วันนี้ พี่ลาเต้ มีบทความดีๆที่เชื่อว่าจะเป็นกำลังใจอีกทางหนึ่งให้น้องๆที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในความฝันของตัวเองเป็นอย่างดีเลยหละครับ...นั่นก็คือ เรื่องของการบน นั่นเอง...ซึ่ง พี่ลาเต้ ก็ได้นำมาจากผู้จัดการออนไลน์ครับ...

 

การศึกษาเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เรียนเพื่อจัดระบบความคิดให้มีเรื่องเหตุและผลเข้ามารองรับ บางคนอาจจะไม่เชื่อเรื่อง “บนบานศาลกล่าว” ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเห็นเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย เพ้อเจ้อ ประสบการณ์สอนให้รู้ว่า ไม่เจอกับตัวย่อมไม่รู้ อธิบายได้ยาก แต่เมื่อใดที่ชีวิตถึงคราวคับขัน ขาดความมั่นใจ ขาดที่พึ่งทางใจ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” คือ ประสบการณ์หนึ่งที่เข้ามาพยุงและประคับประคอง “ใจ” ให้ยังคงอยู่กับกาย
       
          แสงสว่างที่ฉายวอมแววบนหนทางชีวิตที่เต็มไปด้วยความมืดมิดช่วงเอนทรานซ์ เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการหลักเพื่อพำนักใจที่ไม่มั่นคงแม้ว่าปัจจุบันระบบการสอบจะใช้การเก็บคะแนนมาตั้งแต่ชั้นมัธยมปลายก็ใช่ว่า เรื่องเหล่านี้จะหายไปจากสังคมการศึกษาที่ต้องแข่งขันอย่างหนักหน่วง
       
          บนบานศาลกล่าวอาจจะดูขำๆ แต่ก็ไม่ไร้สาระสำหรับคนใจกว้าง ที่จะรับอีกหนึ่งประสบการณ์ ของคนในรั้วมหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้น และยังดำรงอยู่
       
          เรื่องราวของเขาและเธอที่ได้รับการสเตมผ่านการสอบเอนทรานซ์ ย่อมถือว่าสัมฤทธิผลในการบนบานศาลกล่าว แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบของความขยัน หมั่นเพียร เอาใจใส่ และท่องตำรามาอย่างหนัก ส่วนเกร็ดชีวิตเหล่านี้ถือเป็นเรื่อง “ไม่สียหาย”ที่เข้ามาช่วยเพิ่มพลังใจให้ “ความหวัง” ดูไม่เลื่อนลอยเกินไปนัก

 

“จริงๆ แล้วถ้า บน ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร หากคุณไม่ขยัน ไม่ตั้งใจเรียน ไม่อ่านหนังสือ จะ บนบาน ศาลกล่าวสักแค่ไหนก็ไม่มีทางสำเร็จหรอกครับ”

 

บนอย่างไรให้ติด “หมอ”

 

 

บทสรุปของนักศึกษาแพทย์ 3 หนุ่ม 3 มุม เด็กหนุ่มที่เพิ่งผ่านประสบการณ์การ “บน” และประสบความสำเร็จมาด้วยหมาดๆ กล่าวแบบกลั้วหัวเราะ ปัจจุบัน ป้อม-เบสท์ และ โอเช่ กำลังศึกษาอยู่ที่ แพทยศาสตร์ ปี 2 ศิริราชพยาบาล…คณะในฝันของเด็กเอนทรานซ์ในคณะแพทยศาสตร์
       
          วันนี้พวกเขามาเล่าแนะนำเคล็ดที่ไม่ลับกับการ “บน” อย่างไรให้ “ติดหมอ” อีกมุมหนึ่งของความเชื่อส่วนบุคคลให้พวกเราฟัง
       


          ทำไมถึงอยากเป็นหมอ…?
       
          ป้อม - คงเพราะความผูกพันนะครับ คุณแม่ คุณพ่อเป็นหมอที่นี่ (ศิริราช) ซึ่งพอตั้งใจจะเป็นหมอปุ๊บสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือว่า ผมเรียนไม่เก่ง ทำให้ต้องเตรียมตัวเอนท์หนักพอสมควร ก็มีติวตามโรงเรียนกวดวิชาเพื่ออัปตัวเองขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้เอนท์ ติดตามความฝันที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล คณะที่ผมผูกพันเพราะวิ่งเล่นมาตั้งแต่เด็กๆ
       
          เบสท์ - จริงๆ แล้วผมอยากเรียนบริหารแต่แม่ไม่ให้เรียน ก็เลยหันมามองอาชีพอื่น ซึ่งมาถูกใจหมอเพราะผมรู้สึกว่ามันสามารถทำให้ทุกๆ คนมีความสุขได้ หมอเป็นอาชีพที่ไม่ยึดติด ไม่น่าเบื่อเพราะโรคมันพัฒนาไปเรื่อย ส่วนทำไมต้องเป็นแพทยศาสตร์ที่ศิริราช เพราะผมชอบระบบความเป็นพี่-น้อง รู้สึกอบอุ่นว่าเราไม่ใช่หมอคนเดียวในโลก เพราะมีเพื่อนๆ มีอาจารย์ มีพี่ๆ ช่วยเหลือ
       
          โอเช่ - ผมต่างจากสองคนเลยครับ สาเหตุที่อยากเป็นหมอน่าจะมาจากการอ่านการ์ตูนอย่าง “ด็อกเตอร์ ครับ (หัวเราะ) ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเขาดูดีมากๆ ช่วยเหลือคน ไปที่ไหนก็มีแต่คนให้ช่วยเหลือ ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมต้องเป็นที่นี่ ผมรู้สึกว่าเป็นคณะแพทย์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ ปีนี้ก็ 120 ปีแล้วครับ
       
          เรื่องบนบานศาลกล่าว เริ่มตอนไหน…?
       
          ป้อม - ระหว่างรอจะประกาศผลหลังเอนท์ ครับ ตอนนั้นตุ๊มๆ ต่อมๆ มาก ซึ่งพอประกาศผลปรากฏว่าผมติดหมอที่ มช.ไง แต่บังเอิญศิริราชเปิดรับรอบ 3 ผมก็เลยเข้าไปสอบ ช่วงนี้แหละที่ผมไล่บน ตั้งแต่บนวิ่งตามเลขรุ่นที่โรงเรียนเก่า (สวนกุหลาบฯ) โดยผมอยู่รุ่น 124 แต่เนื่องจากกลัวไม่ติดไง สรุปก็เลยบอกท่านว่าถ้าติดผมจะวิ่งแบบเอา 2 คูณเลย
       
          ส่วนอื่นๆ ก็คงจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้หากคนอยากจะเอนท์ ติดหมอที่ศิริราช คือการบนไข่ต้มต่อ พระราชานุสาวรีย์ “พระบิดา” (พระบรมรูปสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์ไทย) ที่ศิริราชอีก ที่รู้เพราะว่าพ่อ-แม่บอกมาว่า ต้องจุดธูป 9 ดอก พร้อมกับบนไข่ต้ม 117 ตามจำนวนเลขรุ่น ถ้าเราเข้าได้นะ แต่ก็ยังไม่มั่นใจอีก สรุปผมก็บอกว่าจะเอา 3 คูณไปเลยเรียกว่าทุ่มสุดตัว

 

เบสท์ - ผมเริ่มเครียดตอนหลังสอบเสร็จเพื่อนที่โรงเรียนเก่า (มหิดลวิทยานุสรณ์) ส่งผลสอบมาปรากฏว่าคะแนนผมออกมาไม่ดี เพราะไอ้คนเก่งๆ มันได้ 90 กว่า ดังนั้นปฏิบัติการบนจึงเกิดขึ้น ผมก็เริ่มเลยถามเพื่อนซึ่งเป็นกูรูเรื่องนี้ มันก็แนะนำว่า เฮ้ย…เอนท์หมอต้องบนหลวงพ่อวัดไร่ขิงด้วยพวงมาลัย 9 พวง และต้องไปก่อนพระอาทิตย์ขึ้นนะ ผมก็ไป พอบนเสร็จ มีผู้หวังดีแนะนำอีกว่าต้องบนพระสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโรงเรียนเก่าด้วย ซึ่งผมก็บนเรื่องวิ่งเหมือนๆ กับโรงเรียนป้อม อีก 20 รอบ
       
          นอกจากนี้ยังมีบนดอกกุหลาบสีชมพู ที่สำคัญต้องตัดหนามให้เรียบร้อยต่อพระบรมรูป ร.5 ที่ลานพระบรมรูป ซึ่งพอบนดอกกุหลาบก็ยังไม่มั่นใจอีก ผมเคยได้ฟังเรื่องเล่าว่าพระองค์ท่าน (หมายถึง ร.5) ทรงโปรดเค้ก S&P ผมก็แอบไปบนเพิ่มอีก 1ชิ้น (หัวเราะ) และที่สุดท้ายที่ขาดไม่ได้ก็คือการบน พระราชานุสาวรีย์ พระบิดา ที่ศิริราชด้วยไข่ต้ม พร้อมกับ พวงมาลัยอีก 9 พวงครับ
       
          โอเช่ - ส่วนตัวผมไม่ได้บน แต่ก็มีคุณพ่อคุณแม่บนให้เล็กๆ น้อยๆ คงเพราะส่วนหนึ่งเราเรียนดีด้วย (เคยได้เหรียญทองโอลิมปิกชีวะ) แต่ถามผมว่าเคยบนไหม ก็มีครับ แต่ไม่ได้บน ของเราจะอธิษฐานต่อ พระราชานุสาวรีย์ พระบิดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่พวกเรานับถือ ซึ่งถ้าอยากมาเรียนที่นี่ก็ถือว่าขาดไม่ได้
       
          เมื่อวิทยาศาสตร์เดินประกบแนวคิดไสยศาสตร์
       
          โอเช่ - ผมว่าการบน ในแง่หนึ่งก็สามารถช่วยให้คนที่บนรู้สึกสบายใจขึ้น เหมือนกับว่าการเรียนหมอ ร่างกายเราต้องใช้สมองหนัก ผลทางใจ เรามีที่พึ่งพิง และไม่ทำอะไรแบบเสียหายก็ไม่น่าจะเป็นไร
       
          ป้อม - ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องแล้วแต่บุคคลนะครับ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นหมอหรือใครมันก็มีความเชื่อของตัวเอง เอาเป็นว่าอย่างมงายมาก ไม่ใช่อะไรเอะอะก็บนแหลก เพราะที่สุดแล้วถ้าไม่ตั้งใจเรียน ไม่ตั้งใจอ่านหนังสือก็สอบไม่ได้อยู่ดี
       
          เบสท์ - สุดท้ายแล้วทุกๆ อย่างมันก็อยู่ที่ตัวเอง เพราะการบนมันทำให้เรามีกำลังใจมีความมั่นใจขึ้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม บนแล้วไม่ขยันอ่านหนังสือ แล้วจะสอบได้ไหม ก็ไม่ได้ครับ เพราะการบนเป็นแค่ข้างๆ ทางที่ทำให้จิตใจเราสงบ ทำให้เรามีสิ่งยึดเหนี่ยวก็เท่านั้น
       
          วันนี้แก้บนกันมายัง…?
       
          พวกเขาหัวเราะพร้อมกัน และพูดว่าเรียบร้อยแล้วครับ แต่กว่าจะหมดก็วิ่งกันขาแทบขวิด

 

 

เด็กนิติฯ รั้วธรรมศาสตร์ กับ พระพรหมเอาราวัณ

         

 

“พอไหว้เสร็จผมรู้สึกมั่นใจว่าตัวเองมีโอกาสที่จะติดอันดับ 1 คือคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ที่เลือกไว้เลย รู้สึกเหมือนมีแรง ทำให้คิดว่าต้องติด เหมือนว่าท่านศักดิ์สิทธิ์มาก” เด็กหนุ่มอายุ 20 ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้อนถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในอดีต
       
         
2 ปีที่แล้ว “ดนุกิจ นิมิตรรุ่งทวี” หรือ “อ็อฟ” ก็เป็นเหมือนเด็กมัธยมที่กำลังเปลี่ยนผลัดเข้าสู่รอยต่อของชั้นการศึกษาในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ที่ต้องเดินหน้าพาชีวิตเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยที่วาดหวังพร้อมๆ กับการแบกรับแรงกดดันจากรอบทิศ โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนระบบการคิดคะแนนเป็นปีแรก
       
          “ตอนนั้นเก็บคะแนนเป็นปีแรกไงครับ แล้วผมไม่มีความมั่นใจเพียงพอว่าเราจะติดอันดับที่ 1 หรืออันดับที่ 2 ที่เลือกไว้ ผมไม่มั่นใจเลย ตอนนั้นผมไม่กล้าบอกใครว่าจะติดเลยด้วยซ้ำครับ”
       
          หลังจากที่อ๊อฟทุ่มเทชีวิตกับการอ่านตำราหนังสือ เขาเดินเข้าไปแสดงฝีมือในห้องสอบอย่างสุดกำลัง แต่กระนั้นความคาดหวังและมุ่งหมายจากของทั้งตัวเองและคนรอบข้างก็สร้างแรงกดดันให้เกิดขึ้นในจิตใจของเด็กผู้ชายอายุ 18 จนว้าวุ่นกระวนกระวาย
       
          แต่หลังจากที่ได้ยินเสียงบอกเล่าเรื่องพลังศรัทธาในองค์ท้าวมหาพรหม หน้าโรงแรมเอราวัณจนหนาหู อ๊อฟตัดสินใจเสริมกำลังใจสร้างแรงพลังความเชื่อมั่นของตัวเองขึ้นด้วยการไปทำพิธีบนบานต่อหน้าองค์ท้าวมหาพรหมที่มีผู้คนเรือนแสนทั้งในประเทศและต่างชาตินับถือศรัทธา
       
          “ผมไปบนวันที่ 11 ตอนไปผมเอาใบที่ปรินต์จากคอมพ์ว่าอันดับที่ 1 อันดับที่ 2 คืออะไร แล้วผมก็บอกท่านหมดเลยว่า ผมชื่ออะไร เลขบัตรประชาชนคืออะไร เลขบัตรสอบอะไร ผมก็บอกหมดเลย ผมคิดเอาเองว่าเราน่าจะต้องทำอย่างนั้นไงครับ คืออยากให้ท่านได้รับรู้”
       
          “ แล้วผมก็บอกท่านว่า ถ้าติดอันดับที่ 1 อันดับที่ 2 ผมจะแก้บนด้วยนางรำ แล้วก็กินมังสวิรัติทุกวันที่ 11 ตลอดทั้ง 4 ปีที่เรียนอยู่ที่นี่ เพราะวันที่ 11 เป็นวันที่ผมไปบน”
       


          สำหรับขั้นตอนในการปฏิบัติขณะทำพิธีตลอดจนการแก้บนเป็นสิ่งที่เด็กนักเรียนวัยจบชั้นมัธยมมาหมาดๆ อย่างเขาคิดขึ้นมาอย่างละเอียดลออ โดยเทียบอิงจากสิ่งที่ผู้อาบน้ำร้อนมาก่อนได้ปฏิบัติสืบต่อกันมา ในห้วงยามที่ต้องการที่พึ่งทางใจเพื่อให้กิจการใดๆ ลุไปดังประสงค์

 

“ตรงนั้นเขาจะมีนางรำที่มีอาชีพรำถวายแก้บนอยู่แล้วครับ แล้วพอผมรู้ว่าติด ผมก็ไปติดต่อนางรำ เลือกว่าจะเอากี่คน ซึ่งราคาก็จะขึ้นไปตามนั้นน่ะครับ เช่น 2 คน 4 คน 6 คน อย่างของผมคือ 4 คน พอถึงคิวก็ให้นางรำมารำถวาย แล้วตัวเราก็นั่งคล้ายๆ กับว่ากำลังขอบคุณตรงใกล้ๆ ที่นางรำเขารำแล้วก็หันไปทางพระพรหม”
       
          หากย้อนถามถึงความยึดมั่นเชื่อถือในแรงพลังของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของอ็อฟ เขายอมรับว่า สิ่งที่เขาทำในช่วงนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ไกลจากพื้นฐานความเชื่อของตัวเอง แต่ทว่าในยามที่กำลังใจขาดด้อยหล่นหาย กระบวนการเสริมเพิ่มให้มันคืนกลับมาก็เป็นสิ่งที่เขาเลือกที่จะทำ
       
          “ผมไม่ได้เป็นคนเชื่อน่ะครับ แต่ผมคิดว่าผมไปทำแล้วสบายใจครับ ผมก็เลยทำทุกทาง เพราะว่าผมอยากเอนท์ติด แต่จริงๆ แล้ววิธีที่สำคัญที่สุดก็คือการเลือกอันดับ เลือกคณะ ต้องศึกษาให้ดี อย่างตัวของผมเอง ผมจะดูคะแนนและสถิติย้อนหลังไปเยอะมากเลยนะครับ”
       
          ศาลท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ ตั้งอยู่ที่บริเวณด้านหน้าโรงแรมแกรนด์ ไฮเอท เอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ ถนนราชดำริ เขตปทุมวัน

 

 

อนุสาวรีย์ 2 รัชกาล ที่พึ่งเด็กรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

 

 

26 มีนาคม ปีพุทธศักราชที่ 2453 โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับการสถาปนาจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นมหาวิทยาลัย ด้วยจุดมุ่งหวังที่จะสืบสานพระราชปรารภขององค์รัชกาลที่ 5 ที่ว่า “จะจัดการศึกษาแก่ประชาราษฎร์โดยทั่วหน้าเสมอกัน”
       
          จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้ถือกำเนิดขึ้น ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และอนุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคียงคู่กับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เปรียบเสมือนกษัตริย์ 2 พระองค์ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยก็ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ใกล้กับสนามติดประตูทางเข้าใหญ่
       
          นอกจากจะเป็นศูนย์รวมจิตใจของนิสิตทุกคนแล้ว อนุสาวรีย์ของทั้ง 2 รัชกาลนี้ยังเป็นที่พึ่งทางจิตใจที่สำคัญของเด็กนักเรียนจำนวนมากที่ตั้งความประสงค์จะเข้ามาเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาจากคณาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกด้วย
       
          คณะรัฐศาสตร์เป็นคณะเก่าแก่ที่เคียงคู่กับรั้วจามจุรีมาตั้งแต่ยุคก่อตั้ง และในช่วงเอนทรานซ์จะมีเด็กมัธยมหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศมากราบสักการะ ไม่ว่าจะเป็นคณะใดของมหาวิทยาลัยแห่งนี้
       
          “ปกติที่บ้านไหว้รัชกาลที่ 5 อยู่แล้วครับ ผมก็จะรู้วิธีการ พวกบทสวดอะไรอย่างนี้อยู่แล้ว ก็จะใช้ธูป 9 ดอกครับ แล้วก็สวดตามบทที่เคยรู้มา แล้วก็ขอท่าน คือเวลาขอผมจะไม่ได้ขอให้เอนท์ติดแต่ผมจะขอให้ตัวผมมีสมาธิในการสอบ แล้วก็มีกำลังใจในการสอบมากกว่า ไม่ได้ขอให้เอนท์ติดหรือไม่ติด”ภัทรพล สาสน์ธรรมบท หรือก๊อฟ นิสิตชั้นปีที่ 4 ของคณะรัฐศาสตร์ย้อนเล่าถึงชีวิตช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
       
          “ผมบอกท่านว่าจะเอาพวงมาลัยมาถวายครับ เป็นพวงมาลัยดอกกุหลาบสีชมพู 9 พวง เพราะเคยได้ยินมาว่าเป็นสีที่ท่านชอบครับ”
       
          ถึงจะตั้งใจและมุ่งมั่นในการอ่านหนังสือทำแบบฝึกหัด แต่ห้วงขณะที่ชีวิตใกล้จะเปลี่ยนผ่านสู่รั้วมหาวิทยาลัย เป็นวินาทีที่ชีวิตต้องการกำลังใจมากเป็นพิเศษ ก๊อฟเผยว่า การบนบานเป็นหนทางหนึ่งที่สร้างความมั่นใจให้แก่เขาได้
       
          “ก็มั่นใจขึ้นนะครับ จากตอนแรกที่ 50-50 ก็เป็น 60% ครับทำให้รู้สึกว่าเราก็น่าจะมีโอกาสติดนะ ผมคิดว่ามันน่าจะมีผลเกี่ยวบ้างนะครับ แต่ยังไงผมก็ยังคิดว่าการบนมีผลในเรื่องของจิตใจ ให้กำลังใจมากกว่าครับ”
       
          เช่นเดียวกับรุ่นน้องของก๊อฟที่ชื่อ วรรณ - ธนวรรณ พงศาเมธาวี นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ ที่เลือกวิธีการบนเป็นที่พึ่งทางใจ หลังจากที่ตรากตรำกับตำรามาแล้วอย่างหนัก วรรณมาไหว้พร้อมกับบนขอกับอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ด้วยของแก้ที่เธอประยุกต์ขึ้นจากความคิดของตัวเอง
       
          “ปกติตอนบนก็จะเห็นคนอื่นๆ เขาก็จะมีอะไรมาไหว้ท่าน เราก็เลยบนเป็นดอกกุหลาบสีชมพูแล้วกันเพราะเคยได้ยินมาว่า ร. 5 ท่านชอบดอกกุหลาบ แล้วเราก็คิดเอาเองว่าจะเอาเป็น 100 ดอกเลย ก็คิดเองว่าอยากให้มันเป็นช่อใหญ่ๆ ตอนนั้นก็บอกท่านไปว่าจะบนด้วยดอกกุหลาบยาวกี่เมตรๆ ของเราก็ยาวประมาณเกือบ 2 เมตร เป็นพวงมาลัยที่ร้อยเฉพาะดอกกุหลาบสีชมพู”
       
          ถึงจะเป็นนิสิตอีกหนึ่งคนที่เคยผ่านกรรมวิธีการบนบานศาลกล่าว แต่วรรณก็ยอมรับว่า การอ่านหนังสือและพึ่งตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
       
          “ถ้าไม่ค่อยมั่นใจก็ไปไหว้ได้ค่ะ ส่วนมากที่เขาทำกันก็คือ ถ้าอยากติดที่ไหนก็ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นั่น เหมือนว่าเขาจะได้ช่วยเราด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ต้องอ่านหนังสือเองด้วย เพราะมันก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าคุณจะสอบติด”
       
          เกร็ดเพิ่มเติมสำหรับว่าที่นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       
          1. สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่นิสิตของจุฬาฯ มักใช้วิธีการบนกับอนุสาวรีย์ 2 รัชกาล แต่ถ้าเป็นนิสิตของจุฬาฯ แล้ว จะใช้วิธีการขอแทนการบน
       
          2. นอกจากการบนขอด้วยพวงมาลัยดอกกุหลาบสีชมพูแล้ว ยังมีผู้มาบนหลายคนที่นิยมการบนด้วยวิธีออกแรงอย่างการวิ่งรอบสนามใหญ่ของจุฬาฯ
       
          3. นอกจากอนุสาวรีย์ 2 รัชกาลแล้ว ยังมีศาลเจ้าพ่อสิงห์ดำที่เป็นศาลด้านหลังคณะรัฐศาสตร์ ซึ่งเชื่อกันว่าคอยดูแลปกปักคณะรัฐศาสตร์มาตั้งแต่ยุคก่อตั้ง แต่มีเด็กนักเรียนน้อยคนนักที่จะรู้จักและมาบนที่นี่ ซึ่งนิยมใช้น้ำแดงในการบน

 

 

วิศวฯ พระนครเหนือ กับ ศาลเจ้าพ่อยีราฟ

 

 

คณะวิศวกรรมศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในคณะในฝันของเด็กหลายๆ คนที่หวังอยากจะเข้ามาเรียน ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ บางซื่อ
       
          ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ นักศึกษาในแต่ละรุ่น จะกล่าวถึงบริเวณที่ตั้งของ 3 ศาล ซึ่งเป็นศาลเสด็จแม่ชัยมงคล, ศาลเสด็จพ่อพิชัยดาบหัก และศาลเสด็จปู่ฤาษี แต่นักศึกษาเรียกกันติดปากว่า “ศาลเจ้าพ่อยีราฟ” เพราะเหตุที่มียีราฟที่คนนำไปแก้บนในบริเวณมากกว่า 100 ตัวที่ตั้งเรียงรายอยู่ พื้นที่ตั้งศาลทั้ง 3 แห่งนี้ บรรยากาศร่มเย็นปกคลุมไปด้วยต้นชมพู่ที่ยืนต้นมากว่า 5o ปี

 

“เดิมทีบริเวณนี้จะมีศาลหลังเล็กๆ อยู่เพียงศาลเดียวที่เก่าและผุพังเกือบจะจมดินแล้ว คืนหนึ่ง ครูฝันเห็นผู้หญิงยืนอยู่บนต้นชมพู่ ใส่ชุดขาวเหมือนนางฟ้า ครูเลยไปคุยกับแม่ชีที่เรานับถืออยู่ เล่าเรื่องความฝันให้ท่านฟัง แม่ชีบอกว่าที่บริเวณนี้มีเรือสำเภาจมอยู่ ข้อเท็จจริงอย่างไรไม่ทราบได้ แต่อาจารย์ที่สอนอยู่ที่นี่มานานแล้ว จะรู้ว่า เวลาสร้างตึกหรือตอกเสาเข็มมักจะเจาะเสาเข็มลงดินไม่ได้” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองดี ชีวพฤกษ์ เลขาธิการ Iaeste Thailand สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวกับ Metro Life
       
          ด้วยนิมิตนี้เองเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองดีสร้างศาลเสด็จปู่ฤาษีขึ้นเป็นลำดับแรก และอีกไม่กี่อาทิตย์ถัดมา ฝันอีกว่า บริเวณนี้จะต้องมีการสร้างศาลขึ้นมาอีกสองศาลถึงจะดี คือ ศาลเสด็จแม่ชัยมงคล และศาลเสด็จพ่อพระยาพิชัยดาบหัก
       


          “ที่มาของยีราฟแก้บน เกิดจากสามีของครูซึ่งเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่นี่เหมือนกัน เห็นคุณถวิล นักการภารโรงที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านศิลปะ ปั้นสัตว์ต่างๆ รวมไปถึงยีราฟปั้นเสร็จแล้วก็นำไปวางอยู่มุมต่างๆ ของตึก สามีมาเห็นมองดูเกิดความคิดว่า ถ้านำไปวางที่บริเวณศาลจะดูสวยงามยิ่งขึ้น หลังจากนั้นเมื่อมีคนมาบนบานกราบไหว้เห็นยีราฟวางขนาบข้างศาลทั้ง 3 ศาล จึงเข้าใจกันว่า น่าจะซื้อยีราฟมาแก้บน” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองดี ชีวพฤกษ์ อธิบาย
       
          เป็นเรื่องน่าแปลกว่า หากวิงวอนร้องขอหรือบนบานในเรื่องการเรียนหรือสอบเข้าส่วนใหญ่จะได้ผลตามนั้น ซึ่งเรื่องทำนองนี้อาจจะดูสวนทางกับวิทยาศาสตร์ ครูเองก็เรียนจบมาจากเมืองนอก ดูแลองค์กรต่างประเทศระดับโลก ครูไม่ได้งมงายนะ ครูยึดในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือ ซึ่งบางครั้ง เด็กบางคนไม่ได้มาบนแต่มาอธิษฐานขอพร แต่ถ้าเป็นคนดีก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน ซึ่งหมายความว่า พื้นฐานของเด็กต้องเป็นคนดีด้วย ถ้าขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียวไม่ดูหนังสือก่อนสอบเลย อันนี้ครูว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง การขอพรเหมือนกับการสร้างขวัญ กำลังใจ แต่ไม่ได้มีหลักประกันที่จะช่วยให้เราสอบติดร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนี้ต้องเข้าใจ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองดี ชีวพฤกษ์ ยืนยัน

 

ไม่เฉพาะแต่ในหมู่คณาจารย์เท่านั้น แม้แต่นักศึกษาก็เล่าขานสืบกันมารุ่นต่อรุ่น และนี่คือ ประสบการณ์ของเขาและเธอ
       


          ฐิติมา ลิ้มพานิชภักดี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
       

“หนูเชื่อในเรื่องนี้นะค่ะ เพราะมาไหว้และขอให้ท่านช่วยดลบันดาลให้สอบติดที่นี่ และปัจจุบันก็เรียนมาจนถึงชั้นปี 4 แล้ว ทุกวันนี้ก็ยังบนขอพรให้สอบผ่านบางวิชาที่ยากมากๆ บางเล่มสอบทีไรก็ไม่ผ่านสักที ส่วนใหญ่ถ้าขอแล้วได้ตามใจหวังก็จะแก้บนด้วยยีราฟ 1 คู่ แต่รุ่นพี่หนูเด็ดสุดๆ (หัวเราะ) เค้าบนว่าจะโดดลงไปในคูคลองที่อยู่ข้างๆ ศาล ที่ส่งกลิ่นตุๆ เริ่มเน่าแถมเต็มไปด้วยขี้โคลน พอรุ่นพี่สอบผ่านดังที่ขอไว้แล้วไม่มาแก้ จนเรียนมาถึงปีที่สามเกือบโดนรีไทร์เพราะเกรดไม่ถึง และกลับมานึกย้อนหลังว่าเคยบนที่ศาลไว้ว่าถ้าสอบผ่านจะกระโดดลงไปในคลอง พอทำตามที่พูดไว้ก็ผ่านพ้นวิกฤตนั้นมาด้วยดี”
       
        อุตสากิจ เงินทอง นักศึกษาชั้นปีที่ 5 คณะวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
       

“เด็กวิศวะที่เรียนที่นี่ต้องเดินข้ามสะพานเหล็กที่สร้างลอยเหนือคลอง ซึ่งรุ่นพี่เคยเล่าให้ฟังว่า ต้องไหว้ศาลหลังจากที่เดินผ่านบันไดขั้นสุดท้ายมาแล้วถือเป็นการให้เกียรติศาล เพราะสะพานสร้างสูงกว่าศาล แต่ผมกลับไม่เชื่อท้าทายโดยการไหว้บนกลางสะพานตลอด เป็นไงละพี่ทุกวันนี้เห็นผล (หัวเราะ) เพื่อนๆ จบกันไปแล้วผมยังเรียนต่อชั้นปีที่ 5 (กะเรียนให้แน่นนะเนี้ย) แต่ทุกวันนี้ก็ยึดถือและทำตามที่รุ่นพี่บอก ของอย่างนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะครับ”
       
          สูตรบนบานศาลกล่าว ประกอบด้วยธูป 16 ดอก เทียน 2 เล่ม น้ำแดง 1 ขวด ยีราฟ 1 คู่ หากไหว้ปกติ ไม่มีอะไรพิเศษ ใช้ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม

 

1. การบนบานศาลกล่าว เกิดจากความไม่มั่นใจและแน่ใจว่าจะบังเกิดผลสัมฤทธิ์ในเรื่องนั้นๆหรือไม่
       
          2. หลักและวิธีการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ การบอกกล่าวกับเจ้าของสถานที่ และองค์หลักซึ่งเป็นผู้รับคำร้องในการบนบานศาลกล่าว
       
                   2.1 เจ้าของสถานที่ ตามความหมายนี้ หมายถึงบุคคลที่มีความผูกพันเป็นพิเศษกับมหาวิทยาลัย หรือนักศึกษาให้ความเคารพนับถือ ยกตัวอย่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นิยมไปบอกกล่าวกับอนุสาวรีย์ท่านผู้ประสาธน์การฯ ปรีดี พนมยงค์ ณ ลานปรีดี, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้องที่อนุสาวรีย์ 2 รัชกาล ( พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว), มหาวิทยาลัยศิลปากร ต้องเป็นอาจารย์ศิลป์ พีระศรี เช่นนี้เป็นต้น
       
                   2.2 เจ้าของสถานที่อาจจะเป็นบุคคลเดียวกับผู้ (องค์) อุปถัมภ์ในสาขาวิชานั้นๆก็ได้ หรือไม่ใช่ก็มี ยกตัวอย่าง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยคือ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เรียกตามความเข้าใจว่า เจ้าของสถานที่ แต่คณะนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชากฎหมายนั้น องค์อุปถัมภ์คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์) พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ซึ่งราชานุสาวรีย์ของพระองค์ อยู่ที่หน้ากระทรวงยุติธรรม, คณะแพทยศาสตร์ พระบิดาแห่งการแพทย์ไทยคือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก, หรือมหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ถือว่าเป็นผู้มีคุณูปการต่อวงการศิลปะไทย แต่องค์อุปถัมภ์ คือ พระคเณศ ซึ่งกรมศิลปากรใช้เป็นดวงตราประจำมหาวิทยาลัย นิยมบนกันที่โบสถ์พระแก้ว วังหน้า (ภายในวิทยาลัยนาฏศิลป์), ส่วนด้านการช่างนั้น องค์อุปถัมภ์คือ พระวิษณุกรรม เป็นต้น
       
                   2.3 พระองค์หลัก ในที่นี้ ส่วนใหญ่จะอยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัย ได้รับคำบอกเล่าต่อๆกันมาว่า มีความศักดิ์สิทธิ์ในด้านโน้น ด้านนี้ ซึ่งพระองค์หลักอาจจะเป็นเทพเจ้า, ศาลเจ้า, พระพุทธรูป ก็ได้ทั้งนั้น เช่น หลวงพ่อโสธร, หลวงพ่อวัดไร่ขิง, หลวงพ่อซำปอกง, พระแก้วมรกต, พระพรหมเอราวัณ, พระคเณศ, เจ้าพ่อหลักเมือง ฯลฯ
       


          3. เครื่องสังเวยที่ใช้บนนั้น ผู้มีประสบการณ์และความปรารถนาดีบอกกันต่อมา ด้วยสูตรต่างๆอันเชื่อว่า โปรดและได้ผลชะงัดนักแล
       
          4. การบนบานจะมีมากกว่า 1 แห่ง เนื่องจาก “ไม่มั่นใจ” จึงต้องสำทับด้วยการบนบานกับแห่งอื่นๆ

 

5. อื่นๆจากนี้ ถือเป็นเคล็ดวิชาของใครของมัน เช่น
       
                   5.1 ท่องคาถา บทที่ใช้กันอยู่เป็นการบูชาพระอินทร์ พระคาถาว่า “สหัสเนตโต เทวินโต ทิพยจักขุง วิโสทายิ” เข้าใจว่า การดูหนังสือทั้งหลายต้องอาศัยดวงตา พระอินทร์ได้ชื่อว่ามีดวงตานับพัน แต่ตามเทวปกรณ์ฝ่ายฮินดูนั้น ชื่อ สหัสนัยน์ คือการเรียกอย่างให้เกียรติ เพราะสหัสนัยน์ในความจริงแล้วคือ โยนี ต่างหาก เพราะท่านถูกฤาษีสาป เนื่องจากท่านผิดศีลธรรม ไปล่วงละเมิดลูกเมียคนอื่น ความจริง 2 ข้อที่ควรรู้ สำหรับผู้ที่เคยเปิดบทสวดมนต์ ที่นิยมแจกฟรี เล่มเล็กๆนั้น บางเล่มจะมีบท “คาถาเรียกความจำ” ซึ่งมีความว่า “มุนินทะ วะทะนัมโพชะ คัพภะสัมภวะ สุนปรี ปาณีณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง “ กำกับต่อท้ายว่า นางฟ้าคือ พระไตรปิฎก อันเกิดจากดอกอุบล คือโอษฐ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งพำนักของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ขอจงยังใจของข้าพเจ้า ให้อิ่มเอมปรีดาปราโมทย์ รู้แจ่มแจ้งแทงตลอด จำได้ ปฏิบัติตามได้ ซึ่งพระไตรปิฎกทั้งโลกียะ และโลกุตระนั้นเทอญ คาถาบทนี้คือการบูชา พระนางสุนทรี ซึ่งรูปนางฟ้าองค์นี้ โด่งดังมากในวัดสุทัศนเทพวราราม ผู้เชี่ยวชาญด้านเทววิทยา ว่า นางสุนทรีนี้เป็นพระองค์เดียวกับเทพฝ่ายสตรีของฮินดู ที่เป็นองค์อุปถัมภ์ในด้านความรู้ คือ นาง สรัสวดี ผู้เป็นชายาของพระพรหมธาดา
       
                   5.2 บางคน นอกจากสวดมนต์แล้วอาจจะเอา “ดินสอ” ไปวางไว้หน้าพระพุทธรูปในบ้าน เอานำดินสอแท่งนั้นไปทำข้อสอบ อย่างนี้ก็มี หรือวิชาไหนยากๆ อ่านแล้วจะนำมาไว้ที่หัวเตียง หรือหนุนนอน เป็นเคล็ดว่า “นอนมา” ระบบใหม่ที่ใช้ระบบเก็บคะแนน ต้องสวดปลุกเสกและหนุนอยู่ 3 ปี
       
                   5.3 ว่าที่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์กลางติวเตอร์อยู่ที่ “สยามสแควร์” จึงเชื่อและนิยมบนบานศาลกล่าว บอกแจ้งแก่ศาลพระภูมิใหญ่ในสยามสแควร์ เป็นนัยว่า ท่านเห็นเราอยู่แถวๆนี้ คงจะรู้เห็นและเอ็นดูเราบ้าง
       
                   5.4 คนที่ต้องเอนท์ส่วนใหญ่ ผ่านมหาวิทยาลัยรามคำแหง “ก็เคารพพ่อขุนรามคำแหงนะ ไม่ไหว้ ไม่มองได้ปล่าว เดี๋ยวท่านเอ็นดู ให้เราอยู่ด้วย แย่เลย
       
          นี่เป็นเพียงเรื่องขำๆ ที่เกิดขึ้น และยังตั้งอยู่ สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ตราบเท่าที่เรายังให้ความ

 

อนุสาวรีย์ ปิ่น มาลากุลฯ ที่พึ่งชาวประสานมิตร


       

 

ถ้าถามนักเรียนมัธยมปลายหลายคนว่าอยากจะเข้าเรียนคณะใดในระดับอุดมศึกษา หนึ่งในนั้นคงจะต้องมี คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาศิลปการแสดง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพราะเป็นคณะที่มักจะมี ดารา นักแสดง จบจากคณะนี้มากมาย จึงเป็นเหมือนเส้นทางความฝันของเด็กหลายคนที่จะก้าวสู่แวดวงบันเทิง แล้วคุณอยากรู้ไหมว่าการที่จะเข้าคณะนี้ได้พวกเขาต้องเตรียมตัวกันอย่างไร และมีสถานที่ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยในการสอบเข้าหรือไม่ พวกเขามักจะไปบนกันที่ใด ติดตามได้
       
          คำตอบส่วนใหญ่ของนิสิตคณะศิลปการแสดงพูดถึง หอพระพุทธภควาวิจิตร : ศรีนครินทรวิโรฒ อนุสาวรีย์ ม.ล.ปิ่น มาลากุลคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัย ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นคณะใด
       
          หอพระพุทธภควาวิจิตร : ศรีนครินทรวิโรฒ จะมีอยู่ 2 ที่ คือที่ มศว ประสานมิตร และที่องครักษ์ โดยที่ประสานมิตรนั้นจะตั้งอยู่บริเวณหน้าสำนักอธิการบดี เป็นหอทรงไทยสีขาว ในช่วงเวลาการสอบมักจะมีนิสิต มศว เข้ามาไหว้พระที่นี่กันเป็นประจำ ส่วนอีกที่ที่เป็นยึดเหนี่ยวทางใจอีกที่หนึ่งคือ อนุสาวรีย์ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ผู้ผลักดันให้มีการสถาปนา “โรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง” ในปีพ.ศ. 2492 และกลายมาเป็น มศว ในปัจจุบัน บริเวณอนุสาวรีย์ตั้งอยู่ด้านหน้าหอสมุดกลางเป็นอนุสาวรีย์ยืน ซึ่งสถานที่ตรงนี้เรามักจะสังเกตเห็นพวงมาลัย ดอกดาวเรืองเรียงรายอยู่หน้าอนุสาวรีย์ไม่เคยขาด เป็นที่พึ่งทางใจของนิสิต

 

 

น้องแป้ง นิสิตปี 3 ได้เล่าให้เราฟังว่า ที่ยึดเหนี่ยวทางใจของน้องแป้งก่อนสอบก็จะมีไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัย คือหอพระ และอนุสาวรีย์ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ตอนสอบเข้าแล้วก็ยังไหว้อยู่เป็นประจำ แต่ไม่ถึงขนาดงมงาย
       
          ส่วนน้องปุ้ย น้องโบว์ลิ่ง ปุ๊กก้า และน้องเน็ท นิสิตสาขาเดียวกันก่อนการสอบก็จะมีการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัยบ้าง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามสถานที่ต่างๆทว่าบางคนก็ไม่เคยไหว้หรือบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนเลย
              

อาจารย์สามมิติ สุขบรรจง อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะการแสดงได้ให้ความคิดเห็น เกี่ยวกับการบนบานศาลกล่าวว่า
           

“ในช่วงการสอบเข้าว่า จริงๆ สังคมไทยไม่ใช่เฉพาะเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ด้วยเมื่อเกิดความไม่มั่นใจความกลัว ก็มักจะหาสิ่งยึดเหนี่ยวเพื่อประกันความกังวลในใจ ซึ่งเราไม่มีสิทธิไปห้ามความเชื่อเฉพาะบุคคลแต่เมื่อเราพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา เรื่องการบนบานศาลกล่าวก็รองลงมา อาจจะมีความศรัทธาความเชื่อได้ แต่ไม่ควรไปลุ่มหลงตรงนั้น มันไม่ใช่ส่วนสำคัญที่จะกำหนดว่าเราจะติดหรือไม่ติด แต่สิ่งสำคัญคือความสามารถของเด็กเอง แค่ถ้าเกิดเขาต้องการขวัญกำลังใจเราก็ห้ามไม่ได้ เพราะเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน สิ่งสำคัญคือเตรียมตัวให้พร้อมและถามว่าตัวเองชอบอะไร เหมาะกับอะไรและทำตรงนั้นให้ดีที่สุด”
       
          5 คำแนะนำดีๆควรฟังและจำ
       
          1. ต้องเตรียมตัวอ่านวิชาที่ใช้ในการสอบข้อเขียน เช่น วิชาหลัก และความรู้ที่เกี่ยวกับการแสดง ซึ่งเป็นความรู้รอบตัว ทั้งเรื่องออสการ์ ละครเวที
       
          2. ต้องเตรียมพอร์ตฟอลิโอ ซึ่งเป็นคะแนนถึง 30%
       
          3. เมื่อผ่านรอบของข้อเขียนก็จะต้องมาถึงรอบการสอบปฏิบัติที่จะต้องเตรียมการแสดงมาเอง และต้องพร้อมมาแสดงในโจทย์ที่ทางสาขาวิชาเตรียมไว้
       
          4. ถ้าคุณคิดว่าหน้าตาดีอย่างเดียวไม่สามารถเข้าคณะนี้ได้แน่ สิ่งสำคัญอยู่ที่ความสามารถ
       
          5. นอกจากจะไปบนบานศาลกล่าวแล้วต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมด้วย ไม่เช่นนั้นเจ้าศาลไหนก็ช่วยคุณไม่ได้

 

พี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากผู้จัดการออนไลน์

 
พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

๏@nGi€๏ Member 16 มี.ค. 51 18:01 น. 6
อ่านะ เราเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก ยังเรียนไม่ถึง แต่พอโตๆถึงเวลาสอบเอนท์บ้างคงจะเป็นยังงี้กะเขาเหมือนกันแฮะ เหอะๆ
0
กำลังโหลด

8 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
อยากเป็นลูกแม่โดม 12 มี.ค. 51 10:48 น. 3
มีที่บนคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ไม๊ค้าบบบบ พี่หรือเพื่อนคนไหนที่ติดที่นี่ช่วยบอกด้วยค้าบบบ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
เราก้อเดกรอคะแนนแอด 13 มี.ค. 51 01:05 น. 5
ธรรมศาสตร์ เราเคยบนที่ มธ ท่าพระจันทร์ บนต่อพ่อปรีดีกะแม่โดมว่า "พ่อปรีดีกะแม่โดมโปรดรับข้าพเจ้า______(ชื่อ-นามสกุล)_____ เปนลูกธรรมศาสตร์ด้วยนะคะ หากรับข้าพเจ้าเปนลูกธรรมศาสตร์แล้วข้าพเจ้าจะผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม" ตอนไปบนก้อพวงมาลัย 1 พวง รุ่นพี่เราบอกมานะอันนี้ เราก้อลองแล้ว เราก้อติดอ่า ตั้งใจอธิษฐานดีๆแล้วกาน ขอให้คะแนนของเพื่อนๆออกมาดี และได้คณะอย่างที่หวังไว้ทุกคนนะ
0
กำลังโหลด
๏@nGi€๏ Member 16 มี.ค. 51 18:01 น. 6
อ่านะ เราเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก ยังเรียนไม่ถึง แต่พอโตๆถึงเวลาสอบเอนท์บ้างคงจะเป็นยังงี้กะเขาเหมือนกันแฮะ เหอะๆ
0
กำลังโหลด
den 16 มี.ค. 51 22:01 น. 7
ผมเห็นว่ามีแต่มหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ทั้งนั้น ผมก็เลย อยากเข้ามาบอกว่าที่อื่นก็มีน่ะคราบ เช่น ที่ 1. มหาวิทยาลับสงขลานครินทร์ ต้องปน " ไข่ต้ม " อ่ะ เพราะผมก็เคยปายบนแล้ว แล้วตอนนี้ก็ติดแล้ว ส่วนจำนวนไข่ต้มเจ้าตัวที่จะบนต้องคิดเข้าน่ะคราบ ว่าจะเอาเท่าไร 2. มหาวิทยาลัยทักษิน ต้องบน " นมเปรี้ยวยาคูลย์ " คับ
0
กำลังโหลด
Typpy 17 มี.ค. 51 14:47 น. 8
ไม่รู้ว่าตัวเอง อยากชอบประสานมิตร หรือว่า อยากเข้าศิลปากร กันแน่
ทำยังไงดีค่ะ กลัวมากๆๆ ว่าถ้าไปบนแล้วสับสนอ่ะ
-*-


แงๆๆ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด