นิสิตจุฬาฯสร้างชื่อ คว้ารางวัล "ว่าความศาลจำลองระดับอินเตอร์"

วันนี้ พี่ลาเต้ มีอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของชาวนิสิต จุฬาฯ มาบอกกันครับ...เพราะเมื่อไม่นานมานี้น้อยๆวัยทีนจากคณะนิติศาสตร์ ของสถาบันนี้ได้ไปคว้างรางวัลใหญ่มา...ซึ่งจะเป็นรางวัลอะไรนั้น...ไปตามอ่านกันเลยครับ...

 

3 หนุ่มสาวนิติฯ รั้วจามจุรีโชว์เจ๋ง คว้า 3 รางวัล จากการแข่งขัน ว่าความในศาลจำลองคดีกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ณ. เขตการปกครองพิเศษฮ่องกงประเทศจีน ระหว่างวันที่ 7-8 มีนาคม 2551 โดยได้ถูกจัดขึ้นเป็นเวลาติดต่อกันมา 6 ปี ในการนี้ประเทศไทยก็ได้รับเกียรติถูกรับเชิญให้เข้าแข่งขันเป็นครั้งแรกด้วย
       


          และนิสิตทั้ง 3 คนที่ว่าเป็นนิสิตคณะนิติศาสตร์ชั้น ปีที่ 4 ประกอบด้วย “นิว” วีรพัฒน์ ปริยวงค์ “ปั๋ม” ชวทักข์ อาจนาเฉียว และ “หวาน” อริสา สุคนธทรัพย์ ซึ่งพวกเขาเปิดเผยถึงความรู้สึกว่า

       
          “สิ่งที่ได้รับมามันมากว่าความภาคภูมิใจ ด้วยทั้งความรู้ ประสบการณ์ และความกล้าคิดกล้าแสดงออก มันคือการเอาสิ่งที่เราเรียนมาตลอด 4 ปี มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์”
       
          สาเหตุที่ทำให้ได้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ พวกเขาเล่าให้ฟังว่า เคยได้เข้าร่วมการแข่งขันเกี่ยวกับศาลจำลองที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นกฎหมายด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ได้รับรางวัลที่ 2 คณะกรรมการจึงเล็งเห็นถึงศักยภาพ จึงให้เข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้เข้าร่วมแข่งขัน ในการแข่งขันครั้งนี้บิวกับ ปั๋มจะเป็นทนายความ ส่วนหวานจะเป็นผู้หาข้อมูลให้กับทีม
       
          รอบแรกของการแข่งขันเป็นการว่าความเป็นภาษาอังกฤษต่อหน้ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยทั้ง 3 ได้นำเสนอข้อกฎหมายประกอบข้อเท็จจริง อาศัยการโน้มน้าวใจ การตอบคำถามสดจากคณะกรรมการที่สามารถถามเราได้ตลอดเวลา และการหักล้างข้อต่อสู้ของฝ่ายตรงข้าม จากนั้นทีมที่คะแนนสูงสุดจากฝ่ายโจทย์ก็จะชนะ
       
          ส่วนรอบชิงชนะเลิศ โจทย์ที่สมมติขึ้นที่ใช้ในการแข่งขันครั้งนี้ เป็นประเด็นเกี่ยวกับการตั้งศาลอาญาพิเศษระหว่าง
        

“หลังจากที่ประเทศเพื่อนบ้านได้มีการรบใช้กำลังทางอาวุธและเกิดความสูญเสียอย่างรุนแรง”
       

นิว เล่าว่า  “ในการแข่งรอบชิงชนะเลิศนี้ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ระทึกใจมาก เพราะทีมของเรา ทำหน้าที่ทนายฝ่ายจำเลย ซึ่งผู้เป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศซึ่งถูกกว่าหาว่าเป็นผู้ก่ออาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
       
          ทีมเราจึงยกข้อต่อสู้หลัก 4 ประการ คือ หนึ่ง ศาลไม่มีอำนาจพิจารณาคดีเพราะฝ่ายอัยการได้ทำการลักพาตัวจำเลยมาขึ้นศาลโดยขัดต่อกระบวนการกฎหมาย สอง จำเลยนั้นได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วและมิสามารถถูกพิจารณาคดีซ้ำได้ สาม จำเลยได้รับความคุ้มครองภายไต้สนธิสัญญานิรโทษกรรม และ สี่ สำนวนฟ้องของอัยการนั้นไม่มีข้อมูลและไม่แสดงให้เห็นถึงการกระทำความผิดที่ครบองค์ประกอบความรับผิดของจำเลย”
       
          ซึ่ง
“นิว” เผยต่อด้วยว่า เทคนิคดังกล่าวเป็นสิ่งที่เขาเคยเรียนมาก่อน เพราะเขาเองได้เรียนมาทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศกับเพื่อนอีกคนคือ “หวาน” อยู่แล้ว ส่วนเพื่อนอีกคนคือ “ปั๋ม” จะเรียนมาทางด้านธุรกิจแต่ความสำคัญก็เท่ากันหมด

       

          “โดยจริงๆแล้วการแข่งขันครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ว่าเมื่อเกิดการขัดแย้งขึ้นแล้วควรจะทำอย่างไร มองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้นิสิตนักศึกษาได้มีความรู้และเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มทักษะในการเป็นนักกฎหมาย ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงหลังจากจบการศึกษาแล้วพวกเราว่ามันเหมาะที่จะเป็นกิจกรรมของเด็กนิติฯ”
       
          หลังจากคว้าชัยมาให้กับสถาบันเป็นที่เรียบร้อย ทั้ง 3 คนต่างก็บอกออกมาเป็นเสียงเดียวกัน ว่า อยากที่จะเปิดโอกาสให้น้องๆรุ่นใหม่ต่อไปได้ทำเหมือนเขาบ้าง
       
          “ตอนนี้พวกเราทั้ง 3 คนก็ใกล้จะจบการศึกษาแล้วก็เลยต้องติ๋วให้กับน้องๆ รุ่นต่อไปที่มีความสนใจที่จะไปเข้าร่วมแข่งขันความสามารถทางด้านกฎหมาย จะได้คว้ารางวัลกับมาเป็นเกียรติกับประเทศอีกครั้ง”
       
          สำหรับผลการแข่งขันว่าความในศาลจำลองคดีกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในปีที่งานนี้สามารถคว้ากันมาได้ถึง 3 รางวัล คือ รางวัลสำนวนคดียอดเยี่ยม และรางวัลทีมยอดเยี่ยม ท้ายสุด
“นิว” วีรพัฒน์ ปริยวงค์ คว้ารางวัลการว่าความชนะเลิศอีก
       

          เห็นทุกคนเก่งทั้งภาษาอังกฤษ และข้อมูลทางด้านการกฎหมาย เลยอดไม่ได้ที่จะถามถึงเทคนิคการเรียนในคณะนิติศาสตร์ ว่าต้องเรียนกันแบบไหนถึงประสบความสำเร็จ
       
          “การเรียนในคณะนิตินั้นต้องอาศัยความเข้าใจอย่าใช้วิธีการท่องจำ เวลาอยู่ในห้องก็ต้องตั่งใจเรียนถ้ามีอะไรสงสัยก็ยกมือถามอาจารย์ไปเลย แต่ไม่ใช้เข้าใจอย่างเดียวแต่ต้องคิดด้วยว่าจะเอามาใช้อย่างไรเพราะกฎหมายไม่ได้ตายตัวอยู่กับที่ และที่สำคัญต้องแบ่งเวลาให้เป็นไม่ใช่ว่าเราจะไม่เที่ยวไม่เล่นแต่เมื่อถึงเวลาเรียนก็ต้องตั่งใจเรียน ต้องตั้งใจต้องแบ่งเวลาให้ชัดเจน”...

 

          น้องๆชาวเวบ Dek-D คนไหนที่อยากจะเรียนต่อทางด้านนิติศาสตร์ ก็สามารถนำเอาเคล็ดลับเทคนิคการเรียนของพี่ๆกลุ่มนี้ไปใช้ได้นะครับ...พี่ๆเขาบอกมาว่าไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ...
 

พี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์

 
พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

11 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
เด็กมัธยม 27 มี.ค. 51 20:17 น. 5
คห.4บ้าป่าว มัวแต่คิดงี้ประเทศไทยจะเจริญป่ะ เหอะๆ มัวแต่คิดแต่เรื่องสถาบัน เห็นแก่ตัว // เก่งอ่ะ เก่งมากมาย 555
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
คนผ่านมาเจอ 28 มี.ค. 51 08:48 น. 9
ตอบคห.8 ถ้าอยากจะเรียนกฎหมาย เพื่อเอาไปใช้ด้านธุรกิจ พี่แนะนำจุฬาฯเลย แน่นอน ชัวๆ แต่ถ้าอยากเรียนไปทางผู้พิพากษา อัยการ ก้อขอแนะนำให้เรียนที่ ธรรมศาสตร์อ่ะ นิติศาสตร์จุฬาฯ ที่ดังสู้ที่อื่นไม่ได้ พี่ว่าน่าจะเป็นเพราะ จุฬาฯ รับน้อย เวลาสอบเนติที เลยมีจำนวนคนที่สอบได้น้อยกว่าที่อื่น ซึ่งรับเยอะกว่า แต่ถ้าเทียบเปอร์เซนต์แล้ว จุฬ่าฯก้อได้เยอะ ไม่น้อยไปกว่าที่ไหนเลยนะ ยังไงก้อขอให้ติดตามที่ตั้งใจไว้นะ สู้ๆ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด