปติดตามได้ที่เพจ “หมอฐิติกานต์กับเนื้องอกของสมองและกระดูกสันหลัง”
สมัยเรียนแพทย์ “พิณณ์อวี” เคยเขียนนิยายจนถึงเช้า แล้วนอนกลางวัน ตื่นอีกทีตอนเย็น ก่อนจะยอมรับว่าสมัยนี้ทำแบบนั้นไม่ไหวแล้ว เพราะ “แก่มากแล้ว 555”
“พิณณ์อวี” ติดพูดคำว่า “ครับ” มาตั้งแต่เด็ก จนหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นทอม แต่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้เป็นทอม และสเปกคือ “ผู้ชายใส่แว่น ผิวขาว หน้าตาสะอาด”
ใครจะคิดว่าเด็กที่เคยมีคนอ่านนิยายเพียง 1–2 คน และดีใจกับกำไร 2,000 บาทจากหนังสือทำมือ จะใช้งานเขียนช่วยส่งตัวเองเรียนหมอ ได้ไปฝึกงานต่างประเทศ และกลับมาพบกับนักอ่านอีกครั้งบน Dek-D ตลอดเส้นทางเกือบ 25 ปี พิณณ์อวีอาจมีช่วงที่ต้องพักงานเขียนไปบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมคือความสุขที่ได้เขียนนิยาย เหมือนอย่างที่เจ้าตัวเคยบอกไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นว่า “เขียนเล่นๆ เอาสนุกไม่ได้คิดอะไรเลย มีคนอ่านก็ดีใจแล้ว” สำหรับใครก็ตามที่กำลังเริ่มเขียนอยู่และวันนี้ยังมีคนอ่านไม่เยอะ อย่าเพิ่งรีบถอดใจนะคะ ลองเขียนต่อไปก่อน เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเรื่องที่เริ่มจากความสนุกในวันนี้ จะพาเราไปเจออะไรในวันข้างหน้า
คุณเองก็ทำได้! มาเริ่มต้นเส้นทางนักเขียนของคุณกับเว็บ Dek-D แพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ปล่อยของอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นนิยายแนวไหน ผลงานของคุณอาจมีนักอ่านรอคอยในอนาคต!
Dek-D พื้นที่สำหรับนักเขียนทุกคน เริ่มต้นเขียนนิยาย และศึกษาการขายได้ง่ายๆ ที่นี่เลย : bit.ly/writer-howto
#เกิดมากับเด็กดี #โตมากับเด็กดี #เป็นนักเขียนเด็กดี #พิณณ์อวีก็เริ่มจากที่นี่ #เขียนไม่ออกก็แวะมา #DekDWriter เริ่มเขียนนิยายพี่น้ำผึ้ง : )
อ่านนิยายของพิณณ์อวี
- ดั่งใจรักลวง
- วิวาห์รักลวงหัวใจ
- กับดักของหัวใจ by poison ivy
- ดั่งใจรักลวง
- บ่วงหัวใจ
- หนี้รักซ่อนหัวใจ
- Greifswald...บันดาลรัก
- อื่นๆ
0 ความคิดเห็น