ช่วงนี้ข่าวของเพศที่ 3 ค่อนข้างที่จะออกมาบ่อยนะครับ..อย่างล่าสุดที่มีข้อบังคับของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งออกมา ที่ว่าห้ามเพศที่ 3 เรียนสายแพทย์ และวันนี้ พี่ลาเต้ ก็มีอีกประเด็นหนึ่งที่มาต่อยอดเป้นเรื่องของการแต่งชุดนักศึกษาหญิง ของสาวประเภทสองครับ รายละเอียดเป็นไงไปตามอ่านกันเลย...

 

ประเทศไทยเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของโลกที่ชาวต่างประเทศ นิยมเดินทางมารักษาตัวและผ่าตัดแปลงเพศ โดยเฉพาะแปลงเป็นหญิง

 

ขณะเดียวกัน ไทยเป็นสังคมที่มีสาวประเภทสองเพิ่มจำนวนมากขึ้น และเปิดโอกาสให้กลุ่มเพศที่ 3 มีบทบาททางสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

อย่างไรก็ตาม จากกรณีคณะอนุกรรมการด้านส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาค ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ จัดสัมมนาเรื่อง การส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ด้านความหลากหลายทางเพศตามหลักการยอกยาการ์ตา (The Yogyakatra Principles)

 

นักวิชาการได้ออกมาเปิดเผยว่า ในประเทศไทย คณบดีคณะแพทย์บางมหาวิทยาลัย ประกาศไม่รับกะเทยเข้าเรียนต่อ เน้นรับเฉพาะชายจริงหญิงแท้เท่านั้น หรือมหาวิทยาลัยบางแห่งห้ามนักศึกษากะเทยที่แต่งหน้าหรือใส่กระโปรงเข้าสอบ และตั้งคำถามว่า เหตุใดประเทศไทยซึ่งให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชน ยังมีความพยายามกีดกันและต่อต้านกลุ่มคนเพศที่ 3

 
 
สำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) ถือว่าเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เปิดกว้างสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้ ถึงขนาดจัดเวทีประกวดความงามให้กับนักศึกษากลุ่มนี้จนเป็นข่าวฮือฮามาแล้ว

 

รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ รองอธิการบดี มสด. อธิบายว่า มหาวิทยาลัยมีนโยบายไม่กีดกันเรื่องการแต่งกายของนักศึกษา เพราะเข้าใจว่านักศึกษากลุ่มเพศที่ 3 ได้รับความกดดันจากสังคมอยู่แล้ว จึงอยากให้นักศึกษากลุ่มนี้รู้สึกว่ามีที่พึ่ง เข้าใจสภาวะของนักศึกษา ทั้งนี้มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับเสรีภาพขั้นพื้นฐานของนักศึกษาทุกเพศ โดยเราต้องมองว่า สังคมไทยยังมีทัศนคติที่มองว่าคนที่เป็นกะเทย เกย์ ทอม เป็นอาการป่วยและมองว่าเป็นปัญหา

 

รศ.ดร.สุขุม กล่าวต่อไปว่า การที่สังคมไทยยังไม่ยอมรับการดำรงชีวิตของคนกลุ่มนี้ เข้าใจว่า หากยอมรับแล้วจะเป็นการให้ท้ายหรือส่งเสริมให้เด็กเป็นแบบนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะเด็กมีสภาพจิตใจที่เบี่ยงเบนไปเป็นเพศหญิงอยู่แล้ว เราเป็นครูอาจารย์ ต้องเข้าใจนักศึกษาว่า มีหลากหลาย เมื่อมีการจัดประกวดดาวและเดือนของมหาวิทยาลัย สำหรับนักศึกษาชายและนักศึกษาหญิง จึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่เป็นสาวประเภทสองได้มีเวทีประกวดมิสเลดี้..เลดี้ เพื่อให้มีเวทีแสดงออก และดูแลให้นักศึกษาอยู่ในกรอบที่เหมาะสม เช่น การแต่งกายชุดนักศึกษาที่ไม่สั้นจนเกินไป แต่งให้เหมือนผู้หญิง เป็นต้น

 

ปัจจุบันสวนดุสิตมีนักศึกษาเพศที่ 3 เรียนอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเด็กไปบอกต่อว่า สวนดุสิตเปิดกว้างและให้อิสระ

 

"จากการคลุกคลีกับนักศึกษาที่เป็นกะเทย ส่วนใหญ่มีความตั้งใจสูงสุดว่าจะมุ่งไปผ่าตัดแปลงเพศ มีจิตใจที่ต้องการเป็นผู้หญิงตามความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ต้องการความรักจากเพศชาย ก็พยายามสอนเรื่องการดำรงชีวิตในสังคม เรื่องนี้ครู อาจารย์ต้องเปิดใจยอมรับและให้คำปรึกษากับเด็กอย่างแท้จริง การแต่งตัวเป็นแค่เปลือกนอกของนักศึกษา แต่สิ่งสำคัญต้องเข้าใจให้ถึงจิตใจส่วนลึก สุขภาพจิตของเด็กที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง"

 

"ผมยืนยันว่า เราไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กเป็นกะเทยและมุ่งจะไปผ่าตัดแปลงเพศ เพียงแต่ยอมรับในตัวตนและสอนให้เด็กค้นหาตัวตนของตนเองหากมีจิตใจเป็นกะเทยจริงๆ เราก็ไม่ต่อต้าน"รองอธิการบดี มสด. กล่าว

 

สำหรับกรณีบางวิชาชีพอย่าง แพทยศาสตร์ หรือ ทหาร ที่ไม่ยินยอมให้เพศที่ 3 เข้าเรียนได้นั้น รศ.ดร.สุขุม มองว่า ต้องเคารพในแต่ละวิชาชีพ โดยต้องแยกประเด็นให้ออก จะเป็นทหารคงไม่ได้ หรือไม่ควรเป็นแพทย์ อาจมองได้ว่า สภาพจิตใจของกะเทยเป็นคนอารมณ์รุนแรงมาก ขณะที่แพทย์เป็นวิชาชีพหนึ่งที่รักษาคน โดยไม่ได้รักษาด้วยวิชาชีพหรือความรู้ความสามารถเท่านั้น ยังต้องรักษาด้วยจิตใจที่มั่นคงด้วยอยู่บนความเป็นความตายของคน แตกต่างจากวิชาชีพครู ซึ่งครูบางคนที่เป็นกะเทยสอนดีกว่าครูคนอื่น เพราะมีจิตวิทยาในการเข้าถึงเด็ก

 
 

ด้าน น้องนิว ไอรลดา ธรรมชอบ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 โปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มสด. ในฐานะมิสเลดี้..เลดี้ ปี 2006 กล่าวว่า การที่มหาวิทยาลัยบางแห่งห้ามนักศึกษากะเทยแต่งกายชุดนักศึกษาหญิง เป็นการปิดกั้น ปิดโอกาส

 

ถ้ามหาวิทยาลัยบังคับให้เราแต่งชุดนักศึกษาชาย ทั้งๆ ที่มีสรีระเป็นผู้หญิง ต้องใส่เสื้อเชิ้ตผูกเนกไท อาจถูกมองว่าเป็นตัวตลกในสายตาของเพื่อนๆ จะรู้สึกอายมาก เหมือนเป็นปมด้อยของตนเอง นิวรู้สึกว่าเราอยากเป็นตัวของตัวเอง เพราะเราแปลงเพศแล้ว การที่ได้ใส่ชุดนักศึกษาหญิง เรียนกับเพื่อนๆ ในห้องเรียนรู้สึกมีความสุข มหาวิทยาลัยที่นี่เปิดกว้าง เพื่อนๆ ทั้งชายหญิงต่างยอมรับความสามารถของเรา ให้สิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น

 

"ส่วนตัวอยากเป็นผู้หญิงมาตั้งแต่เด็กๆ ช่วงแรกครอบครัวไม่ยอมรับ ก็เคยกลับไปทำตัวเป็นผู้ชายแล้วไม่มีความสุข สุดท้ายพยายามเป็นตัวเอง ประพฤติตัวเป็นคนดี ตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ทำให้ครอบครัวยอมรับ สามารถทำอะไรได้เทียบเท่ากับเพศชายหรือเพศหญิง อยากให้เปิดโอกาสให้แสดงศักยภาพของตนเอง" น้องนิวกล่าว

 

ขณะที่มหาวิทยาลัยของรัฐเก่าแก่อย่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่มีนักศึกษาที่เป็นเพศที่ 3 ศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก และมีจำนวนหนึ่งแต่งกายชุดนักศึกษาหญิง

 

ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษามธ. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้กีดกันการปฏิบัติด้านสิทธิ เสรีภาพของนักศึกษาเพศที่ 3 ทุกคนมีสิทธิแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม มหาวิทยาลัยอนุญาตให้นักศึกษาที่มีสรีระเป็นผู้หญิง ผ่าตัดแปลงเพศแล้ว สามารถเข้าห้องน้ำหญิงและเข้าพักในหอพักหญิงของมหาวิทยาลัยได้

 

อย่างไรก็ตาม มีข้อบังคับเกี่ยวกับการเข้าพิธีพระราชทานปริญญาบัตร บัณฑิตจะต้องสวมใส่เครื่องแต่งกายให้ตรงกับคำนำหน้าเพศ หมายความว่า นักศึกษาสาวประเภทสองก็ต้องสวมใส่ชุดผู้ชาย เพราะต้องมีการเบิกตัวออกมารับพระราชทานปริญญาบัตร

 

"การเปิดเสรีเรื่องเพศนั้นต้องมีขอบเขต ถ้าไม่เข้าใจก็จะเป็นการกีดกัน แต่ถ้าควบคุมไม่ดีก็จะเป็นการส่งเสริม โดยเฉพาะการแปลงเพศจากผู้ชายเป็นผู้หญิง ผมมองว่าประเทศไทยปล่อยให้มีการผ่าตัดง่ายเกินไป เด็กบางคนยังไม่มีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่ ที่สามารถตัดสินใจเลือกอนาคตของตนเองอย่างรอบคอบ แต่ก็สามารถผ่าตัดแปลงเพศได้ง่าย ดังนั้นควรมีการกำหนดให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เสียก่อน" รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มธ. กล่าว

 

ด้าน น.พ.อาวุธ ศรีศุกรี เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย อธิบายถึงการเลือกรับน.ศ.แพทย์ว่า โดยปกติโรงเรียนแพทย์ไม่มีปัญหาเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว หากพฤติกรรมดังกล่าวไม่เกินขอบเขตและส่งผลกระทบต่อบุคคล สังคม หรือวิชาชีพ ตนเห็นแพทย์ที่มีลักษณะเช่นนี้ปฏิบัติหน้าที่ได้ดี ที่กำหนดห้ามชัดเจนอาจเป็นนักเรียนแพทย์ของวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า(วพม.) เพราะผลิตนักเรียนแพทย์ทหารที่ต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ความเป็นทหารคุมเข้มมากขึ้น แม้แต่น้ำหนัก ส่วนสูง โรคทั่วไปบางโรคก็กำหนดห้ามชัดเจน

 

"ปัจจุบันเป็นช่วงรอยต่อ จากเดิมที่สังคมไม่ยอมรับเพศที่สามก็ยอมรับมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ก็ยังมีความลักลั่น การนำเรื่องสิทธิมนุษยชนมาปนกับทุกเรื่องจนบางครั้งตีความหมายไปในทางที่ผิดๆ เพราะบางเรื่องเป็นกฎเกณฑ์เฉพาะขององค์กรหรือสถาบัน หากนำหลักสิทธิมนุษยชนไปเกี่ยวข้องทุกเรื่อง ก็คงบอกยากว่าสมควรหรือไม่สมควร เพราะต้องพิจารณาถึงประเพณีวัฒนธรรมที่ปฏิบัติกันมานานด้วย" น.พ.อาวุธกล่าว

 

          หากว่าไปแล้วเพศที่สามที่นับวันก็ยิ่งจะเบ่งบานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็เป็นปัญหาของทุกฝ่ายต้องช่วยกันคิดแก้ไขดูแล ด้วยเหตุผล และปราศจากอคติครับ...
 

พี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด

 
พี่ลาเต้
พี่ลาเต้ - Columnist นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

13 ความคิดเห็น

กวางงง 29 พ.ค. 51 17:05 น. 1
ดีเนอะ เด่๋วนี้เค้าม่ายปิดกั้นเพศที่สามแล้วอ่าาา ดีจิง คนเราเค้าก้อดููที่ผลของงาน ม่ายช่ายที่รูปลักภาายนอกเนอะะะะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
้เมี้ยว 29 พ.ค. 51 23:03 น. 5
ผมว่าถ้าเป็นเสรีภาพจิงๆ ให้กำหนด คำนำหน้าชื่อใหม่ ที่ใช้สำหรับ กระเทยโดยเฉพาะ เช่น นายกระเทย สมชาย เป็นต้น เป็นการส่งเสริมเสรีภาภอย่างดี คือให้กำหนดว่ามีเพศที่ 3 ไปเลย และให้ออกแบบชุด นศ. ใหม่ ให้เป็นเครื่องแบบของกระเทยโดยเฉพาะ เพราะสมัยนี้ กระเทยบางคนก็มาหลอกผู้ชายว่าเป็นผู้หญิงแท้ ทำไมไม่กล้าบอกไปเลยว่าแปลงเพศมา เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนก็จิง แต่กระเทยแทบจะทุกคนปากร้ายมาก และชอบทำตัวเด่น ไม่เหมือนผู้หญิงที่เรียบร้อย และก็ลุ่มหลงความไฮโซ สังเกตว่ากระเทยจะมีนิสัยคล้ายๆกันหมด แล้วจะไม่ให้เชื่อได้ไงว่าเป็นความผิดปกติทางจิต เพราะมันมีอาการคล้ายกันมากๆ ที่สำคัญไม่ชอบให้ใครบอกว่าเขาเป็นกระเทย แล้วจะโกรธมาก ไม่รู้เป็นไร ถ้าอยากมีเสรีภาพนัก ก็ขอให้คิดถึง สิทธิของผู้ชายแท้ที่อยากจะมีชีวิตอยู่กับผู้หญิงแท้ที่รัฐบาลสามารถรับรองได้ว่าหญิงแท้ 100% สามารถแต่งงานและมีลูกได้ ไม่ใช่ต้องเผลออยู่กับกระเทยที่ไม่สามารถมีลูกได้ เพราะฉะนั้นหากใครเป็นกระเทยกำหนดคำนำหน้าชื่อใหม่ไปเลย ออกเครื่องแบบใหม่ไปเลย เอาแต่เรียกร้องให้กระเทย แล้วสิทธิของผู้ชายแท้ๆล่ะ สิทธิที่จะได้ผู้หญิงแท้ๆอย่างมั่นใจ 100%
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ET_go_home 30 พ.ค. 51 19:30 น. 11
คนหล่อๆก็กลายเป็นเกย์ไปหมด แล้วไม่หล่อชายแท้ก็ เห้อ...ไม่ค่อยจะมี โอ้ว โลกนี้จะเหลือ ดีๆแท้ๆสักกี่คนว้า งั้นแปลงเป็นทอมไปรักกับเกย์จะได้ไหมม!!!!
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด