กว่าจะเป็น “อ.เชน” จากเด็ก กศน. ที่ไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร สู่รองนายกฯ และ รมว.อว.

กว่าจะเป็น “อ.เชน - ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์"

จากเด็ก กศน. ที่ไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร สู่รองนายกฯ และ รมว.อว. 

เด็กไทยยุคนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” หรือ “อ.เชน” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผู้กำหนดทิศทางการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยของเด็กไทยทั่วประเทศ แต่กว่าจะเดินทางมาถึงจุดนี้ เส้นทางการเรียนของ อ.เชน ก็ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด ต้องผ่านการค้นหาตัวเอง และเปลี่ยนใจเรื่องเป้าหมายอาชีพมาแล้วหลายครั้ง! 

รายการ “The Next Class EP.01” ทางช่อง YouTube “เด็กดี TCAS” อ.เชนได้ย้อนเล่าประสบการณ์การเรียน การเลือกคณะ และเส้นทางการเลือกอาชีพ กว่าจะเป็น อ.เชน ในวันนี้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง?

 นักเรียนที่ย้ายโรงเรียนแทบทุกปี เรียนมาแล้วทุกที่ทั่วไทยตั้งแต่เหนือจรดใต้ 

อ.เชน เกิดและเติบโตในครอบครัวข้าราชการ มีคุณพ่อเป็นผู้พิพากษาที่ต้องโยกย้ายไปปฏิบัติงานทั่วประเทศ ในวัยเด็ก อ.เชน จึงต้องย้ายโรงเรียนตามคุณพ่ออยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ อ. 1 - ป.1 เรียนที่ จ.เชียงราย ป.2 ย้ายไปพังงา และซ้ำชั้น ป.2 อีกครั้งที่ จ.ระยอง เพราะอายุไม่ถึงเกณฑ์ ก่อนจะไปเรียนต่อ ป.3 ที่ชลบุรี ป.4 เข้าโรงเรียนที่นนทบุรี และได้เรียนภาษาอังกฤษ English is fun ครั้งแรกตอน ป.5 ก่อนจะเข้ามาเรียน ม.1 - ม.5 ที่โรงเรียนในกรุงเทพฯ ก่อนจะตัดสินใจเบนเข็มออกมาเรียนนอกระบบ เพื่อสอบเทียบจบ ม.6 ผ่านระบบ กศน. 

รองนายกฯ จบ กศน. ?!

อย่าเพิ่งมองว่า กศน. เป็นโรงเรียนของคนที่ขาดโอกาสทางการเรียน หรือเรียนไม่จบเท่านั้น เพราะ อ.เชน เล่าว่า การเลือกสอบเทียบจบวุฒิ ม.6  ที่ กศน. เกิดจากการเห็นรุ่นพี่ และเพื่อน ๆ หลายคนสอบเทียบวุฒิ ม.3 หรือ ม.6 ได้ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ม.1 หรือ ม.4 และในยุคนั้นจะมีนักเรียนที่จบ ม.6 ตั้งแต่อายุยังน้อยเพราะว่าสอบเทียบ กศน. เป็นจำนวนมาก และ อ.เชน ก็เป็นหนึ่งในนั้น 

เรียนจบเร็ว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเรียนต่ออะไร? จะทำอาชีพอะไรดี?  
วิธีการค้นหาตัวเองคือถามคุณพ่อตรง ๆ ว่า “เรียนอะไรถึงรวย?”

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดในชีวิตนักเรียน ม.ปลาย ก็คือการสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย อ. เชน เองก็เจอปัญหาเหมือน ๆ กับเด็กไทยหลาย ๆ คนเจอ ก็คือ “ไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรดี?” 

ช่วงแรก อ.เชน เคยอยากเป็น “นักกฎหมาย” ตามคุณพ่อที่เป็นผู้พิพากษา แต่เมื่อลองอ่านหนังสือกฎหมายจริง ๆ กลับพบว่าเนื้อหาเยอะเกินไป จึงเริ่มมองหาอาชีพอื่น และไปปรึกษาคุณพ่อว่า “เรียนอะไรถึงจะรวย?” ซึ่งคำตอบที่ได้รับก็คือ “สถาปนิก” ที่คุณพ่อเห็นตัวอย่างจากเพื่อน ๆ แต่ดูแล้วว่าตัวเองวาดรูปไม่เก่ง จึงคิดว่าสายนี้อาจไม่เหมาะกับตัวเอง

ขณะเดียวกัน เพื่อน ๆ รอบข้างก็เริ่มเตรียมตัวสอบเข้าคณะแพทย์ฯ แต่การเป็นหมอก็ต้องทำงานหนัก และทุ่มเทในการรักษาผู้ป่วย ซึ่ง อ.เชน พบว่าตัวเองสนใจการสร้างชิ้นงาน หรือผลิตภัณฑ์มากกว่า จึงตัดสินใจเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ และต้องเป็น วิศวกรรมไฟฟ้า เท่านั้น ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า “ไม่ต้องตากแดด!” 

ซึ่ง อ.เชน ก็สอบติดทั้ง วิศวกรรมศาสตร์ (SIIT) และ เศรษฐศาสตร์ (BE) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงแรก อ.เชนจึงลองเรียนทั้งสองหลักสูตรพร้อมกัน แต่เมื่อได้สัมผัสการเรียนจริง ๆ ก็พบว่าเศรษฐศาสตร์เนื้อหาเยอะมากจนอ่านไม่ไหว สุดท้ายจึงถอนตัวจากเศรษฐศาสตร์ และเลือกเดินหน้ากับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ

ระหว่าง “คณะที่ชอบ” vs “คณะที่ถนัด” เลือกเรียนอะไรดี? 

จากเด็กที่เคยอยากเรียนกฎหมาย ก่อนจะเบนเข็มไปทางสถาปัตย์ ลังเลใจกับสายหมอ ไปจนถึงการลองเรียนเศรษฐศาสตร์ และจบที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จะเห็นว่าเส้นทางค้นหาตัวเองของ อ.เชนไม่ได้ง่ายหรือมีคำตอบที่ถูกต้องตั้งแต่แรก 

สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ และกำลังตัดสินใจ ระหว่าง “คณะที่ชอบ” หรือ “คณะที่ถนัด” จะเรียนอะไรดี? อ.เชน ให้คำแนะนำว่า น้อง ๆ ควรให้ความสำคัญกับ “คณะที่ถนัด” มากกว่าการเลือกเรียนตามกระแส เพราะเทรนด์อาชีพเปลี่ยนแปลงได้เสมอ หากเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด และพัฒนาจนมีความสามารถโดดเด่น ได้เป็นหัวแถว ก็จะมีโอกาสสร้างงาน สร้างอาชีพในสายที่เลือกได้ นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ และเรียนต่อในสาขาที่สนใจได้อีกด้วย 

“เรียนจบปริญญาตรี” vs “เรียนคอร์สสั้นตามความสนใจ” 

ในยุคนี้ใบปริญญายังจำเป็นอยู่ไหม? หรือเลือกเรียนคอร์สสั้นเก็บทักษะเฉพาะทางดีกว่า? อ.เชน มองว่า ทักษะเฉพาะด้านก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ใบปริญญายังคงมีความสำคัญในฐานะ "มาตรฐานสากล" ช่วยการันตีความรู้ความสามารถ สร้างความน่าเชื่อถือ และทำให้องค์กรต่าง ๆ มองเห็นทักษะของเราได้ง่ายขึ้น เมื่อต้องไปเรียนต่อ หรือทำงานทั้งในประเทศ หรือต่างประเทศ โดยเฉพาะกับองค์กรที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อน ดังนั้นจึงไม่ควรตัดความสำคัญของใบปริญญาทิ้งไปทั้งหมด 

แต่ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเองก็ต้องปรับตัว สร้างวัฒนธรรม Lifelong Learning การเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างเท่าเทียม และมหาวิทยาลัยยุคใหม่ ไม่ได้จำกัดเฉพาะเด็กอายุ 18 – 22 ปี แต่พร้อมเปิดกว้างให้คนทุกช่วงวัยเข้ามา Reskill และ Upskill ผ่านหลักสูตรระยะสั้น เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการทำงานได้อีกด้วย 

สุดท้ายนี้ ถ้าน้อง ๆ ชาว Dek-D ยังไม่มั่นใจว่าจะเลือกเดินไปทางไหน เรียนต่ออะไร หรือจะทำงานอะไรดี? ลองเริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ กับตัวเองก่อนว่า “เราถนัดอะไร?” เพราะสิ่งที่เราถนัด และทำได้ดี อาจเป็นต้นทุนในการสร้างโอกาส และความสำเร็จในอนาคต

นอกจากเรื่องเส้นทางการเรียนแล้ว อ.เชน ยังพูดคุยถึงประเด็นน่าสนใจอีกมากมาย ทั้งเรื่องทิศทางใหม่ของหลักสูตรมหาวิทยาลัยไทย ความเหลื่อมล้ำในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย การปรับตัวของสถาบันอุดมศึกษา และอนาคตของการศึกษาไทย สามารถรับชมเต็ม ๆ ได้ในรายการ The Next Class EP.01 “อ.เชน” ศ.ดร.ยศชนัน ทาง YouTube ช่อง “เด็กดี TCAS”

พี่แพม
พี่แพม - Columnist คอลัมนิสต์สายติ่งเกาหลี นอนน้อยเพราะดูซีรีส์ สาระไม่ค่อยมี หน้าตาดีไปวันๆ

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น