|
ช่วงนี้น้อง ๆ ได้ดูละครเกาหลีกันบ้างไหมคะ? พี่ปาล์มติดละครเกาหลีเรื่อง "คิมชูซอน สุภาพบุรุษมหาขันที" มากเลยค่ะ 555 พอได้ดูแล้วพี่ปาล์มก็เกิดอยากทราบขึ้นมาว่า ในประวัติศาสตร์ของจีนกับเกาหลีนั้นมีขันทีคอยดูแลรับใช้ภายในวัง แล้วไทยเราล่ะ นอกจาก "โขลน" ซึ่งเป็นผู้หญิงแท้ ๆ แล้วเนี่ย ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเราเคยมีขันทีบ้างไหมน้า ?
ภาพเขียนศตวรรษที่ 18 ขันทีดำ(Black eunuch) กำลังจูงม้าของนางใน นับเป็นเวลายาวนานกว่าพันปีที่ราชสำนักของดินแดนตั้งแต่จักรวรรดิโรมันตะวันออกไปจนถึงพระราชวังต้องห้ามของพระจักรพรรดิจีน ถูกครอบงำด้วยกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งจนหลายครั้งคนเหล่านั้นได้ขึ้นมามีอำนาจเหนือสถาบันกษัตริย์และขุนนาง เลยไปถึงการเข้าไปกำหนดอนาคตของบ้านเมืองและจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ให้รุ่งเรืองหรือเสื่อมสลาย
ประติมากรรมสมัยจักรวรรดิอัสสิเรีย แสดงภาพจักรพรรดิและยูนุค ' ขันที' มาจากรากศัพท์ 'ขันฑะ' ในภาษาสันสกฤต แปลว่า ตัด ตรงกับคำในภาษาจีนว่า ไท้เจี๋ยน หรือไท้ก๋ำ หรือเรียกว่ายุนุค (Eunuch) ในภาษาละติน และอาหรับ โดยมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า 'ยูโนคอส' (eunouchos) แปลว่า ผู้ดูแลรักษาเตียงยูนุคจึงหมายถึงผู้มีหน้าที่คอยดูแลหรือเป็นผู้รับใช้ของกษัตริย์และข้าราชสำนักฝ่ายใน เชื่อว่าขันทีมีกำเนิดครั้งแรกที่เมืองละกาสช์ (Lagash) ของสุเมเรียน (Sumerian) ในเมโสโปเตเมีย เมื่อราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล และเป็นกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทแพร่หลายอยู่ในราชสำนักของเมโสโปเตเมียและอียิปต์แต่โบราณ จากประติมากรรมสลักศิลาศิลปะสมัยจักรวรรดิอัสสิเรีย (Assyria Empire) อายุราว 800 ปีก่อนคริสตกาล แสดงภาพขันทีหรือยูนุคกำลังถวายการรับใช้ใกล้ชิดจักรพรรดิ โดยมือข้างหนึ่งถือแส้ อีกข้างหนึ่งกุมสายรั้งดาบ แสดงให้เห็นว่ายูนุคทำหน้าที่เป็นทั้งผู้รับใช้และราชองครักษ์ของกษัตริย์
ขันทีแขกในภาพลายรดน้ำหอเขียน วังสวนผักกาด ในระยะแรก ยูนุคจะคัดเลือกมาจากทาสหรือเชลยซึ่งอายุน้อย แต่ก็มีบางส่วนที่ถูกตอนเป็นขันทีเมื่อเป็นหนุ่มแล้ว การตัดอวัยวะเพศของขันทีมีทั้งตัดเฉพาะส่วนลึงค์ หรือตัดหมดทั้งองคชาต ตามธรรมเนียมจีน อวัยวะที่ถูกตัดจะได้รับการเก็บรักษาไว้ เพื่อนำไปฝังร่วมกับศพเมื่อขันทีผู้นั้นสิ้นชีวิตไปแล้ว อย่างไรก็ดีในยุคปลายสมัยโรมัน คำว่ายูนุคยังหมายถึงชายที่เป็นหมันโดยธรรมชาติ และไม่อาจให้กำเนิดบุตรได้ วัฒนธรรมการใช้ยูนุคหรือขันทีจากเมโสโปเตเมีย ได้แตกแขนงออกเป็น 2 ทาง สายแรกแพร่หลายไปตามเส้นทางสายไหมสู่จีนในสมัยราชวงศ์สุย (Sui Dynasty ค.ศ. 519-618) และได้กลายเป็นสถาบันใหญ่ในระบบการปกครองฝ่ายในสืบเนื่องจนถึง ค.ศ.1912 จึงได้ยกเลิกระบบขันทีในประเทศจีน สายที่สองแพร่หลายเข้าไปในดินแดนเอเชียตะวันตกและเอเชียใต้ สู่เปอร์เซียโบราณ และจักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์ (Byzantine)
หลักฐาน 'ขันที' ของสยามปรากฏอยู่ในกฎมณเฑียรบาลสมัยอยุธยา ซึ่งมีข้อความกล่าวถึงการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคของพระมหากษัตริย์ ความตอนหนึ่งว่า “ถ้าเสด็จหนเรือแลประเทียบฝ่ายในลงก็ดี แต่นักเทษขันทีแลทนายเรือลง” จากข้อความแสดงถึงตำแหน่งเจ้าพนักงานที่เรียกว่า 'นักเทษขันที' มีหน้าที่คอยติดตามรับใช้ 'ประเทียบ' หรือสตรีฝ่ายในหรือเจ้านายฝ่ายในที่เป็นสตรี นอกจากนี้ในกฎมณเฑียรบาลก็ยังปรากฏคำว่านักเทษขันที (บางทีก็เขียนว่า นักเทศขันที ก็มี) อยู่ประปรายในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดูแลราชสำนักฝ่ายใน อันที่จริงคำว่านักเทษและขันที คงจะเป็นพนักงานคนละกลุ่มกัน เพราะในตำราแบบธรรมเนียมในราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยา มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงที่พักของคนสองกลุ่มนี้แยกกันเรียกว่า 'ทิมนักเทษ' กับ 'ทิมขันที' โดยขันทีน่าจะเป็นพวกจีน ส่วนนักเทษหรือนักเทศ น่าจะหมายถึงยุนุค หรือขันทีแขก การแบ่งแยกเช่นนี้คงคล้ายกับการที่ราชสำนักสยามมีกรมท่าซ้าย ซึ่งค้าขายและติดต่อกับชาวจีน และกรมท่าขวา ซึ่งค้าขายและติดต่อกับบรรดาแขกชาติต่างๆ กรมขันทีในระบบราชการสยาม เป็นหน่วยงานเล็กๆ ขึ้นตรงต่อกรมวัง มีสายการบังคับบัญชาไม่ซับซ้อนนัก เจ้ากรมมียศและราชทินนามว่า 'ออกพระศรีมโนราชภักดีฯ' ถือศักดินา 1,000 ปลัดกรมคือหลวงราชาชานภักดี ชาวพนักงานประกอบไปด้วยปลัดจ่านุชิต ปลัดพิพิธ และหัวหน้าองครักษ์คือหลวงศรีมโนราชภักดีศรีองคเทพรักษาองค์ กับหลวงเทพชำนาญภักดีศรีเทพรักษาองครักษ์ นอกจากนี้ยังมีขุนนางในกรมอีก 3 ท่าน คือ พระศรีอภัย ขุนราชาข่าน และขุนมโน ราชสำนักสยามน่าจะมีวัฒนธรรมการใช้ขันทีแบบจีนและแขกมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น แต่เมื่อถึงในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ พบว่าขันทีในราชสำนักล้วนเป็นแขกทั้งสิ้น ซิมองต์ เดอ ลาลูแบร์ (Simon de La Loubere) ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักสยามในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ บันทึกเกี่ยวกับขันทีในสยามไว้ว่า ...บรรดานารีในพระบรมมหาราชวังนั้นจะออกไปข้างนอกไม่ได้เลย นอกจากตามเสด็จพระราชดำเนิน พวกขันที (ยูนุค) ก็เหมือนกัน ไม่ออกไปภายนอก นอกจากจะเชิญกระแสพระราชดำรัสไปจัดการตามพระราชโองการเท่านั้น ว่ากันว่าพระองค์ (สมเด็จพระนารายณ์) ทรงมีขันที (ยูนุค) อยู่เพียง ๘ ถึง ๑๐ คน เท่านั้น มีทั้งคนผิวขาวและผิวดำ... เป็นไปได้ว่าขันทีดำที่ลาลูแบร์กล่าวถึง คือ ขันทีแอฟริกันซึ่งจะพบมากในราชสำนักออตโตมาน และเปอร์เซีย ขันทีกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กแอฟริกันที่ถูกพ่อค้าอาหรับจับมาขายเป็นทาสแล้วถูกตอนเป็นยูนุค ยูนุคดำ (black eunuch) ในราชสำนักออตโตมาน มีบทบาทสำคัญมาก ทำหน้าที่ดูแลฮาเร็ม (harem) ของสุลต่าน และถือกุญแจพระคลังมหาสมบัติ ยูนูคดำบางคนยังได้รับแต่งตั้งเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี หรือแกรนด์วิเซียร์ (Grand Vizier) สำหรับยูนุคขาว น่าจะมาจากอินเดียหรือเปอร์เซีย เพราะในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ พระองค์ทรงติดต่อสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชสำนักซาฟาวีของเปอร์เซีย และบรรดาราชรัฐต่างๆ ในอินเดีย ขันทีซึ่งเป็นวิชาชีพหนึ่งในดินแดนเหล่านั้น คงได้รับการว่าจ้างเข้ามาในฐานะขุนนางชำนาญการเพื่อดูแลกิจการฝ่ายใน อันเป็นการยกระดับความยิ่งใหญ่ของราชสำนักอยุธยาให้ทัดเทียมอารยประเทศอย่างจีน เปอร์เซีย และอินเดีย ส่วนขันทีขาว (white eunuch) ในวัฒนธรรมออตโตมานและเปอร์เซีย ส่วนใหญ่จะมาจากแคว้นจอร์เจีย (Georgia) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่าน เป็นรัฐคริสต์แต่มักถูกรุกรานจากออตโตมานและเปอร์เซีย สงครามทำให้เด็กชายชาวจอร์เจียถูกจับเป็นเชลยและตอนเป็นขันที ต่อมาคนเหล่านี้ได้เปลี่ยนมารับอิสลามและรับราชการเป็นใหญ่เป็นโตในราชสำนักมุสลิม ร่องรอยรูปธรรมซึ่งแสดงถึงขันทีหรือยูนุคในราชสำนักอยุธยา ปรากฏอยู่ในงานจิตรกรรมหลายแห่ง เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดชัยทิศ ฝั่งธนบุรี และที่ยังหลงเหลือหลักฐานให้เห็นชัดเจนคือภาพลายรดน้ำหอเขียน วังสวนผักกาด ซึ่งผาติกรรมมาจากวัดบางกลิ้ง เดิมเป็นพระตำหนักของกษัตริย์หรือเจ้านายในสมัยอยุธยาตอนปลาย ผนังภายในเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับราชสำนัก ปรากฏภาพขันทีแขกอยู่หลายแห่ง เอกลักษณ์พิเศษคือคนเหล่านี้แต่งตัวโพกผ้า สวมเสื้อคลุมแบบแขกเทศ สัญลักษณ์สำคัญ ได้แก่ ไม้เท้าที่ไว้คอยกำกับหรือตีบรรดาสาวกำนัลที่ออกนอกรีตนอกรอย หรือไว้คอยไล่พวกหนุ่มๆ ที่แอบมาลอบมองหรือเกี้ยวพาราสีนางใน วัฒนธรรมการมีขันทีน่าจะเสื่อมลงในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ และไม่พบว่ามีขันทีหรือยูนุคอยู่ในราชสำนักสยามอีก คงปรากฏร่องรอยเพียงเอกสารและศิลปกรรมที่สะท้อนถึงบทบาทของคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ เรื่องราวของขันทีในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา นอกจากจะช่วยขยายภาพของราชสำนักฝ่ายในที่คลุมเครือ ซ่อนเร้น และลึกลับ ให้กระจ่างมากขึ้นแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความสลับซับซ้อนของความสัมพันธ์เชิงสังคมและวัฒนธรรมระหว่างไทยกับนานาประเทศ ที่มีมายาวนานและสอดประสานอยู่ในเรื่องราวของคนกลุ่มเล็กๆ ที่สูญหายไปจากบทหนึ่งทางประวัติศาสตร์ พี่ปาล์มว่าประวัติศาสตร์ของแต่ละชาตินั้นจะมีความคล้ายคลึงกันไม่มากก็น้อย อาจเป็นเพราะการเผยแพร่วัฒนธรรมด้วยส่วนหนึ่ง และอีกส่วนคงเป็นเรื่องของขนบประเพณีนะคะ น้อง ๆ คนไหนชอบเรื่องราวเหล่านี้และคิดยังไงกันบ้าง อย่าลืมมาแสดงความคิดเห็นกันนะ :)พี่ปาล์มขอบคุณบทความดีๆและรูปภาพจาก ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ |
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?





9 ความคิดเห็น
อ้าวไทยก้อมีเหรอเพิ่งรู้นะเนี่ย
ขอบคุณสำหรับความรู้ค่ะ
มีเกือบทั่วโลกเลยแฮะ